เสียงกระดาษแผ่นหนังราคาแพงเสียดสีกับโต๊ะไม้โอ๊กโบราณดังขึ้นแผ่วเบา ทว่าในห้องโถงหินแกรนิตที่เงียบสงบจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจ เสียงนั้นกลับทรงพลังราวกับเสียงคำรามของราชสีห์
เรย์ไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองเอกสารกองโตตรงหน้า ปลายนิ้วเรียวยาวที่สวมแหวนเงินตราสัญลักษณ์แห่งอำนาจยังคงจรดปากกาขนนก เขียนตัวอักษรลงบนสนธิสัญญาการค้าฉบับสุดท้ายด้วยความมั่นคง ดวงตาคู่คมกริบสีนิลกาฬทอดมองเส้นหมึกสีดำสนิทที่ค่อยๆ ซึมลงบนกระดาษอย่างใจเย็น
"ท่านเรย์ครับ... ตัวแทนจากสมาพันธ์พ่อค้าแห่งแดนเหนือรออยู่ด้านนอกตั้งแต่ยามอัสดงแล้ว ให้ข้าเชิญพวกเขาเข้ามาเลยหรือไม่ครับ"
เอลีน่าเอ่ยทำลายความเงียบ น้ำเสียงของเธอนุ่มนวลแต่เจือไปด้วยความเหนื่อยอ่อนเล็กน้อย ดวงตากลมโตสีมรกตมองชายหนุ่มที่นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานด้วยความรู้สึกซับซ้อน เธอยังจำภาพเมื่อหลายเดือนก่อนได้ดี วันที่เรย์ก้าวเข้ามาในซากปรักหักพังแห่งนี้ด้วยสภาพของ "ผู้กล้าตกอับ" ที่สูญสิ้นทุกสิ่ง ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผล และหัวใจที่ถูกแผดเผาด้วยไฟแห่งการทรยศ
ทว่า ในวันนี้... บุรุษผู้นี้ได้พลิกผันแผ่นดินรกร้างให้กลายเป็นมหานครที่สั่นคลอนบัลลังก์ของจักรพรรดิทมิฬจนถึงราก
"ปล่อยให้พวกเขารออีกสักพักเถอะครับ เอลีน่า" เรย์วางปากกาลง เสียงโลหะกระทบกับแท่นวางดังขึ้นเบาๆ เขายืดตัวพิงพนักเก้าอี้ หลับตาลงชั่วครู่เพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อคอที่ตึงเครียด "คนพวกนั้นคุ้นชินกับการเหยียบย่ำผู้ที่อ่อนแอกว่า การให้พวกเขาได้เรียนรู้ความหมายของการรอกะเกณฑ์อำนาจเสียบ้าง จะทำให้การเจรจาในภายหลังง่ายขึ้นมาก"
เอลีน่าแย้มรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปาก นางชื่นชอบความเฉียบขาดนี้เสียจริง "ท่านมักจะมองเห็นเกมสามตาข้างหน้าเสมอ... ข้าชักอยากจะเห็นสีหน้าของพวกสภาสูงในเมืองหลวง เมื่อพวกเขารู้ข่าวว่าดินแดนที่เรากำลังจะประกาศชื่อในวันนี้ ไม่ได้อยู่ภายใต้การปกครองของพวกเขาอีกต่อไปแล้ว"
เรย์ลืมตาขึ้น แววตาคู่นั้นไม่มีร่องรอยของความหวาดหวั่น มีเพียงความเยือกเย็นดุจน้ำแข็งขั้วโลก "พวกเขาจะต้องเสียใจ... เสียใจที่เคยคิดว่าการขับไล่สุนัขรับใช้ที่จงรักภักดีที่สุดออกไป คือความผิดพลาดที่ราคาแพงที่สุดในชีวิต"
ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายของเขาสมส่วนและเปี่ยมไปด้วยพลังอันน่าเกรงขาม เสื้อคลุมสีดำสนิทปักด้ายทองคำโบราณสะท้อนกับแสงไฟจากคบเพลิงเวทมนตร์ ขับเน้นให้รัศมีแห่งความเป็น "จักรพรรดิ" โดดเด่นยิ่งขึ้น เขาก้าวเดินไปที่ระเบียงหินอ่อนขนาดใหญ่ เบื้องล่างคือผืนแผ่นดินกว้างใหญ่ไพศาล ประชาชนนับแสนชีวิตกำลังยืนรอคอยความหวัง แสงไฟจากคบเพลิงนับหมื่นดวงส่องประกายระยิบระยับแข่งกับดวงดาวบนท้องฟ้า ราวกับทางช้างเผือกที่ถูกดึงลงมาประดับบนพื้นดิน
นี่คืออาณาจักรที่เขาสร้างขึ้นด้วยสองมือ จากเศษซากความพ่ายแพ้ สู่บัลลังก์แห่งความรุ่งโรจน์
เสียงกลองศึกดังสนั่นหวั่นไหวสามครั้ง เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าพิธีสำคัญได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว เสียงโห่ร้องด้วยความยินดีของประชาชนนับแสนดังกระหึ่มสะท้อนก้องไปทั่วหุบเขาและผืนป่ารอบด้าน แรงสั่นสะเทือนนั้นส่งตรงมาถึงหัวใจของเรย์
เรย์สูดลมหายใจเข้าลึก3 ก่อนจะก้าวออกไปยืนตระหง่านเบื้องหน้าแสงจันทร์ สายตานับแสนคู่จับจ้องมาที่เขา ร่างกายทุกร่างคุกเข่าลงด้วยความเคารพสูงสุด ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมพื้นที่กว้างใหญ่อย่างรวดเร็วราวกับมีเวทมนตร์สะกด ทุกคนรอคอยฟังนามที่จะถูกประกาศออกไป นามที่จะจารึกประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของโลกใบนี้
"ตลอดเวลาที่ผ่านมา..." เรย์เปล่งเสียงก้องกังวาน พลังเวทมนตร์ผสานกับกระแสเสียงทำให้ทุกถ้อยคำดังชัดเจนในโสประสาทของทุกคน "ข้า... เรย์ เคยถูกตราหน้าว่าเป็นผู้แพ้ เคยถูกผลักไสให้ตกลงสู่ห้วงเหวแห่งความมืดมิดโดยคนที่เคยเรียกขานว่าสหาย"
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียดและอารมณ์ร่วมอันรุนแรง
"พวกมันคิดว่าความตายและความอัปยศจะสามารถทำลายจิตวิญญาณของข้าได้ พวกมันคิดว่าบัลลังก์แห่งอำนาจจะสถิตอยู่กับคนขลาดเขลาที่ใช้เล่ห์กลแย่งชิงไปตลอดกาล..." มุมปากของเรย์ยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันและอำนาจอันล้นเหลือ "แต่วันนี้... ณ ที่แห่งนี้ บนซากปรักหักพังที่พวกมันทอดทิ้ง ข้าขอประกาศให้แผ่นดินนี้และโลกทั้งใบได้ประจักษ์!"
เรย์ชูมือขวาขึ้นฟ้า แหวนเงินบนนิ้วมือเปล่งประกายแสงสีทองเจิดจ้า แผ่ขยายอาณาเขตเวทมนตร์ครอบคลุมทั่วทั้งอาณาจักรจนเกิดเป็นม่านพลังรูปโดมสีทองอร่ามงดงามตระการตา
"ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป อาณาจักรแห่งนี้จะไม่หลบซ่อนอยู่ใต้เงาของใครอีกแล้ว นามของอาณาจักรใหม่ที่ไร้พ่าย นามที่จะสั่นคลอนบัลลังก์ทุกแห่งหน นามที่พวกเจ้าจะต้องจดจำไว้จนวันตาย..."
