คุณหมอหญิงแห่งยุคขาดแคลน กับภารกิจปั้นสามีให้รุ่ง•ตอนที่ 5

แม่สามีตัวดีกับแผนการแยกบ้าน

ผลงานโดย อวี้ซินหมอยายุค 70
"ถ้าพวกท่านยังกล้าเอ่ยปากขอข้าวสารจากเรือนเราอีกแม้แต่จินเดียว วันนี้อย่าหาว่าสะใภ้รองอย่างฉัน คนนี้ไม่มีสัมมาคารวะก็แล้วกันค่ะ!" เสียงตบโต๊ะไม้เก่าๆ ดังปังจนชามกระเบื้องเคลือบแตกบิ่นบนโต๊ะสั่นสะเทือน หลินอวี้ซินก้าวเท้าออกมาจากห้องครัวด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย ทว่าแววตากลับเยียบเย็นดุจน้ำแข็งพันปี ในมือเรียวบางของเธอยังถือตะหลิวเหล็กด้ามดำที่มีคราบน้ำมันติดอยู่เล็กน้อย แต่มันกลับดูน่าเกรงขามราวกับอาวุธศาสตราวุธชั้นยอด บรรยากาศในลานบ้านตระกูลเฉินยามบ่ายพลันเงียบกริบลงทันตาเห็น สะใภ้ใหญ่จางซื่อที่กำลังอ้าปากเตรียมจะทวงข้าวสารและแป้งสาลีจากเฉินเฟิงสะดุ้งเฮือกจนสำลักน้ำลายตัวเอง หน้าตาบิดเบี้ยวด้วยความตกใจและโกรธเกรี้ยว "หลินอวี้ซิน! นังเด็กนี่ กล้าดียังไงมาขึ้นเสียงใส่ฉัน ฉันเป็นพี่สะใภ้นะ! เป็นป้าสะใภ้ที่ต้องคอยดูแลพวกเธอ!" จางซื่อกรีดเสียงแหลมสูงจนนกกระจอกบนต้นไม้ข้างบ้านพากันบินหนีเตลิด "ดูแลหรือคะ? ตั้งแต่ฉันแต่งเข้าบ้านตระกูลเฉินมา มีวันไหนที่พวกท่านไม่เคยมาขนข้าวของในครัวเราไปบ้าง? ข้าวสารที่ควรจะเป็นส่วนแบ่งของพวกเรา ถูกพวกท่านอ้างว่า 'ยืม' ไปหมุนเวียนเกือบทุกเดือน แต่ไม่เคยมีสักครั้งที่จะคืน แป้งสาลีขาวละเอียดพวกนั้น ขนไปทำหมั่นitให้ลูกชายตัวอ้วนพีของท่านกินจนหมดเกลี้ยง ส่วนสามีฉันที่บาดเจ็บกลับต้องมานั่งกินโจ๊กเจือจางน้ำจนเห็นเงาหน้าตัวเอง แบบนี้เขาเรียกว่ารังแกกันชัดๆ ค่ะ!" อวี้ซินก้าวเข้าไปประชิดทีละก้าว แววตาคมกริบราวกับแพทย์กำลังวินิจฉัยโรค รังสีความกดดันที่เธอสะสมมาจากโลกอนาคตและทักษะการควบคุมสถานการณ์เฉียบขาดถูกปล่อยออกมาเต็มที่ จนจางซื่อที่ปกติชอบโวยวายเอาเปรียบชาวบ้านถึงกับผงะถอยหลังไปสามก้าวโดยไม่รู้ตัว แม่สามีอย่างนางเฉินผู้เฒ่าที่นั่งหน้าบูดบึ้งอยู่บนเก้าอี้ไม้ไผ่ ทนดูไม่ไหวจึงกระแทกไม้เท้าลงกับพื้นเสียงดังลั่น "เหลวไหล! อวี้ซิน บ้านเราเป็นครอบครัวเดียวกัน จะมาคิดเล็กคิดน้อยเรื่องข้าวของกันได้อย่างไร! พี่ใหญ่ของเธอกำลังเตรียมสอบเข้าโรงงานในเมือง ย่อมต้องใช้แรงและบำรุงร่างกายมากกว่าคนพิการอย่างเฉินเฟิง!" คำว่า "คนพิการ" ลอยละลิ่วเข้าสู่โสตประสาท บรรยากาศรอบตัวอวี้ซินเหมือนมีอุณหภูมิลดฮวบลงจนติดลบ ในมิติลับของเธอ เครื่องมือแพทย์พร้อมสแตนด์บาย แต่ในโลกความเป็นจริง เธอมีนิ้วมือและสมองอันปราดเปรื่องที่จะจัดการกับคนไร้ยางอายเหล่านี้ได้ดีกว่าการใช้กำลัง "คนพิการอะไรกันคะ?" น้ำเสียงของอวี้ซินอ่อนหวานขึ้นมาวูบหนึ่ง แต่แฝงไปด้วยความเชือดเฉือน ชวนให้คนฟังขนลุกซู่ "เฉินเฟิงเป็นทหารผ่านศึกที่ปลดประจำการเพราะปกป้องประเทศชาติ เขามีเหรียญกล้าหาญประดับอยู่ที่บ้าน ส่วนสามีของพี่ใหญ่ล่ะคะ? แอบซ่อนตัวอยู่หลังบ้านตอนประกาศเกณฑ์ทหาร แล้วยังกล้ามาแย่งอาหารจากปากผู้มีพระคุณของแผ่นดินอย่างนั้นหรือ?" "แก... นังสารเลว!" นางเฉินผู้เฒ่าหน้าดำคร่ำเครียดด้วยความโกรธจัด ยกมือขึ้นทำท่าจะตบหน้าสะใภ้รอง ทว่า ยังไม่ทันที่มือเหี่ยวย่นนั้นจะเฉียดเข้าใกล้ใบหน้าของอวี้ซิน ร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อผ้าสีเขียวขี้ม้าซีดจางก็ก้าวเข้ามาขวางไว้เสียก่อน มือหนาหยาบกร้านแต่แข็งแกร่งราวกับคีมเหล็กคว้าข้อมือของมารดาเอาไว้แน่น แรงบิดเพียงเล็กน้อยทำให้นางเฉินร้องโอดครวญออกมา "ท่านแม่..." เฉินเฟิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงต่ำทุบ ราบเรียบ แต่นัยน์ตาดำขลับคู่นั้นกลับลุกโชนด้วยประกายไฟแห่งความดุดันที่ซ่อนเร้นมานาน "เมื่อครู่อวี้ซินพูดถูกแล้ว ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป บ้านเราจะ 'แยกหม้อหุงข้าว' อย่างเป็นทางการครับ" ประโยคนี้ราวกับสายฟ้าฟาดกลางฤดูร้อน ทุกคนในตระกูลเฉินต่างเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง การแยกหม้อหุงข้าวหรือการแยกบ้านย่อยในยุค 70 เท่ากับการตัดขาดผลประโยชน์โดยสิ้นเชิง! "แก... ไอ้ลูกเนรคุณ! แกกล้าพูดคำว่าแยกบ้านกับแม่รึ!" นางเฉินกรีดร้องโวยวายลั่นบ้าน สะใภ้ใหญ่และบรรดาญาติๆ ต่างพากันเข้ามามุงดูเหตุการณ์ด้วยความตื่นตระหนก บ้างก็ส่งเสียงซุบซิบนินทาว่าร้ายสะใภ้รองตัวแสบที่เพิ่งแต่งเข้ามาไม่ทันไรก็ยุยงให้สามีอกตัญญู อวี้ซินหาได้สะทกสะท้านไม่ เธอยกยิ้มมุมปากอย่างเยือกเย็น ก่อนจะสะบัดมือเบาๆ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงกังวานใสที่ได้ยินกันทั่วหน้า "พวกเราไม่ได้อกตัญญูค่ะ แต่เพราะพวกท่านเอาเปรียบพวกเราเกินขอบเขตต่างหาก ในเมื่อพูดกันดีๆ ไม่รู้เรื่อง