"ถ้าคุณยังหมุนลูกกล่องกลไกนั้นผิดองศาอีกแค่เสี้ยวทวีปเดียว... แสงเวทจากคริสตัลดวงนี้จะตัดขั้วประสาทตาของเราทั้งคู่ให้บอดสนิทภายในสามวินาทีนะครับ ฟีเรีย"
เสียงกระซิบที่เจือด้วยรอยยิ้มแห้งแล้งดังขึ้น ท่ามกลางความมืดมิดอันหนทึบของชั้นใต้ดินระดับล่างสุดของหอคอยบรรณารักษ์ กลิ่นอับชื้นของกระดาษโบราณผสมกับกลิ่นโลหะสนิมคละคลุ้งอยู่ในโพรงจมูก เรย์ใช้ปลายนิ้วที่สั่นเทาเล็กน้อยกดทับลงบนแผงวงจรเวทมนตร์รูปทรงเรขาคณิต แสงสีฟ้าจางๆ จากผลึกมานาสะท้อนให้เห็นเม็ดเหงื่อที่ผุดพรายขึ้นบนหน้าผากของเขา ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นโลหะเพ่งมองตัวเลขสมการเวทที่กำลังบิดเบี้ยวและแตกสลายกลายเป็นละอองฝุ่นในอากาศอย่างรวดเร็ว
ฟีเรียสะดุ้งเล็กน้อย เธอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก มือเรียวบางที่เคยจับคทาเวทระดับสูงได้อย่างมั่นคง ตอนนี้กลับชุ่มไปด้วยเหงื่อ หญิงสาวในชุดยูนิฟอร์มสีเข้มของโรงเรียนเวทมนตร์หลวงเม้มริมฝีปากแน่น เธอก้มลงมองตารางค่าพลังมานาในสมุดบันทึกหนังแท้ที่ถือไว้ด้วยมือข้างซ้าย ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับเรย์ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความตื่นตระหนก
"ฉัน... ฉันไม่ได้คำนวณพลาดนะเรย์" เสียงของฟีเรียสั่นเครือเล็กน้อย "ตามทฤษฎีเวทบทที่เจ็ดของมหาจอมเวทคาร์ล... มุมหักเหของวงแหวนเวทนี้ต้องเป็นสี่สิบห้าองศาถ้วนสิ ทำไมพอระบบมันรันจริง ค่าความหนาแน่นของมานาถึงตกลงฮวบฮวบจนเกือบจะเป็นศูนย์แบบนี้ล่ะ?"
เรย์ไม่ตอบทันที เขาดึงสมาธิทั้งหมดไปที่การคำนวณตัวเลขในหัว สมองของเขาทำงานราวกับเครื่องจักรกลความเร็วสูง ตัวแปรนับร้อยถูกป้อนเข้ามาและถูกคัดออกด้วยตรรกะทางคณิตศาสตร์เวทมนตร์ โลกของเรย์ในยามนี้ไม่ใช่โลกแห่งการท่องคาถาหรือการจินตนาการถึงเปลวเพลิงและสายฟ้า แต่มันคือ "เมทริกซ์" ของตัวเลข ศูนย์ และหนึ่ง ที่กำลังเชื่อมโยงกันด้วยเส้นใยแห่งมานา
"เพราะสมการดั้งเดิมมันกำลัง 'เน่าเปื่อย' ต่างหากล่ะครับ"
เรย์พูดเสียงเบาหวิวแต่หนักแน่น เขาเอื้อมมือไปแตะที่ขอบโลหะของชั้นหนังสือโบราณที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า หนังสือเก่าแก่หลายพันเล่มถูกจัดเรียงตามลำดับหมวดหมู่ความรู้เวทมนตร์ แต่ถ้าสังเกตด้วยมุมมองของเรย์... สันหนังสือแต่ละเล่มไม่ได้บันทึกแค่คาถา แต่มันคือ "เสาหลัก" ที่ค้ำจุนกฎเกณฑ์ทางกายภาพของโลกใบนี้เอาไว้
และตอนนี้ เสาหลักเหล่านั้นกำลังมีรอยร้าว
