ความเงียบงัน ณ ผาจันทร์เสี้ยว มิได้หมายถึงความสงบ หากแต่เป็นห้วงเวลาอันเปราะบางก่อนที่พายุคลั่งจะพัดพาโลกทั้งใบให้ล่มสลาย ประโยคคำถามของเย่ว์ชิงหลันยังคงแขวนค้างอยู่กลางอากาศ ดั่งคมดาบที่จ่ออยู่บนเส้นเลือดใหญ่แห่งศรัทธา หลี่มู่ไป๋ยืนนิ่งราวนายพรานผู้เผชิญหน้ากับพยัคฆ์ขาวกลางหิมะโปรด สายตาของเขาคมกริบราวกับใบกระบี่ที่ยังไม่ชักออกจากฝัก ทว่าลึกเข้าไปในดวงตาดูราวกับผืนน้ำอันเวิ้งว้างที่สะท้อนเงาจันทร์แตกสลาย
"ทีนี้... ท่านยังจะเชื่อในความยุติธรรมของพวกมันอยู่อีกหรือไม่... หลี่มู่ไป๋?"
คำถามนั้นมิได้ต้องการคำตอบ แต่มันคือการกรีดเฉือนลงบนแผลเป็นในอดีตที่หลี่มู่ไป๋เพียรพยายามกลบฝังด้วยบทกวีและวิถีแห่งเซียน
รอยยิ้มของเย่ว์ชิงหลันปรากฏขึ้นบนเรียวปากบางเฉียบ เย็นชา เสเพล และเต็มไปด้วยหยาดหยดแห่งความร้าวราน นางมิได้รอให้บุรุษตรงหน้าเอื้อIเอjยอันใด นิ้วเรียวดั่งลำหยกขาวดีดลงบนสายพิณโลหิต 'ผลาญนภา' ทันที
*ตึงงงง—!*
เสียงพิณระเบิดออกดั่งเสียงคำรามของอสนีบาตเก้าชั้นฟ้า คลื่นปราณสีชาดพวยพุ่งขึ้นจากผืนศิลา กลายเป็นอักขระมารนับพันตัวที่กรีดร้องโหยหวนพุ่งเข้าใส่หลี่มู่ไป๋ ปราณมารนี้มิได้มีไว้เพื่อสังหารกายหยาบ แต่มันมุ่งตรงเข้าสู่จิตวิญญาณ หมายบดขยี้รากฐานแห่งการบำเพ็ญเพียรและภาพลวงตาแห่งคุณธรรมที่สำนักเซียนทั้งหลายยึดถือ
หินผารอบกายแตกละเอียดเป็นผุยผง แรงกดดันระดับบรรพจารย์มารทำให้มิติรอบด้านบิดเบี้ยว เย่ว์ชิงหลันในยามนี้ดั่งภูตสาวแห่งขุมนรกผู้ถือครองสิทธิ์พิพากษา นางสะบัดข้อมืออีกครา บทกลอนโลหิตถูกขับขานออกมาจากลำ喉อันแหบพร่า น้ำเสียงของนางเยียบเย็นบาดลึกถึงขั้วหัวใจ
*"สวรรค์เมตตาอันใด... โลกหล้าต่างหากที่เหยียบย่ำธุลี... ความดีงามเป็นเพียงอาภรณ์ของคนโฉด... ความยุติธรรมเป็นเพียงข้ออ้างของมือที่เปื้อนเลือด!"*
ทุกคำที่นางเอ่ยเปรียบเสมือนหมุดเหล็กตอกย้ำความจริงอันโหดร้าย ความทรงจำในวันที่สำนักกระบี่นภาหักหลังอาจารย์และสหายร่วมสำนักผุดวาบขึ้นมาในหัวของหลี่มู่ไป๋ โลหิตสีแดงฉาน ภาพศพที่เกลื่อนกลาด และเสียงหัวเราะเยาะเย้ยของเหล่าผู้อาวุโสผู้ทรงศีลจอมปลอม กำลังจะดึงเขาให้ดิ่งจมลงสู่ห้วงเหวแห่งความบ้าคลั่งเช่นเดียวกับนาง
ดวงตาของหลี่มู่ไป๋เริ่มมีประกายสีแดงก่ำแทรกซึม ลลมปราณในตันTianปั่นป่วนจนกระอักโลหิตออกมาคำโต