งั้นเรามาทำสัญญาแยกหม้อหุงข้าวกันให้เป็นลายลักษณ์อักษรต่อหน้าหัวหน้าหมู่บ้านดีกว่าไหมคะ? ว่าตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ส่วนแบ่งไร่นาของเฉินเฟิงและฉัน พวกเราจะจัดการเอง จะไม่ขอรบกวนข้าวสารแม้แต่เมล็ดเดียวจากตระกูลหลัก และในทางกลับกัน... พวกท่านก็ไม่มีสิทธิ์มาเหยียบเรือนหลังนี้เพื่อ 'ยืม' ของอีกเช่นกัน!" คำพูดที่เฉียบคมและเด็ดเดี่ยวนี้ทำเอาคนตระกูลเฉินพูดไม่ออก จางซื่อหน้าซีดเผือดเพราะรู้ดีว่าถ้าไม่มีส่วนแบ่งจากครัวของเฉินเฟิงและหยาดเหงื่อของน้องรอง ครอบครัวของพวกนางจะลำบากขึ้นอีกโข เฉินเฟิงหันมามองภรรยาตัวน้อยที่ยืนหยัดเคียงข้างเขาด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความรักและความซาบซึ้งใจอย่างล้นพ้น มือหนายื่นไปกุมมือเรียวบางของเธอไว้แน่น ผิวสัมผัสที่อุ่นซ่านส่งผ่านความเชื่อใจให้แก่กันและกันอย่างเงียบเชียบ ทว่า ท่ามกลางความตึงเครียดของการปะทะคารม จู่ๆ กลิ่นหอมเย้ายวนประหลาดก็โชยมาจากทิศทางของห้องครัว... มันไม่ใช่กลิ่นข้าวต้มจืดชืด หรือกลิ่นผักกาดดองเค็มๆ แบบที่ชาวบ้านทั่วไปกินกัน แต่เป็นกลิ่นหอมหวานมันของเนื้อหมูตุ๋นซอสสมุนไพรจีนที่เคี่ยวจนเปื่อยนุ่ม ผสมผสานกับกลิ่นเครื่องเทศเข้มข้นที่ลอยฟุ้งไปทั่วบริเวณลานบ้าน จนคนท้องร้องโครกคราออกมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย! สายตาทุกคู่ของคนตระกูลเฉินที่กำลังโกรธเกรี้ยว พลันเปลี่ยนเป็นความหิวกระหายและตกตะลึง พวกเขาหันขวับไปมองยังหน้าต่างห้องครัวของเรือนรองทันที... ในยุคที่ข้าวยากหมากแพงและเนื้อหมูคือของล้ำค่าที่ได้กินเฉพาะวันสำคัญ แล้วเหตุใดเรือนของคนพิการกับสะใภ้ตัวแสบผู้นี้ ถึงมีกลิ่นอาหารหรูหราฟุ้งกระจายออกมาได้เล่า? อวี้ซินซ่อนรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ไว้ใต้ใบหน้าที่นิ่งสงบ เธอกวาดตามองหน้าญาติผู้พี่และแม่สามีที่กำลังกลืนน้ำลายเอื๊อกใหญ่ด้วยความอยากรู้อยากเห็น ก่อนจะเอ่ยกระซิบเบาๆ ข้างหูเฉินเฟิงให้ได้ยินกันแค่สองคน "ดูเหมือนว่า... แผนการเรียกปลากินเบ็ดของเรา จะเริ่มได้ผลแล้วนะคะสามี..." --- ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและเป็นกำลังใจให้อวี้ซินมาโดยตลอดนะคะ!
สารจากนักเขียน (อวี้ซินหมอยายุค 70)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คุณหมอหญิงแห่งยุคขาดแคลน กับภารกิจปั้นสามีให้รุ่ง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%