"คุณหมายความว่ายังไงที่ว่าเน่าเปื่อย?" ฟีเรียขมวดคิ้วแน่น ดวงตากลมโตฉายแววไม่เข้าใจ "เวทมนตร์ก็คือเวทมนตร์สิ มันสืบทอดกันมานับพันปี มันจะมีวันหมดอายุหรือเน่าเปื่อยได้ยังไงกัน"
"ลองมองไปที่เศษละอองแสงตรงนั้นสิครับ" เรย์พยักเพยิดใบหน้าไปยังมุมมืดของห้องใต้ดิน ที่ซึ่งวงแหวนเวทดึงข้อมูลโบราณกำลังทำงานอยู่
ฟีเรียหันไปมองตาม เธอกลั้นหายใจเมื่อเห็นว่าละอองแสงสีทองที่ควรจะลอยตัวอย่างมั่นคง กลับกำลังสลายตัวกลายเป็นกลุ่มควันสีดำทึบ ละอองความมืดเหล่านั้นกัดกินตัวอักษรโบราณบนแผ่นศิลาจารึกทีละนิดทีละน้อย ราวกับกระดาษที่ถูกไฟลามเลียอย่างไรอย่างนั้น ไม่มีเสียงระเบิด ไม่มีประกายไฟรุนแรง มีเพียงความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัวที่กำลังกลืนกินรากฐานของเวทมนตร์ทั้งระบบไปทีละส่วน
"นี่มัน..." ฟีเรียยกมือขึ้นปิดปาก ดวงเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงจนแทบหยุดหายใจ "อาคมป้องกันหอคอย... และเขตอาคมคุ้ม
กันทั่วทั้งอาณาจักร... กำลังถูกลบออกอย่างเป็นระบบ?"
"ถูกต้องครับ" เรย์ถอนหายใจยาวเหยียด เขาขยับแว่นตาเล็กน้อยก่อนจะหันกลับมาเผชิญหน้ากับคู่หูสาว "ไม่ใช่แค่เวทมนตร์ของคุณที่เริ่มใช้ไม่ได้ผลหรอกฟีเรีย นักเรียนทุนคนอื่นๆ ในชั้นเรียนระดับสูงก็เริ่มร่ายคาถาพื้นฐานพลาดเช่นกัน ตัวเลขมานาในบรรยากาศลดลงเฉลี่ยร้อยละสามจุดสองต่อวัน... ด้วยอัตราเร่งแบบนี้ อีกไม่เกินสามเดือนข้างหน้า โลกใบนี้จะไม่เหลือคำว่า 'เวทมนตร์' อีกต่อไป ทุกอย่างจะกลายเป็นแค่ความว่างเปล่า"
บรรยากาศในห้องใต้ดินเย็นเยียบลงทันตาเห็น ความเงียบงันเข้ามาปกคลุมคนทั้งสองราวกับต้องการบีบอัดอากาศให้หมดไปจากปอด ฟีเรียรู้สึกเหมือนขาของเธอไร้เรียวแรง ร่างเพรียวเซถอยหลังไปชนกับชั้นหนังสือด้านหลังจนเสียงกระดาษเสียดสีกันดังแกร็ก
"ใคร... ใครเป็นคนทำ?" เสียงของฟีเรียแหบพร่า ดวงตาเริ่มคลอด้วยหยาดน้ำใส "หรือว่า... จะเป็นฝีมือของสภาผู้วิเศษ?"
"ถ้าสภาผู้วิเศษฉลาดพอจะสร้างหรือทำลายระบบนี้ได้ พวกเขาคงไม่ต้องส่งพวกเรามานั่งคำนวณแก้ปัญหาโครงสร้างพื้นฐานที่กำลังจะพังทลายหรอกครับ" เรย์ตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย แต่แววตาของเขากลับเต็มไปด้วยประกายความเคร่งเครียดที่ซ่อนอยู่ภายใน "เบื้องหลังเรื่องนี้มี 'ตัวแปรปริศนา' ที่เรายังคำนวณไม่ถึงกำลังเคลื่อนไหวอยู่ และผมเกรงว่า... เขาไม่ได้แค่อยากทำลายเวทมนตร์ทิ้งเฉยๆ"
"แล้วเขาต้องการอะไรล่ะ?"
