กระบี่คมโศก บทเพลงสะท้านฟ้า•ตอนที่ 2

เงาพู่กันตัดผ่านจันทร์เสี้ยว

ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
กาสีดำฝูงหนึ่งบินผ่านโครงหลังคาไม้ผุพังของโรงเตี๊ยมรกร้างนอกเมืองหลวง ราวกับเงาพู่กันที่ถูกสะบัดลงบนผืนผ้าใบสีหม่น หยาดฝนปรอยๆ จากฟากฟ้าซัดสาดกลิ่นอายดินชื้นแฉะเข้ามาผ่านช่องหน้าต่างที่บานพับหลุดลุ่ย ท่ามกลางความเงียบงันที่กดดันจนแทบได้ยินเสียงลมหายใจ ภายในห้องโถงกว้างที่เคยคลาคล่ำด้วยผู้คน บัดนี้เหลือเพียงเศษฝุ่นผงและร่องรอยการผุกร่อนตามกาลเวลา เบื้องหน้าเสาไม้ค้ำยันกลางห้อง หลี่มู่ไป๋ยืนสงบนิ่งดั่งขุนเขา ไหล่ซ้ายของเขามีรอยฉีกขาดเล็กน้อยจากคมดาบเมื่อยามบ่าย ทว่าแววตาคู่นั้นกลับลึกล้ำราวกับห้วงสมุทรที่ไร้คลื่นลม มือเรียวยาวกุมด้ามกระบี่เหล็กนิลกาฬไว้มั่น ปราณกระบี่สีครามจางๆ หมุนวนรอบตัวเขาคล้ายกลีบดอกบัวที่กำลังจะร่วงโรยแต่ทว่าทรงพลัง ห่างออกไปเพียงสามเชือก เย่ว์ชิงหลันนั่งไขว่ห้างอยู่บนคานไม้สูงเบื้องบน นางเอนกายพิงเสาด้วยท่าทีผ่อนคลายราวกับกำลังชมมหรสพชุดโปรด บนตักของนางวางพิณไม้จันทน์แดงสายโลหิต ปลายเรียวเล็บสีชาดแตะอยู่บนสายพิณที่ยังคงสั่นระริก เสียงครางต่ำของสายพิณยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท คล้ายบทกวีโศกนาฏกรรมที่ถูกขับขานเพื่อไว้ทุกข์ให้กับวิญญาณของผู้ที่ล่วงลับ "วิชากระบี่วิญญาณร้อยสำนักของสำนักกระบี่เทวะ... ถึงมือท่านแล้วกลับดูแห้งแล้งไร้ชีวิตชีวาเช่นนี้เชียวหรือ หลี่มู่ไป๋" เสียงหวานใสแต่เย็นเยียบกังวานขึ้น ทำลายความเงียบงัน นางปรายตามองเขาด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา มีทั้งความเย้ยหยันและร่องรอยของความโหยหาที่ถูกฝังกลบไว้อย่างแนบเนียน "บทเพลงของเจ้าบรรเลงเพื่อการฆ่าฟัน เย่ว์ชิงหลัน" หลี่มู่ไป๋เอ่ยตอบ น้ำเสียงของเขาเรียบเรื่อย ทว่าทุกคำที่หลุดออกมากลับหนักแน่นราวน้ำหนักของภูเขาไท่ซาน "กระบี่ของข้า... มิได้มีไว้เพื่อพรากชีวิต แต่มีไว้เพื่อหยุดยั้งผู้ที่หลงทางในเส้นทางแห่งความมืด" "หลงทาง?" เย่ว์ชิงหลันแค่นหัวเราะเบาๆ น้ำเสียงของนางเจือไปด้วยความขื่นขมที่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ "บนโลกหล้าที่มีแต่ความอยุติธรรมนี้ มีผู้ใดบ้างที่ไม่หลงทาง สวรรค์เบื้องบนเมตตาผู้ใดบ้างเล่า? หรือท่านคิดว่าเลือดของอาจารย์ที่หลั่งรินในวันนั้น เป็นเพียงบทกวีบทหนึ่งที่ต้องแต่งเติมให้สมบูรณ์กันแน่!" สิ้นคำพูด ประกายตาสีชาดของนางก็วาวโรจน์ขึ้น นิ้วเรียวที่ดีดลงบนสายพิณโลหิตพลันระเบิดคลื่นปราณสีแดงฉานพุ่งเข้าใส่ดั่งคมมีดนับหมื่นเล่ม อากาศภายในโรงเตี๊ยมบิดเบี้ยวทันที แรงกดดันจากเสียงพิณทำให้ฝุ่นผงบนพื้นลอยเคว้งคว้าง ก่อนจะถูกฉีกกระชากจนแหลกละเอียด หลี่มู่ไป๋ไม่ถอยแม้แต่ครึ่งก้าว เขารู้ดีว่าการหลบเลี่ยงมีแต่จะเปิดจุดอ่อน ปราณเซียนในร่างโคจรทะยานผ่านจุดชีพจรทั้งเก้าอย่างรวดเร็ว ร่างของเขาเคลื่อนไหวคล้ายมังกรวารีที่แหวกว่ายในสายหมอก ปลายกระบี่นิลกาฬสะบัดออกเป็นวงโค้ง วาดเป็นอักษรภาพโบราณกลางอากาศ—คำว่า "ฟ้า" *เปรี้ยง!