“ถ้าคุณจะเอาแต่นั่งจ้องแผลตัวเองแบบนี้ ต่อให้ผ่านไปอีกสิบปี รอยแผลเป็นก็ไม่มีวันหายไปไหนหรอกครับ”
น้ำเสียงทุ้มต่ำติดจะห้วนกระด้างดังขึ้นเหนือหัว รินรดาชะงักมือที่กำลังถือสำลีเปื้อนเลือด เธอไม่ได้เงยหน้ามองคนตัวใหญ่ที่ยืนตระหง่านอยู่ตรงหน้า แต่สัมผัสได้ถึงไอความร้อนจากร่างกายเขาที่แผ่ซ่านเข้ามาใกล้ ภากรทรุดตัวลงนั่งยองๆ บนพื้นไม้กระดานข้างกายเธอ ก่อนจะฉกฉวยขวดน้ำยาฆ่าเชื้อไปจากมือของเธออย่างถือวิสาสะ
“ฉันทำเองได้ คุณไม่จำเป็นต้องมาเสียเวลาตรงนี้” เธอกล่าวเสียงเรียบ พยายามดึงมือกลับ แต่กลับถูกมือหนาหยาบกร้านดั่งคนทำงานไร่จับยึดไว้มั่น ผิวสัมผัสของเขาดุดัน ทว่าในขณะเดียวกันกลับมีความเบามืออย่างน่าประหลาด
ภากรไม่ตอบโต้ด้วยวาจา เขาเพียงแค่บรรจงใช้สำลีแตะลงบนรอยแผลที่ฝ่ามือของหญิงสาวอย่างแผ่วเบา รินรดาสะดุ้งเฮือก กัดริมฝีปากแน่นเพื่อสะกดกลั้นความเจ็บ
“ปากเก่งแต่ตัวสั่น... ถ้าไม่อยากเจ็บ ก็อย่าฝืนทำอะไรที่เกินตัวนักเลยริน” เขาพึมพำ สายตาคมกริบคู่นั้นจับจ้องอยู่ที่บาดแผล แต่ความรู้สึกนึกคิดของเขากลับวนเวียนอยู่กับใบหน้าที่เชิดรั้นนั่น
นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ในคืนนั้นที่เขาเกือบจะพรากทุกอย่างไปจากเธอ ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ภากรเลิกมองรินรดาเป็นเพียง ‘นางบำเรอขัดดอก’ แต่เขากลับเริ่มเห็นเงาของหญิงสาวที่เขาสามารถ ‘ปกป้อง’ ได้โดยไม่ตั้งใจ
“ที่ฉันทำแบบนั้น เพราะฉันไม่อยากเป็นภาระใคร... โดยเฉพาะคุณ” เธอสวนกลับดวงตาไหวระริก
ภากรชะงักมือไปชั่วครู่ ก่อนจะหัวเราะหึในลำคอ เสียงหัวเราะที่ฟังดูขมขื่น “ภาระงั้นเหรอ? คุณคิดว่าผมแคร์เรื่องหนี้สินนั่นจนต้องเสียเวลามารักษาแผลให้คุณงั้นสิ ถ้าผมอยากจะทวงหนี้ ผมมีวิธีที่เร็วกว่าการทำแผลให้คุณเยอะริน”
เขาวางมือจากบาดแผลของเธอ แล้วขยับเข้าไปใกล้ขึ้นจนปลายจมูกแทบจะชนกัน กลิ่นหอมจางๆ ของดอกส้มจากตัวเธอปะทะเข้ากับกลิ่นยาสูบจางๆ บนตัวเขา บรรยากาศในห้องสี่เหลี่ยมที่เคยตึงเครียด กลับอบอวลไปด้วยความปรารถนาที่ถูกกดทับเอาไว้ภายใต้ท่าทีเย็นชา
“ภากร...” เธอเรียกชื่อเขาแผ่วเบา ยามที่มือหนาเลื่อนขึ้นมาสัมผัสที่ข้างแก้มอย่างแผ่วเบา ผิวเนื้อสากระคายของเขาทำให้หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะ
“ตั้งแต่วันนี้ไป... หน้าที่ของคุณไม่ใช่การใช้หนี้ด้วยร่างกาย แต่เป็นการอยู่ข้างๆ ผมในฐานะคนที่ผมเลือก” เขาประกาศก้องด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดแต่ทว่าแฝงความอ่อนโยนที่เขาเองก็ไม่เคยคิดว่าจะมีให้ใครได้ “ผมอาจจะเป็นคนเลวในสายตาคนอื่น แต่กับคุณ... ผมจะพยายามเป็นคนที่ดีกว่าที่ผมเคยเป็น”
รินรดาใจเต้นแรงราวกับกลองรัว กำแพงน้ำแข็งที่เธอสร้างขึ้นมาเพื่อปกป้องตัวเองเริ่มละลายลงเหลือเพียงหยดน้ำตาที่รื้นขึ้นมาคลอเบ้า เธอโหยหาความอบอุ่นนี้มาเนิ่นนาน แต่ก็กลัวว่ามันจะเป็นเพียงภาพลวงตา
“อย่าใจดีกับฉันมากไปกว่านี้เลยนะ” เธอหลับตาลงรับสัมผัสที่อบอุ่นนั้น “เพราะถ้าวันหนึ่งคุณทิ้งฉันไป ฉันไม่รู้เลยว่าฉันจะเหลืออะไรอีก”
ภากรเชยคางเธอขึ้น บังคับให้เธอต้องสบตาเขาตรงๆ ในแววตาคมกริบคู่นั้นไม่ได้มีความดุดันอย่างที่เคยเป็น แต่มันคือคำสัญญาที่เงียบเชียบและหนักแน่น
“ผมไม่ได้ใจดี... ผมแค่หวง” เขาโน้มตัวลงมากระซิบที่ข้างหู ก่อนจะประทับจูบลงบนขมับของเธออย่างทะนุถนอมที่สุด “จำไว้ว่าคุณเป็นของใคร และไม่มีวันที่ใครจะพรากคุณไปจากไร่นี้ได้ ต่อให้ต้องแลกด้วยลมหายใจของผมก็ตาม”
ขณะที่บรรยากาศกำลังดำเนินไปสู่ความหวานซึ้งที่หาได้ยากในไร่ส้มเลือดแห่งนี้ เสียงเคาะประตูห้องอย่างรุนแรงก็ดังขัดจังหวะขึ้น พร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนที่พุ่งเข้ามาโดยไม่ได้รับอนุญาต
ภากรรีบผละออกจากรินรดา สายตาของเขาเปลี่ยนเป็นวาวโรจน์ด้วยความโกรธทันทีที่เห็นร่างของชายฉกรรจ์ในชุดสีดำสนิทก้าวเข้ามาในห้อง พร้อมกับจดหมายสีซองสีเลือดที่วางลงบนโต๊ะ
“คุณภากร... มีคนฝากนี่มาให้ บอกว่าเป็น ‘ของขวัญ’ จากนรกที่รอคุณอยู่”
ภากรหยิบซองนั้นขึ้นมา มือหนาสั่นเทาเล็กน้อยเมื่อเห็นตราประทับบนซอง... ตราประทับเดียวกับคนที่เขาเคยรักและเคยเกลียดที่สุดในอดีต
ขอบคุณที่ติดตามการเดินทางของหัวใจที่กร้านโลกดวงนี้ครับ
ธานินทร์แดนเถื่อน
พยศรักกลางไร่ส้มเลือด•ตอนที่ 18
กำแพงน้ำแข็งที่ละลาย
ผลงานโดย ธานินทร์แดนเถื่อน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ธานินทร์แดนเถื่อน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พยศรักกลางไร่ส้มเลือด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!