"รูปนี่... เธอไปเอามาจากไหน"
เสียงของภากรไม่ได้แผดก้องอย่างที่เคยเป็น แต่มันแหบพร่าและสั่นสะท้านจนน่าใจหาย ร่างสูงใหญ่ที่เคยยืนตระหง่านดุจขุนเขาบัดนี้กลับทรุดนั่งลงบนเก้าอี้ไม้เก่าหลังโต๊ะทำงาน มือหยาบกร้านที่ผ่านการจับด้ามปืนและบังคับรถไถมานับไม่ถ้วน สั่นเทาเล็กน้อยในขณะที่ไล้นิ้วไปบนกรอบรูปใบเก่าที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานของเขาเอง
รินรดายืนนิ่ง ขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจ เธอแค่ตั้งใจจะเอาเอกสารบัญชีไร่มาให้ แต่ภาพที่เห็นตรงหน้ากลับทำให้หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะ
"ฉัน... ฉันแค่จะเอาเอกสารมาวางให้ แล้วรูปมันคว่ำอยู่ ฉันเลยหยิบขึ้นมาดู" รินรดาตอบเสียงแผ่ว สังเกตเห็นแววตาที่เคยแข็งกร้าวของชายหนุ่มบัดนี้มันวูบไหวราวกับเปลวเทียนที่ถูกลมกรรโชก "ภากร... ผู้ชายคนนั้นคือใครกันคะ"
"อย่าเรียกชื่อฉันด้วยน้ำเสียงนั้น" ภากรเงยหน้าขึ้น ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยของหญิงสาว แม้ปากจะยังร้ายแต่แววตาเขากลับเต็มไปด้วยความร้าวรานที่เขากำลังพยายามสะกดกลั้น "และอย่าถามในสิ่งที่ไม่ใช่เรื่องของเธอ ไปซะ ก่อนที่ฉันจะเปลี่ยนใจไม่ให้เธอทำงานที่นี่ต่อ"
"ฉันไม่ใช่คนรับใช้ที่สั่งอะไรก็ได้นะภากร!" รินรดาเถียงกลับทันควัน ความดื้อรั้นในตัวพุ่งพล่าน "คุณเห็นรูปนี้แล้วสติหลุดแบบนี้ จะให้ฉันทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นได้ยังไง ในเมื่อเขายืนอยู่ข้างๆ คุณ... และหน้าตาของเขา..."
"ฉันบอกให้หยุด!" ภากรตวาดลั่น มือหนาทุบลงบนโต๊ะไม้จนกรอบรูปสั่นสะเทือน เขาคว้ามันมาคว่ำหน้าลงกับโต๊ะทันที ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก้าวตรงมาหาเธอด้วยท่าทางคุกคามเหมือนทุกครั้ง แต่ทว่า... เมื่อเขายืนประจันหน้ากับเธอในระยะห่างเพียงลมหายใจกั้น เขากลับชะงัก
สายตาที่จ้องมองเธอมันไม่ได้มีแต่ความโกรธ แต่มันคือความเจ็บปวดที่ถูกขุดขึ้นมาซ้ำๆ รินรดาเห็นมือของเขาที่พยายามจะคว้าไหล่เธอไว้ แต่แล้วเขาก็เปลี่ยนใจกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน
"ไปหาอะไรกินซะ" ภากรเปลี่ยนเรื่องดื้อๆ น้ำเสียงกระด้างหากแต่แฝงความห่วงใยที่ซ่อนไม่มิด "ที่โต๊ะอาหารมีซุปที่คนครัวทำทิ้งไว้ เธอทำงานเหนื่อยมาทั้งวัน อย่าให้ฉันต้องเป็นห่วงจนรำคาญใจ"
รินรดาเบิกตากว้าง นี่น่ะหรือคำพูดของเจ้าของไร่จอมโหด?
"คุณเป็นห่วงฉัน?"