* คลื่นปราณพิณและประกายกระบี่เข้าปะทะกันอย่างจังจนเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว แรงสะท้อนจากการปะทะทำให้หลังคากระเบื้องของโรงเตี๊ยมระเบิดออก เศษไม้และกระเบื้องแตกกระจายเกลื่อนกลาด ละอองฝนภายนอกถูกพลังปราณผลักจนกระเด็นออกเป็นวงกลม กลายเป็นม่านหมอกสีขาวโพลนที่ล้อมรอบคนทั้งสองไว้ตรงกลาง เย่ว์ชิงหลันพลิ้วกายลงมาจากคานไม้ด้วยท่าทางงดงามดั่งผีเสื้อเพลิง นางตวัดพิณในมือตั้งรับการรุกไล่ของหลี่มู่ไป๋ที่พุ่งเข้ามาประชิดตัวอย่างรวดเร็ว ปลายเล็บและคมกระบี่กระทบกันจนเกิดประกายไฟสว่างวาบในความมืด แววตาของทั้งคู่ประสานกันในระยะประชิด ห่างกันเพียงลมหายใจกั้น ความใกล้ชิดนี้ไม่ได้นำมาซึ่งความอ่อนโยน หากแต่เต็มไปด้วยกระแสจิตวิทยาที่เฉือดเฉือน หลี่มู่ไป๋มองเห็นความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากากของประมุขมารผู้นี้ ขณะที่เย่ว์ชิงหลันก็สัมผัสได้ถึงความโดดเดี่ยวอันยาวนานที่กัดกินหัวใจของเซียนหนุ่มผู้ทรงคุณธรรม "เจ้ายังคงดื้อรั้นเช่นเดิม..." หลี่มู่ไป๋เอ่ยกระซิบเบาๆ ระหว่างที่กระบี่ในมือต้านรับแรงกดดันจากสายพิณ "และท่านก็ยังคงหลอกตัวเองว่าสวรรค์มีความยุติธรรม... เช่นเดิมเช่นกัน" เย่ว์ชิงหลันยิ้มเยาะ หยาดเหงื่อผสานกับหยดน้ำฝนไหลผ่านแก้มเนียนของนาง ขับเน้นให้ใบหน้านั้นงดงามราวกับภาพวาดต้องสาป ทันใดนั้นเอง แววตาของเย่ว์ชิงหลันก็เปลี่ยนเป็นประกายคมกริบ นางแกล้งเปิดช่องว่างที่หัวไหล่ขวาเพื่อให้หลี่มู่ไป๋แทงเข้ามา ทว่าในขณะเดียวกัน นิ้วมือข้างซ้ายของนางกลับซ่อนเข็มพิษโลหิตทมิฬไว้ใต้สายพิณ พร้อมที่จะสวนกลับในระยะเผาขนเพื่อแลกกับการบาดเจ็บ หลี่มู่ไป๋ชะงักฝีกระบี่ลงทันทีเมื่ออ่านเกมของนางออก สัญชาตญาณเตือนให้เขาถอยร่น ทว่าในเสี้ยววินาทีที่เขากำลังจะดึงกระบี่กลับเพื่อตั้งรับ เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับร้อยก็ดังขึ้นจากภายนอกโรงเตี๊ยม พร้อมกับกลิ่นอายปราณสังหารที่แผ่ซ่านเข้ามาปิดล้อมทุกเส้นทางหนี แสงคบเพลิงสว่างวาบขึ้นรอบทิศทาง เงาร่างนับสิบในชุดคลุมสีดำสนิทของสำนักตรวจสอบยุทธภพพุ่งทะยานเข้ามาทางหน้าต่างและประตูที่พังทลาย ผู้นำกลุ่มคือชายชราหนวดเคราเฟื้อยผู้ถือกระบี่ประหารมาร ดวงตาของเขาจ้องมองมาที่หลี่มู่ไป๋และเย่ว์ชิงหลันด้วยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม "ศิษย์พี่หลี่... ท่านช่างกล้าหาญยิ่งนัก ที่แอบมาพบกับนางมารร้ายผู้นี้ตามลำพัง เพื่อสมรู้ร่วมคิดกันขโมยคัมภีร์ลับแห่งสำนักกระบี่เทวะ!" คำกล่าวหาอันร้ายกาจพ่นออกมาจากปากของผู้อาวุโสสำนักเดียวกัน หลี่มู่ไป๋เบิกกว้างเล็กน้อย เขามองไปที่ชายชราสลับกับเย่ว์ชิงหลัน ก่อนจะตระหนักได้ทันทีว่า... นี่คือแผนการตลบหลังที่ถูกวางไว้ตั้งแต่ต้น เพื่อบีบให้เขาต้องกลายเป็นกบฏต่อยุทธภพอย่างสมบูรณ์แบบ! เย่ว์ชิงหลันไม่ได้ตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแม้แต่น้อย นางหันมามองหลี่มู่ไป๋ด้วยรอยยิ้มเศร้ารlล้า ก่อนจะกระซิบประโยคสุดท้ายข้างหูเขาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาที่บาดลึกถึงหัวใจ "ทีนี้... ท่านยังจะเชื่อในความยุติธรรมของพวกมันอยู่อีกหรือไม่... หลี่มู่ไป๋?" ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านบทเพลงโศกนี้ไปด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่คมโศก บทเพลงสะท้านฟ้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%