"อย่าคิดว่าการเงียบจะช่วยให้คุณรอดพ้นจากคำถามของผมได้ รินรดา"
เสียงทุ้มต่ำดุจเสียงคำรามของสัตว์ป่าที่บาดเจ็บดังขึ้นในความมืดของห้องทำงาน ภากรไม่ได้เปิดไฟ เขาเพียงแต่พิงแผ่นหลังกว้างกับขอบโต๊ะไม้สักตัวหนา ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวจ้องมองร่างบางที่ยืนสั่นเทาอยู่ตรงมุมห้อง แสงจันทร์ที่ลอดผ่านหน้าต่างบานเกล็ดทอดเป็นเส้นคาดผ่านใบหน้าคมเข้มของเขา ทำให้รอยแผลเป็นเล็กๆ บนโหนกแก้มดูน่าเกรงขามกว่าปกติ
รินรดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก กลิ่นยาสูบจางๆ ผสมกับกลิ่นกายดิบเถื่อนแบบผู้ชายที่ตรากตรำทำงานในไร่ลอยมาปะทะจมูก มันเป็นกลิ่นที่เธอควรจะเกลียด แต่มันกลับทำให้ใจเต้นผิดจังหวะอย่างประหลาด
"ฉันไม่ได้เงียบ... ฉันแค่ไม่รู้จะตอบคุณยังไง ในเมื่อคุณตั้งคำถามเพื่อจะต้อนฉันให้จนมุมอยู่ตลอด" เธอโต้กลับ แม้น้ำเสียงจะสั่น แต่แววตายังคงรั้นดื้อดึงไม่ยอมแพ้
ภากรหัวเราะในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ความสุขสนุกสนาน แต่แฝงไว้ด้วยความเหยียดหยัน "คนอย่างคุณน่ะหรือจนมุม? คุณมีวิธีเอาตัวรอดเสมอ ไม่ว่าจะด้วยน้ำตา หรือความนิ่งเงียบที่แสนจะดูถูกคนอื่น"
เขาขยับตัว ก้าวเดินเข้ามาหาช้าๆ ท่วงท่าของเขาเหมือนนักล่าที่รู้ดีว่าเหยื่อไม่มีทางหนีพ้น รินรดาถอยหลังจนแผ่นหลังไปชนกับชั้นวางหนังสือ เสียงกุกกักของเอกสารที่ถูกกระแทกทำให้บรรยากาศในห้องตึงเครียดจนแทบจะหยุดหายใจ
"ฉันไม่ใช่ของเล่นของคุณนะภากร" เธอเอ่ยเสียงเบาหวิว เมื่อเขาหยุดยืนอยู่ตรงหน้า ห่างไปเพียงไม่กี่คืบ
มือหนาหยาบกร้านจากการจับจอบจับเสียมเอื้อมมาเชยคางเธอขึ้น บังคับให้สบตากับดวงตาสีเข้มที่เหมือนหลุมดำแห่งความลึกลับ "ของเล่นน่ะมันมีราคาค่างวด แต่คุณ... สำหรับผม คุณมันก็แค่หนี้ก้อนโตที่ผมน่าจะโยนทิ้งไปเสียตั้งแต่แรก แต่แปลกนะ... ยิ่งเห็นคุณพยศ ผมกลับยิ่งอยากจะปราบให้พินาศคามือ"
ภากรโน้มใบหน้าลงมาจนลมหายใจอุ่นร้อนรดรินอยู่บนผิวแก้ม รินรดารู้สึกเหมือนหัวใจจะทะลุออกมานอกอก ความโกรธที่เคยมีเริ่มมลายหายไป เหลือเพียงความหวั่นไหวที่ตีรวนขึ้นมาแทนที่ เธอเห็นความเหนื่อยล้าซ่อนอยู่ในแววตาคู่นั้น ความดิบเถื่อนที่เขาแสดงออกมา แท้จริงแล้วมันคือเกราะป้องกันที่เขาสร้างขึ้นเพื่อปิดกั้นตัวเองจากโลกภายนอก
"คุณไม่ได้อยากทำลายฉันหรอก..." เธอพึมพำ ตัดสินใจเอามือแตะเบาๆ ที่ต้นแขนกำยำของเขา สัมผัสถึงกล้ามเนื้อที่เกร็งแน่น "คุณแค่กลัว... กลัวว่าถ้าปล่อยให้ใครสักคนเข้ามาใกล้กว่านี้ คุณจะเสียหลัก"
คำพูดนั้นราวกับศรที่ปักลงกลางใจของชายหนุ่ม ภากรชะงักไป ดวงตาที่เคยดุร้ายวูบไหวเพียงครู่เดียว ก่อนจะกลับมาแข็งกร้าวอีกครั้ง "อย่ามาวิเคราะห์ผมด้วยตรรกะตื้นๆ ของคุณ เราอยู่ในไร่ส้มที่กฎเกณฑ์คือความอยู่รอด ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันของนิยายน้ำเน่า"
"ความรักไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน แต่มันคือความจริงที่คุณปฏิเสธไม่ได้ต่างหาก" เธอพูดพร้อมกับเงยหน้าขึ้นท้าทาย