นี่คือวิชาจิตมารของแท้... มันใช้ความเจ็บปวดในอดีตของผู้ฝึกตนมาเป็นเชื้อเพลิงเผาผลาญจิตใจให้มอดไหม้
ทว่า... หลี่มู่ไป๋หาใช่คนธรรมดา
ท่ามกลางพายุคลั่งแห่งเสียงพิณและเสียงกรีดร้องของวิญญาณแค้น หลี่มู่ไป๋หลับตาลงช้าๆ เขาไม่หลบหนี ไม่ต้านทานด้วยความรุนแรง ตรงกันข้าม เขากลับทิ้งตัวลงนั่งขัดสมาธิบนพื้นศิลาที่กำลังแตกร้าว มือข้างหนึ่งวางลงบนด้ามกระบี่ 'ชุนชิว' (ฤดูใบไม้ผลิและใบไม้ร่วง) ที่ยังคงนิ่งสงบ
ลมหายใจของเขาปรับเปลี่ยนเป็นจังหวะสอดคล้องกับธรรมชาติ ชีพจรที่เต้นระรัวค่อยๆ สงบลงดั่งผืนน้ำที่ถูกสายลมพัดผ่านจนระลอกคลื่นจางหาย
"เจ้าพูดถูก... ชิงหลัน"
เสียงของหลี่มู่ไป๋ดังขึ้น แม้จะแผ่วเบา แต่กลับก้องกังวานเหนือเสียงพิณโลหิตทั้งหมด
"สวรรค์ไร้หัวใจ โลกหล้าไร้ความปรานี... นั่นคือสัจธรรมที่ข้าเรียนรู้ในวันที่สูญเสียทุกสิ่ง"
เย่ว์ชิงหลันชะงักไปชั่วลมหายใจ นิ้วที่กำลังดีดพิณหยุดกะทันหัน นางมองเขาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความซับซ้อน ทั้งคาดหวัง หวาดกลัว และเจ็บปวด
"แต่..." หลี่มู่ไป๋ลืมตาขึ้น แววตาสสีแดงก่ำหายวับไป ถูกแทนที่ด้วยประกายสีนิลอันลึกล้ำดั่งห้วงจักรวาล "การที่พวกมันชั่วช้า... มิได้แปลว่าเราต้องแปดเปื้อนตามพวกมัน"
เขายกมือขึ้นวาดออกไปกลางอากาศ ปราณเซียนสีครามบริสุทธิ์หลอมรวมเข้ากับพู่กันลมหายใจ หลี่มู่ไป๋มิได้ใช้กระบี่เพื่อฆ่าฟัน แต่เขาใช้มันเพื่อ *เขียนบทกวี*
*ช้งงงง—!*
เสียงกระบี่ชุนชิวขยับออกจากฝักเพียงหนึ่งนิ้ว คมกระบี่เปล่งประกายเจิดจ้าเสียดแท็งฟ้าดิน บทกวีโบราณหลุดจากริมฝีปากของบุรุษหนุ่ม น้ำเสียงของเขานุ่มนวล ทว่าทรงพลังอำนาจกดดันจนเสียงพิณโลหิตต้องสั่นสะท้านถอยร่น
*"แม้นกาลเวลาผันผ่าน ดั่งสายธารไม่หวนคืน...*
*แม้นความอยุติธรรมถมทับผืนปฐพีจนมืดมน...*
*ดอกเหมยย่อมผ่งบานท้าทายลมหนาว...*
*จิตวิญญาณแห่งเซียน... มิเคยแปดเปื้อนตามธุลีดิน!"*
ทุกตัวอักษรที่หลี่มู่ไป๋เอ่ยออกมากลายเป็นอักขระปราณสีครามทอง ลอยเคว้งคว้างกลางอากาศแล้วพุ่งเข้าปะทะกับอักขระมารของเย่ว์ชิงหลันอย่างดุเดือด ทว่ามิได้ทำลายล้างกันด้วยความรุนแรง แต่มันกลับ *ประสานและชำระล้าง*
