“ถ้ามึงกล้าจุดไฟเผาไร่กูอีกแมตช์เดียว กูสาบานต่อหน้าดินที่เหยียบอยู่นี่ ว่ากูจะฝังมึงไว้ใต้โคนต้นส้มแทนปุ๋ย!”
เสียงคำรามต่ำของภากรดังกร้าวท่ามกลางเสียงเปรี้ยงปร้างของเศษไม้ที่กำลังแตกกระจายจากการถูกถีบเข้าที่กลางลำตัว ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีซีดที่เปรอะเปื้อนด้วยคราบเขม่าดินปืนและฝุ่นสีส้มแดง ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวของเขาไม่ได้ฉายแววหวาดกลัวแม้แต่น้อย มีเพียงไฟโทสะที่ลุกโชนยิ่งกว่าเปลวเพลิงที่กำลังเลียเล็มกิ่งก้านของต้นส้มสายพันธุ์ดีที่เขารักดุจชีวิต
ในความมืดสลัวที่ถูกย้อมด้วยแสงสีส้มฉานของเปลวไฟที่โหมกระหน่ำ รินรดาเบิกตากว้าง มือเรียวสั่นเทาของเธอกำชายกระโปรงจนแน่น เธอเพิ่งวิ่งฝ่ากลุ่มควันออกมาเพื่อหาเขา ภาพตรงหน้าช่างน่าสยดสยอง กลิ่นน้ำมันเบนซินผสมกับกลิ่นไหม้ของกิ่งไม้ทำให้เธอกลั้นหายใจ
“ภากร! หยุดนะ! อย่าทำอะไรบ้าๆ เลย!” รินรดาร้องตะโกน เสียงของเธอสั่นเครือแต่แฝงไปด้วยความห่วงใยที่ปิดไม่มิด
ภากรไม่ได้หันไปมอง เขาเหวี่ยงร่างของชายฉกรรจ์ที่บุกเข้ามาทำลายไร่ลงกับพื้นอย่างไม่ใยดี ก่อนจะกระชากคอเสื้อขึ้นมาแล้วฝังกำปั้นหนักๆ ลงไปที่โหนกแก้มจนอีกฝ่ายเลือดกบปาก “รินรดา ถอยไป! นี่ไม่ใช่ที่ของเธอ!”
“ถ้าฉันถอย คุณก็จะตายที่นี่!” เธอวิ่งเข้าไปคว้าแขนเขาทั้งที่น้ำตาเริ่มคลอหน่วย
บรรยากาศรอบไร่ส้มเลือดในยามวิกาลเต็มไปด้วยเสียงอื้ออึงของความโกลาหล คนงานในไร่ต่างวิ่งวุ่นหาถังน้ำและสายยางมาช่วยกันสกัดกั้นไฟที่ลุกลามอย่างรวดเร็ว ภากรหันมามองใบหน้าที่เปื้อนคราบเขม่าของหญิงสาว แววตาดุดันที่เคยมีสั่นไหววูบหนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นความเย็นชาตามความเคยชินที่เขาใช้ป้องกันตัวเอง
“อย่ามาทำเป็นห่วงคนอย่างผมเลย รินรดา คุณก็รู้ว่าพวกมันจ้องจะทำลายผม เพราะฉะนั้น... กลับไปที่บ้านพักซะ ก่อนที่ผมจะหมดความอดทนกับความดื้อรั้นของเธอ”
“ฉันไม่กลับ!” รินรดาตะคอกกลับด้วยความโมโหปนน้อยใจ “คุณคิดว่าตัวเองเป็นพระเจ้าหรือไงภากร? จะแบกทุกอย่างไว้คนเดียว จะเจ็บคนเดียว จะตายคนเดียว คุณถามฉันสักคำไหมว่าฉันต้องการแบบนั้นหรือเปล่า!”
