“วางมันลงซะรินรดา อย่าให้ผมต้องพูดซ้ำเป็นครั้งที่สอง”
เสียงทุ้มต่ำที่แฝงไปด้วยแรงสั่นสะเทือนของโทสะดังขึ้นจากเงามืดหน้าประตูห้องทำงาน รินรดาสะดุ้งสุดตัว มือที่สั่นเทาของเธอถือรูปถ่ายใบเก่าที่ฉีกขาดครึ่งหนึ่งเอาไว้แน่นจนกระดาษยับย่น ความมืดในห้องถูกทำลายลงด้วยแสงไฟจากโถงทางเดินที่สาดส่องเข้ามา กระทบกับร่างสูงใหญ่ของภากรที่ยืนตระหง่านอยู่ตรงนั้น ใบหน้าของเขาครึ่งหนึ่งถูกซ่อนอยู่ในเงามืด แต่ดวงตาคู่นั้น... มันวาวโรจน์ด้วยความโกรธเกรี้ยวราวกับสัตว์ป่าที่ถูกรุกล้ำอาณาเขต
“คุณ... คุณเก็บรูปนี้ไว้ทำไม” รินรดาถามเสียงสั่น พยายามรวบรวมสติที่กระเจิดกระเจิง “ทำไมใบหน้าของผู้หญิงในรูปถึงเป็นฉัน? ทั้งที่รูปนี้มันเก่าแก่กว่าสิบปี!”
ภากรสาวเท้าเข้ามาใกล้ด้วยจังหวะที่มั่นคงและกดดัน เขาไม่ได้ตอบในทันที แต่ก้าวเข้ามาจนระยะห่างระหว่างเขากับเธอลดน้อยลงจนเหลือเพียงช่องว่างเพียงน้อยนิด กลิ่นบุหรี่จางๆ ผสมกับกลิ่นดินและไร่ส้มที่ติดตัวเขามาทำเอาลมหายใจของเธอติดขัด เขาคว้าข้อมือเธอด้วยแรงที่ไม่เบานัก แต่มันไม่ใช่การกระชาก มันเป็นการกักขัง ร่างของรินรดาถูกต้อนจนหลังติดขอบโต๊ะไม้โอ๊กตัวใหญ่
“อยากรู้มากใช่ไหม?” เขาถาม เสียงของเขาพร่าลง ก้มหน้าลงมาจนปลายจมูกแทบจะแตะกับข้างแก้มของเธอ “อยากรู้ว่าทำไมเศษซากความทรงจำห่วยๆ ถึงกลายมาเป็นหน้าของเธอ”
ภากรใช้มืออีกข้างเชยคางเธอขึ้น บังคับให้เธอสบตาเขาตรงๆ แววตาของเขาในตอนนี้ไม่ได้มีเพียงความโกรธ แต่มันมีความเจ็บปวดที่ถูกฝังกลบไว้อย่างยาวนานซ่อนอยู่ลึกๆ รินรดานิ่งงัน หัวใจของเธอเต้นรัวจนเหมือนจะทะลุออกมานอกอก ความดื้อรั้นที่เคยมีมลายหายไป เหลือเพียงความอยากรู้อยากเห็นที่เจือด้วยความหวาดกลัว
“ตอบฉันมาภากร... ฉันเป็นใครในชีวิตของคุณกันแน่?”
ภากรนิ่งไปครู่หนึ่ง เขาสูดลมหายใจเข้าลึก ราวกับกำลังตัดสินใจจะทำลายกำแพงที่เขาพยายามสร้างขึ้นมานานนับปี “ผู้หญิงในรูปคือ ‘รุจี’... เธอเป็นคนที่ผมเคยรักมากที่สุด จนกระทั่งเธอตัดสินใจสวมเขาให้ผมแล้วหอบเงินหนีไปทิ้งให้ผมจมอยู่กับความอัปยศกลางไร่นี้”
เขาปล่อยมือจากคางเธอ แล้วหันไปหยิบแก้วเหล้าที่วางอยู่มุมโต๊ะ กระดกเข้าปากรวดเดียวจนหมด ก่อนจะหันมามองเธออีกครั้งด้วยสายตาที่เย็นชาลง “ส่วนเธอ... หน้าตาของเธอ รอยยิ้มของเธอ... มันดันไปเหมือนผู้หญิงคนนั้นราวกับแกะ แต่นิสัยดื้อรั้นพยศเหมือนม้าพยศของเธอนี่สิ ที่มันทำให้ผมสับสนจนอยากจะบดขยี้ให้จมดิน”
คำสารภาพนั้นราวกับสายฟ้าฟาด รินรดารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุน ความลับที่เธอเคยสงสัยว่าทำไมเขาถึงเกลียดเธอเข้าไส้ในตอนแรก แต่กลับกลายเป็นความต้องการที่รุนแรงในเวลาต่อมา ได้รับคำตอบที่โหดร้ายที่สุด เธอเป็นเพียงตัวแทนของความแค้น
“คุณมองฉันเป็นตัวตายตัวแทนของคนทรยศนั่นงั้นเหรอ?” เธอเค้นเสียงหัวเราะที่สั่นเครือ “ฉันไม่ใช่รุจี! ฉันคือรินรดา ไม่ใช่ตุ๊กตาไขลานให้คุณมาระบายแค้น!”