เรย์หยุดเว้นจังหวะเล็กน้อย สายตากวาดมองฝูงชนที่กำลังกลั้นหายใจด้วยความตื่นเต้น ก่อนจะประกาศกร้าวด้วยน้ำเสียงทรงพลังที่สะเทือนเลือนลั่นไปทั่วฟ้าดิน
"นามของอาณาจักรเราคือ... 'แอสทาเรียส' (Astarius)!"
สิ้นเสียงประกาศ แสงสว่างเจิดจ้าพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ทะลุก้อนเมฆจนเกิดเป็นละอองแสงสีทองโปรยปรายลงมาดั่งหิมะ ประชาชนต่างพากันหลั่งน้ำตาแห่งความปีติยินดี เสียงโห่ร้องตะโกนก้องนาม "แอสทาเรียส" ดังสนั่นหวั่นไหวจนพื้นดินสั่นสะเทือน เอลีน่ายืนมองภาพความสำเร็จนั้นด้วยความตื้นตันใจ น้ำตาคลอเบ้าด้วยความภาคภูมิใจที่ได้ร่วมเดินทางเคียงบ่าเคียงไหล่กับบุรุษผู้พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินผู้นี้
เรย์ยืนนิ่งรับเสียงสรรเสริญ ใบหน้ายังคงเรียบเฉย ทว่าในใจกลับรู้สึกถึงความพึงพอใจอย่างลึกซึ้ง นี่คือจุดเริ่มต้น นี่คืออาณาจักรที่จะใช้เหยียบย่ำความทะเยอทะยานของจักรพรรดิทมิฬให้จมดิน
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังเฉลิมฉลองจุดสูงสุดนั้นเอง...
จู่ๆ ม่านพลังเวทมนตร์สีทองอร่ามที่ปกป้องอาณาจักรอยู่ก็เกิดรอยร้าวขึ้นราวกับกระจกที่ถูกค้อนทุบ เสียงระเบิดกัมปนาทดังสนั่นหวั่นไหวจนท้องฟ้าฉีกขาดเป็นทางยาว เมฆสีดำทะมึนก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วผิดธรรมชาติ ลมพายุหมุนวนบิดเบี้ยวใจกลางเมืองหลวง พร้อมกับเงาดำมหึมานับพันที่ปรากฏขึ้นจากรอยแยกมิติกลางอากาศ
เรย์หรี่ตาลงทันที รังสีสังหารแผ่ออกมาจากร่างของเขาโดยไม่รู้ตัว เมื่อเงาดำเหล่านั้นแปรสภาพเป็นกองทัพอสูรโบราณที่ควรจะสูญพันธุ์ไปแล้ว และผู้นำทัพที่ยืนอยู่บนยอดหอคอยมิติ คือบุคคลที่เขาคาดไม่ถึงว่าจะกล้าโผล่หัวมาในวันสถาปนา
"ช่างเป็นงานฉลองที่เอิกเกริกเสียจริง... ท่านอดีตสหายรัก ข้าไม่คิดเลยว่าเจ้าจะแอบสร้างรังหนูได้ใหญ่โตขนาดนี้" เสียงหัวเราะเยาะเย้ยดังสะท้อนก้องมาจากร่างในชุดเกราะสีเลือดที่ลอยอยู่กลางอากาศ พร้อมกับรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมที่เรย์จดจำได้ไม่มีวันลืม
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางสร้างอาณาจักรแห่งความยิ่งใหญ่ไปด้วยกันนะครับ
จักรพรรดิผู้ถูกทอดทิ้ง: สร้างอาณาจักรไร้พ่ายจากจุดต่ำสุด•ตอนที่ 41
อาณาจักรใหม่
ผลงานโดย ผู้กล้าตกอับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ผู้กล้าตกอับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง จักรพรรดิผู้ถูกทอดทิ้ง: สร้างอาณาจักรไร้พ่ายจากจุดต่ำสุด นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!