ภากรชะงักไป คำพูดนั้นเหมือนมีดที่กรีดลงบนแผลเป็นกลางอก เขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ เห็นความรั้นที่ยอมหักไม่ยอมงอ ความรู้สึกแปลกประหลาดที่เขาพยายามกดทับไว้ในใจมาตลอดกลับพุ่งพล่านขึ้นมาจนเขารู้สึกปั่นป่วน
“ถ้าอยากอยู่นัก ก็ช่วยดูให้ดี... ว่าคนใจดำอย่างผม ปกป้องสิ่งที่รักยังไง”
เขาคว้าเอวบางเข้ามากระชากจนอกแนบชิด แรงอารมณ์ที่ค้างคาจากเหตุการณ์บุกรุกทำให้เขาก้มลงกระซิบเสียงต่ำที่ข้างหูเธอ กลิ่นเหงื่อและกลิ่นควันไฟจากตัวเขามันช่างเย้ายวนและอันตรายในเวลาเดียวกัน “คืนนี้ถ้าเราสองคนรอดไปได้... ผมจะทำให้คุณรู้ว่า ทำไมผมถึงไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาแตะต้อง ‘ของ’ ของผม”
รินรดาสัมผัสได้ถึงความร้อนผ่าวจากฝ่ามือหนาที่วางอยู่บนแผ่นหลังของเธอ แรงบีบนั้นแฝงไปด้วยความต้องการที่พุ่งสูงขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่วิกฤต เธอรู้ดีว่าภากรเป็นคนอย่างไร... ดิบ ห่าม และมีความต้องการที่รุนแรงพอๆ กับพายุที่กำลังโหมกระหน่ำไร่ส้มแห่งนี้
ทว่า ท่ามกลางความตึงเครียดนั้น เสียงปืนนัดหนึ่งก็ดังขึ้นแหวกอากาศ ทำให้ทุกคนหยุดชะงัก
*ปัง!*
กระสุนเฉี่ยวไหล่ของภากรไปเพียงไม่กี่นิ้ว เขาผลักรินรดาให้หมอบลงกับพื้นดินทันที ก่อนจะชักปืนสั้นที่เหน็บอยู่ข้างเอวออกมาด้วยความชำนาญ ดวงตาของเขาเปลี่ยนเป็นสีเข้มจัด สัญชาตญาณนักล่าในตัวตื่นขึ้นอย่างเต็มพิกัด
“ซ่อนตัวหลังต้นส้มนั้น!” ภากรตะคอก สั่งด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด
รินรดาคลานเข้าไปหลบหลังลำต้นส้มขนาดใหญ่ หัวใจของเธอเต้นรัวจนแทบหลุดออกมาจากอก เธอเห็นภากรพุ่งตัวออกไปในเงามืดอย่างว่องไวเหมือนเสือดาวที่กำลังออกล่า เขาไม่ได้หวาดกลัวกระสุนที่ห่ากระหน่ำเข้ามา แต่นั่นกลับทำให้เธอกลัวจนตัวสั่น ไม่ใช่กลัวตาย... แต่กลัวว่าคนที่เธอเผลอใจไปให้หมดทั้งดวงจะจากเธอไปในคืนที่มืดมิดเช่นนี้
ขณะที่ภากรกำลังจะเหนี่ยวไกสวนกลับไปยังทิศทางที่กระสุนพุ่งมา เขาก็เห็นเงาร่างหนึ่งก้าวออกมาจากหลังแนวไม้ที่ถูกเผา ร่างนั้นไม่ได้มีท่าทีลุกลี้ลุกลนเหมือนพวกโจรทั่วไป แต่กลับยืนนิ่งสงบผิดปกติ
“แกคิดว่าแกจะกันไร่นี้ไว้ได้นานแค่ไหน... ภากร”
เสียงที่คุ้นเคยนั้นทำให้ภากรชะงักกึก ปลายนิ้วที่แตะไกปืนสั่นน้อยๆ ไม่ใช่เพราะกลัว แต่เพราะความแค้นที่อัดแน่นจนอกแทบระเบิด เงาร่างนั้นก้าวเข้ามาในแสงไฟมากขึ้นเรื่อยๆ จนเห็นใบหน้าที่ซ่อนอยู่ใต้หมวกปีกกว้าง
ภากรลดปืนลงช้าๆ พลางแสยะยิ้มที่เต็มไปด้วยความสมเพช “ฉันก็นึกว่าหมาตัวไหนที่กล้าส่งคนมาเผาไร่ฉัน... ที่แท้ก็เป็นแก... คนที่ฉันเคยคิดว่าคือ ‘พี่ชาย’ ที่ดีที่สุด”
ร่างนั้นหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ก่อนจะควักโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วกดเปิดลำโพง เสียงที่ดังออกมาจากปลายสายทำให้ภากรถึงกับหน้าซีดเผือด
“ภากร... ถ้าอยากให้รินรดามีชีวิตรอดล่ะก็ วางปืนลงแล้วคุกเข่าลงต่อหน้าฉันเดี๋ยวนี้ หรือไม่อย่างนั้น... ฉันจะสั่งให้คนของฉันทำลายสิ่งที่เธอหวงแหนที่สุดต่อหน้าต่อตาแก!”
รินรดาที่แอบฟังอยู่หลังต้นไม้ถึงกับปิดปากแน่นเพื่อไม่ให้เสียงสะอื้นหลุดรอด เธอเห็นเงาคนถือปืนอีกกลุ่มค่อยๆ ล้อมรอบตัวเธอไว้จากด้านหลัง โดยที่ภากรยังไม่ทันสังเกตเห็น ความเป็นความตายแขวนอยู่บนเส้นด้าย และดูเหมือนภากรจะรู้ตัวแล้วว่าเขากำลังถูกต้อนเข้ามุมอับอย่างโหดเหี้ยมที่สุด
ขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามเดินทางผ่านมรสุมชีวิตของภากรและรินรดามาจนถึงตอนนี้นะครับ
พยศรักกลางไร่ส้มเลือด•ตอนที่ 31
พายุแห่งความขัดแย้ง
ผลงานโดย ธานินทร์แดนเถื่อน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ธานินทร์แดนเถื่อน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พยศรักกลางไร่ส้มเลือด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!