เธอพยายามจะผลักอกเขาออก แต่ภากรกลับคว้าเอวคอดของเธอไว้ได้ทัน มือหนาของเขาบีบกระชับจนเธอแทบจมหายเข้าไปในอ้อมกอดที่ร้อนผ่าว เขาโน้มตัวลงมาประทับจูบที่หนักหน่วงและดิบเถื่อน มันไม่ใช่จูบที่อ่อนหวาน แต่เป็นการจูบที่เรียกร้องและลงทัณฑ์ เขาบดเบียดริมฝีปากลงมาอย่างเอาแต่ใจ รสขมปร่าของเหล้าและกลิ่นอายความดุดันของเขาทำให้รินรดาเคลิบเคลิ้มไปกับมันอย่างไม่อาจปฏิเสธได้
เขากดจูบซ้ำๆ สลับกับการขบเม้มริมฝีปากล่างของเธอจนเจ็บไปหมด มือหนาเริ่มสอดเข้าไปใต้ชายเสื้อของเธอ สัมผัสถึงความนุ่มนวลของผิวพรรณที่เขาเฝ้าปรารถนามาตลอด รินรดาแอ่นกายรับสัมผัสนั้นโดยไม่รู้ตัว ความโกรธที่เคยมีถูกแทนที่ด้วยความหวามไหวที่ตีรวนขึ้นมาในอก
“ใช่... เธอไม่ใช่รุจี” เขาผละริมฝีปากออกเพียงนิด พูดชิดริมฝีปากของเธอด้วยเสียงแหบพร่า “รุจีเป็นคนโง่ที่ทิ้งผมไป... แต่เธอ คือผู้หญิงที่ผมจะไม่มีวันปล่อยให้หนีไปไหน ไม่ว่าเธอจะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม”
เขายกตัวเธอขึ้นนั่งบนโต๊ะทำงาน กวาดข้าวของบนนั้นจนตกลงพื้นกระจาย รินรดารู้สึกถึงความเปราะบางของสถานการณ์ แต่ในขณะเดียวกัน เธอกลับรู้สึกถึง ‘ตัวตน’ ของเธอที่เขากำลังต้องการจริงๆ ไม่ใช่แค่ภาพลวงตาของอดีตคนรัก
“ถ้างั้นก็พิสูจน์สิภากร...” เธอท้าทาย พลางลูบไล้ไปตามแนวสันกรามที่สากระคายของเขา “พิสูจน์ให้ฉันเห็นว่าคุณต้องการ ‘รินรดา’ ไม่ใช่คนในรูปถ่ายนั่น”
ภากรชะงักไป ดวงตาคู่คมจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของเธอ เขากำลังพ่ายแพ้... พ่ายแพ้ต่อความปรารถนาที่เขากดขี่มาตลอด เขาเริ่มปลดกระดุมเสื้อของเธอช้าๆ ทว่าในจังหวะที่บรรยากาศกำลังจะพุ่งทะยานถึงขีดสุด เสียงเคาะประตูห้องทำงานอย่างร้อนรนจากด้านนอกก็ดังขึ้น
“คุณภากรครับ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับที่ไร่ส้มฝั่งทิศตะวันออก มีคนจุดไฟเผาโรงเก็บอุปกรณ์และผลผลิตเสียหายหนักมากครับ!”
ภากรผละออกจากตัวรินรดาด้วยความหัวเสีย เขาคำรามในลำคอด้วยความโกรธจัดเมื่อแผนการทุกอย่างถูกขัดจังหวะ เขามองรินรดาที่ใบหน้าแดงก่ำด้วยความอารมณ์ค้างสลับกับมองไปที่ประตูด้วยสายตาที่วาวโรจน์
เขาก้มลงกระซิบข้างหูเธอเป็นครั้งสุดท้าย “เรื่องของเรายังไม่จบ... รอผมกลับมา”
แต่ในขณะที่เขากำลังจะหมุนตัวออกไปนั้น โทรศัพท์ของเขาก็ส่งเสียงเตือนข้อความเข้า ภาพบนหน้าจอคือรูปถ่ายชุดใหม่... มันเป็นภาพของรินรดาในมุมมืดที่ถูกแอบถ่ายจากนอกไร่ พร้อมข้อความสั้นๆ ที่เขียนว่า: *‘ของรักของหวงของแก... ตอนนี้ตกอยู่ในมือฉันแล้ว’*
ภากรชะงักกึก ความมืดมิดในแววตาของเขาเปลี่ยนไปเป็นความหวาดกลัวที่เขาไม่เคยเผยให้ใครเห็น... เพราะคนในรูปถ่ายใบนั้น ไม่ได้มีแค่รินรดาเพียงคนเดียว แต่เธอยืนอยู่เคียงข้างชายปริศนาที่เขาจำได้ดีว่าคือ ‘ใคร’
ขอบพระคุณที่ติดตามร่วมลุ้นไปกับเส้นทางแห่งไฟแค้นและแรงปรารถนานะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
พยศรักกลางไร่ส้มเลือด•ตอนที่ 12
เส้นขนานที่เริ่มบรรจบ
ผลงานโดย ธานินทร์แดนเถื่อน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ธานินทร์แดนเถื่อน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พยศรักกลางไร่ส้มเลือด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!