"หลงตัวเอง" ภากรแค่นหัวเราะ ปรับสีหน้ากลับมาเย็นชาอีกครั้ง "ฉันแค่ไม่อยากให้ลูกหนี้อย่างเธอมาเป็นลมตายในไร่ให้เสียเวลาต้องจัดการศพ ไปสิ"
ตลอดค่ำคืนนั้น รินรดารู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงที่ประหลาดเหลือเกิน ภากรไม่ได้ตามราวีเธอเหมือนเช่นเคย แต่เขากลับเฝ้ามองเธอจากมุมมืดของระเบียงบ้าน ลมพัดผ่านไร่ส้มเลือดกลิ่นหอมจางๆ ของผลไม้ที่ใกล้เก็บเกี่ยวโชยมาปะทะจมูก แสงจันทร์สลัวอาบไล้ไปทั่วบริเวณ
เมื่อรินรดาเดินออกมาที่ระเบียงเพื่อรับลม เธอเห็นภากรยืนสูบบุหรี่อยู่เงียบๆ ท่าทางเขาดูเหนื่อยล้าเกินกว่าที่ผู้ชายคนหนึ่งควรจะเป็น เธอตัดสินใจเดินเข้าไปใกล้ๆ แม้จะรู้ว่าอาจโดนไล่ตะเพิดกลับมา
"คุณมีปมหลังใช่ไหม" เธอถามเบาๆ พิงรั้วระเบียงข้างๆ เขา
ภากรนิ่งไปนาน พ่นควันสีเทาจางๆ ออกจากปาก "ผู้หญิงที่สวยที่สุด มักจะเป็นคนที่ทำลายหัวใจเราได้เจ็บที่สุด รินรดา"
"ผู้หญิงคนนั้น... ในรูปใช่ไหม"
ภากรไม่ตอบ เขาหันมามองเธอ แววตาคู่นั้นทำให้เธอรู้สึกเหมือนถูกดูดเข้าไปในวังวนของความเศร้า มือหนาเอื้อมมาจัดปอยผมที่ปรกหน้าให้เธออย่างแผ่วเบา เป็นสัมผัสที่อ่อนโยนจนเธอเกือบจะหยุดหายใจ
"เธอไม่เหมือนคนอื่น" ภากรพึมพำ น้ำเสียงทุ้มต่ำและจริงจัง "เธอปากดี ดื้อด้าน และน่ารำคาญที่สุด... แต่ไม่รู้ทำไม... ยิ่งฉันพยายามผลักไส เธอถึงยิ่งมีอิทธิพลกับหัวใจฉัน"
คำสารภาพที่ไร้เสียงนั้นกระแทกใจรินรดาอย่างจัง เธอไม่รู้จะโต้ตอบอย่างไร ในขณะที่บรรยากาศรอบข้างเงียบงันจนได้ยินเสียงหัวใจเต้นของกันและกัน ภากรขยับตัวเข้ามาใกล้ขึ้น กลิ่นยาสูบจางๆ ผสมกับกลิ่นกายดิบห่ามของเขามันช่างเย้ายวนจนเธอแทบจะหลอมละลาย
"ภากร..." เธอเรียกชื่อเขาแผ่วเบา
เขาก้มลงมา ปลายจมูกโด่งคลอเคลียข้างแก้มเนียน ลมหายใจอุ่นร้อนทำให้เธอขนลุกชัน เขากำลังจะจูบเธอ... จูบที่เต็มไปด้วยความต้องการและความโหยหาที่อัดอั้นมานาน
ทว่า ในวินาทีที่ริมฝีปากของพวกเขากำลังจะแตะกัน เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็ดังขึ้นจากทางบันไดหน้าบ้าน ตามด้วยเสียงเปิดประตูดังปัง! พร้อมกับแสงไฟจากไฟฉายที่สาดส่องเข้ามาจนทั้งคู่ต้องผละออกจากกันอย่างรวดเร็ว
"นายครับ! ผมเจอมันแล้วครับ!"
ชายฉกรรจ์ในชุดมอมแมมวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาสีหน้าตื่นตระหนก ภากรหน้าถอดสีทันทีที่เห็นของในมือชายคนนั้น เขาชักปืนออกมากระชับไว้ในมือแน่นก่อนจะหันไปหารินรดาด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปเป็นเย็นเยียบราวกับน้ำแข็ง
"เข้าไปในบ้าน อย่าออกมาจนกว่าฉันจะสั่ง" ภากรพูดเสียงเหี้ยม ก่อนจะเบนสายตาไปที่ชายที่เพิ่งเข้ามา "มันมาที่นี่แล้วงั้นเหรอ?"
ชายคนนั้นพยักหน้าสั่นๆ "มันบอกว่า... มันกลับมาทวงสิ่งที่เคยเป็นของมันคืนครับนาย และมันไม่ได้มาคนเดียว..."
ภากรแค่นยิ้มที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่น่ากลัวที่สุดเท่าที่รินรดาเคยเห็นมา เขาหันไปคว้ากุญแจรถยนต์ก่อนจะตะโกนลั่น "เรียกทุกคนมารวมตัวที่ป้อมหน้าไร่เดี๋ยวนี้! คืนนี้ไร่ส้มเลือดจะต้องลุกเป็นไฟ!"
ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านตอนที่ 13 มาถึงตรงนี้นะครับ
ธานินทร์แดนเถื่อน
พยศรักกลางไร่ส้มเลือด•ตอนที่ 13
คำสารภาพที่ไร้เสียง
ผลงานโดย ธานินทร์แดนเถื่อน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ธานินทร์แดนเถื่อน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พยศรักกลางไร่ส้มเลือด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!