ภากรบีบคางเธอแน่นขึ้น แต่น้ำหนักมือกลับแฝงความนุ่มนวลอย่างน่าพิศวง เขาก้มลงกระซิบข้างใบหู น้ำเสียงแหบพร่าสั่นประสาท "ถ้าคุณแน่จริง ก็พิสูจน์ให้ดูสิ... ว่าความรักของคุณมันจะทนมือทนเท้ากับความดิบของผมได้สักกี่น้ำ"
เขาโน้มริมฝีปากลงมา ไม่ใช่การจูบที่อ่อนหวาน แต่เป็นการรุกรานที่เร่าร้อนและหิวกระหาย รินรดาหลับตาแน่น ยอมจำนนต่อสัมผัสที่เหมือนคลื่นพายุหมุน มือของเธอขยุ้มเสื้อเชิ้ตของเขาแน่น ความรู้สึกหวั่นไหวที่เคยพยายามปฏิเสธบัดนี้มันลุกลามเหมือนไฟที่เผาผลาญไร่ส้มในคืนที่แห้งแล้ง
ท่ามกลางความเงียบงัน มีเพียงเสียงลมหายใจที่หอบกระชั้นของทั้งคู่ มือหนาเลื่อนจากคางลงมาโอบรัดเอวบางเข้าหาตัวจนไร้ช่องว่าง สัมผัสที่คุ้นเคยเริ่มเปลี่ยนไปเป็นความหลงใหลที่ยากจะควบคุม รินรดารู้ดีว่าหากเธอก้าวข้ามผ่านคืนนี้ไป เธอจะไม่มีวันกลับไปเป็นคนเดิมได้อีก... คนที่ยอมให้ชายหนุ่มปากร้ายคนนี้ครอบครองทั้งตัวและหัวใจ
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ก็ดังขึ้นจากหน้าประตูห้องทำงาน ตามด้วยการเคาะที่ไม่ได้มีความเกรงใจ
"นายครับ! ผมมีเรื่องด่วนต้องแจ้ง... พวกมันกลับมาที่ชายไร่ฝั่งทิศเหนืออีกแล้วครับ รอบนี้พวกมันไม่ได้มาแค่คนเดียว!"
ภากรผละออกจากรินรดาอย่างรวดเร็ว ดวงตาที่เมื่อครู่ยังเต็มไปด้วยความปรารถนา บัดนี้กลับเปลี่ยนเป็นประกายเย็นชาและเหี้ยมเกรียมในพริบตา เขาหันไปหยิบปืนพกที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาตรวจสอบกระสุน ก่อนจะหันมามองรินรดาด้วยสายตาที่เดาอารมณ์ไม่ได้
"อยู่แต่ในห้องนี้ ห้ามออกไปไหนจนกว่าผมจะกลับมา" เขาพูดจบก็เดินไปเปิดประตูเตรียมจะก้าวออกไป แต่แล้วเขาก็ชะงักหันกลับมามองเธออีกครั้ง "แล้วก็... ลืมเรื่องเมื่อครู่ไปซะ เพราะถ้าคุณคิดจะเอาเรื่องนี้มาเป็นเครื่องต่อรองหนี้ ผมจะทำให้คุณเสียใจที่เลือกทางนั้น"
เขาก้าวออกไป ทิ้งไว้เพียงกลิ่นยาสูบที่ยังคงอบอวลและรอยจูบที่ยังรู้สึกถึงความร้อนผ่าว รินรดายืนตัวแข็งทื่ออยู่ตรงนั้น หัวใจของเธอเต้นไม่เป็นจังหวะ ไม่ใช่เพราะความกลัวต่อเหตุการณ์นอกไร่ แต่เพราะเธอเพิ่งสังเกตเห็นอะไรบางอย่างบนโต๊ะทำงานของภากร...
มันคือรูปถ่ายใบเก่าที่ถูกคว่ำไว้ และเมื่อเธอกลั้นใจพลิกมันขึ้นมาดู เธอก็ต้องเบิกตากว้างเมื่อเห็นหญิงสาวในรูป... ใบหน้าที่ถอดแบบมาจากเธอราวกับเป็นคนเดียวกัน แต่ทว่าสิ่งที่ทำให้เธอแทบหยุดหายใจ คือข้อความด้านหลังรูปที่เขียนด้วยลายมือดิบๆ ของภากร... 'แด่ความผิดพลาดที่ฉันจะไม่มีวันให้อภัยตัวเอง'
ด้วยความปรารถนาดีจากใจจริง หวังว่าท่านผู้อ่านจะดื่มด่ำไปกับเรื่องราวของภากรและรินรดานะครับ
พยศรักกลางไร่ส้มเลือด•ตอนที่ 6
กับดักของความเผลอไผล
ผลงานโดย ธานินทร์แดนเถื่อน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ธานินทร์แดนเถื่อน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พยศรักกลางไร่ส้มเลือด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!