เรย์ไม่ตอบคำถามนั้นทันที เขาก้มลงหยิบแผ่นกระดาษม้วนโบราณที่หล่นอยู่บนพื้นขึ้นมา กวาดสายตาอ่านตัวเลขสัญกรณ์คณิตศาสตร์ที่ถูกเขียนด้วยลายมือหวัดๆ แต่เต็มไปด้วยพลังงานอันน่าสะพรึงกลัว ทันใดนั้นเอง... นิ้วมือของเรย์ก็ชะงักกึก
ดวงตาส่อแววตื่นตระหนกเป็นครั้งแรกตั้งแต่พวกเขาแอบย่องเข้ามาในหอคอยแห่งนี้
"ฟีเรีย... เงียบก่อน" เรย์ยกมือขึ้นส่งสัญญาณห้ามปราม พร้อมกับก้าวเข้าไปประชิดตัวหญิงสาวแล้วดึงเธอให้หลบเข้าไปหลังเสาหินขนาดใหญ่
"มีอะไรเหรอเรย์?" ฟีเรียกระซิบถามด้วยความตกใจกับท่าทีที่เปลี่ยนไปอย่างกะทันหันของชายหนุ่ม
"ฟังเสียงฝีเท้า..." เรย์กระซิบตอบ ลมหายใจของเขาสม่ำเสมอขึ้นเพื่อควบคุมสติ
ในความเงียบสงัดของห้องใต้ดินระดับล่าง... มีเสียงฝีเท้าคู่หนึ่งกำลังก้าวเดินลงมาจากบันไดวนทีละขั้นอย่างเชื่องช้า แต่มั่นคง เสียงรองเท้าหนังกระทบกับขั้นหินอ่อนดัง *ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...* สะท้อนก้องกังวานไปทั่วโถงทางเดินอันมืดมิด ทว่าสิ่งที่ทำให้เรย์และฟีเรียต้องตัวแข็งทื่อ ไม่ใช่เพราะกลัวว่าจะถูกจับได้ว่าบุกรุกพื้นที่หวงห้าม
แต่เป็นเพราะว่า... "เสียงฝีเท้า" นั้นไม่ได้มีแรงกระแทกจากน้ำหนักของมนุษย์เลยแม้แต่น้อย
มันคือเสียงของ "ความว่างเปล่า" ที่กำลังเคลื่อนที่
ก่อนที่เรย์จะได้คิดคำนวณความเป็นไปได้ในการหนี แสงสว่างสีแดงฉานวาบขึ้นจากมุมมืดของทางเดิน พร้อมกับเสียงแจ้งเตือนระบบผลึกมานาส่วนตัวในกระเป๋าเสื้อของเรย์ที่สั่นสะเทือนรุนแรงจนเกิดเสียงดังขึ้นในความเงียบ
*ติ๊ง! ติ๊ง! ติ๊ง!*
*[แจ้งเตือนฉุกเฉินระดับ SSS: ตรวจพบการแทรกแซงโครงสร้างตรรกะเวทมนตร์จากสิ่งมีชีวิตนอกระบบ]*
*[คำเตือน: ผู้บุกรุกปริศนาได้ล็อกเป้าหมายมาที่พิกัดปัจจุบันของคุณแล้ว โอกาสรอดชีวิตจากการปะทะ: 0.00%]*
เงาดำมหึมาสายหนึ่งค่อยๆ ก้าวผ่านประตูโค้งเข้ามาในห้องใต้ดิน พร้อมกับเสียงหัวเราะแหบแห้งที่ดังเสียดแก้วหู ราวกับเสียงของเศษเหล็กที่กำลังบดเข้าหากัน
"เจอตัวแล้ว... เจ้าหนูนักคำนวณผู้โง่เขลา ผู้พยายามเอาไม้จิ้มฟันไปค้ำยันฟ้าถล่ม"
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและไขปริศนาไปพร้อมกับความตื่นเต้นนี้นะครับ
"อาร์เธอร์มนตราสวรรค์"
เซียนคณิตเวทกับจอมเวทผู้ไร้สมการ•ตอนที่ 4
ความลับใต้หอคอยบรรณารักษ์
ผลงานโดย อาร์เธอร์มนตราสวรรค์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (อาร์เธอร์มนตราสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนคณิตเวทกับจอมเวทผู้ไร้สมการ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!