แสงสีแดงและสีครามเข้าหักล้างกันเกิดเป็นประกายไฟระยิบระยับดั่งดาราแตกดับทั่วท้องฟ้า แรงระเบิดสะท้อนกลับทำให้หน้าผาสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ก้อนหินขนาดมหึมาพังครืนลงสู่หุบเหวเบื้องล่าง
เย่ว์ชิงหลันใบหน้าซีดเผือด นางกระอักโลหิตออกมาคำโต พิณโลหิตในมือสั่นสะท้านจนแทบหลุดร่วง พลังสะท้อนกลับจากวิชาบทกวีสยบมารของหลี่มู่ไป๋ทำให้เส้นปราณของนางปั่นป่วน แต่สิ่งที่เจ็บปวดกว่าคือ... หัวใจของนาง
นางพยายามพิสูจน์ให้เขาเห็นว่าโลกนี้ไม่มีความหวัง นางต้องการดึงเขาลงมาสู่ความมืดมิดเคียงข้างนางในฐานะสหายร่วมชะตากรรมสีเลือด แต่นายหนุ่มผู้นี้... กลับใช้ความเมตตาที่ผ่านการเจียระไนด้วยความเจ็บปวดมาโอบอุ้มความบ้าคลั่งของนางไว้
"เจ้า... คนโง่..." เย่ว์ชิงหลันพึมพำ ร่างกายเซถอยหลังไปหลายก้าว ดวงตาสั่นระริก
หลี่มู่ไป๋ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เขาก้าวเดินเข้าไปหานางทีละก้าวอย่างมั่นคง ปราณรอบตัวสงบนิ่งดั่งสายน้ำในฤดูใบไม้ร่วง มือข้างหนึ่งยื่นออกไปหมายจะประคองร่างที่กำลังจะล้มลงของนาง
ทว่า... ในวินาทีที่ปลายนิ้วของเขากำลังจะสัมผัสกับชายเสื้อสีชาดของนาง
*ฉึบ—!*
ประกายแสงสีเงินยวดยิ่งกว่าแสงจันทร์พุ่งแหวกอากาศมาจากความมืดมิดเบื้องบนอย่างไร้ซุ่มเสียง เป้าหมายมิใช่หลี่มู่ไป๋ และมิใช่เย่ว์ชิงหลัน... แต่มันคือเงาร่างปริศนาที่ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าทั้งสองคนในพริบตา
เงาร่างนั้นสวมหน้ากากทองคำรูปอสูรไร้หน้า ในมือถือป้ายอาญาสิทธิ์แห่งสำนักตรวจสอบสวรรค์ ปลายกระบี่ชุ่มไปด้วยหยาดโลหิตสดๆ
และสิ่งสำคัญที่สุด... ป้ายอาญาสิทธิ์ในมือนั้น กำลังสะบัดตราประหารชีวิตที่ระบุชื่อของ "หลี่มู่ไป๋" และ "เย่ว์ชิงหลัน" ไว้ด้วยกัน!
"ศิษย์พี่หลี่... และท่านประมุขมาร... พวกท่านเล่นสนุกกันพอหรือยัง?" เสียงหัวเราะเยือกเย็นดังลอดออกมาจากหน้ากากอสูร พร้อมกับเงานับร้อยที่พุ่งทะยานปิดล้อมผาจันทร์เสี้ยวไว้ทุกด้านในพริบตา
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านบทเพลงและคมกระบี่นี้ไปด้วยกันนะครับ
กระบี่คมโศก บทเพลงสะท้านฟ้า•ตอนที่ 3
เสียงพิณสะท้านศิลา
ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่คมโศก บทเพลงสะท้านฟ้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!