“อย่าขยับค่ะ... ถ้าไม่อยากให้เงาของคุณหลุดหายไปตลอดกาล”
คำเตือนนั้นไม่ได้มาจากน้ำเสียงที่ข่มขู่ แต่มันราบเรียบและจริงจังเสียจนเส้นขนทั่วร่างของรวินทร์ลุกชันขึ้นพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย ชายหนุ่มหยุดชะงักเท้าที่กำลังจะก้าวถอยหลังทันที ดวงตาสีเข้มเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก เมื่อก้มลงมองที่พื้นเบื้องล่าง—แสงไฟสีส้มสลัวจากหลอดนีออนริมถนนสาดส่องกระทบผิวดิน แต่น่าแปลกประหลาดเหลือเกินที่เงาทอดยาวของตัวเขาเองกลับขาดหายไปตรงช่วงข้อเท้า ราวกับถูกกรรไกรคมกริบตัดฉับอย่างไร้ร่องรอย และจุดที่ขาดหายไปนั้นกำลังบิดเบือน หมุนวนเป็นละอองควันสีดำจางๆ ที่ส่งกลิ่นอายเย็นเยียบราดรดลงบนผิวหนัง
“นี่มัน... อะไรกัน...” รวินทร์พึมพำเสียงสั่น เขารู้สึกได้ถึงความหนาแน่นของอากาศรอบตัวที่เปลี่ยนไป มันกดทับลงมาบนบ่าราวกับมีตุ้มน้ำหนักร้อยกิโลกรัมวางทับไว้
อาจารย์ลดาก้าวเข้ามาใกล้ชิดขึ้นอีกนิด กลิ่นหอมจางๆ ของกำยานโบราณและใบไม้แห้งลอยแตะจมูก หญิงสาวในชุดเสื้อคลุมยาวสีเทาเข้มปักลวดลายอักขระโบราณที่ชายเสื้อยกมือขึ้น ปลายนิ้วเรียวยาวจรดลงบนกลางหน้าผากของรวินทร์อย่างแผ่วเบา ทันทีที่สัมผัสโดน พลังงานอุ่นสายหนึ่งก็ไหลซ่านเข้ามาในสมอง ช่วยบรรเทาอาการวิงเวียนศีรษะจากแรงกระแทกของอาคมเมื่อครู่ให้เบาบางลง
“เงาของคุณกำลังถูกดึงดูดด้วย ‘เขตอาคมตกค้าง’ จากคดีฆาตกรรมสามศพเมื่อสัปดาห์ก่อนค่ะ คุณรวินทร์” ลดาเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลขึ้น แต่แววตาภายใต้กรอบแว่นทรง The Row กลับจริงจัง “ถ้าดิฉันไม่ใช้ด้ายอาคมสะกดรอยยึดมันไว้ ป่านนี้วิญญาณของคุณคงถูกลากลงไปติดอยู่ใต้พื้นคอนกรีตเรียบร้อยแล้วล่ะค่ะ และบอกไว้ก่อนนะคะว่า คนที่ไร้เงา... จะมีชีวิตอยู่บนโลกนี้ได้ไม่เกินสามวันหรอกค่ะ”
รวินทร์กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เขาพยักหน้ารับช้าๆ สัมผัสได้ถึงความเย็นยะเยือกที่ยังคงหลงเหลืออยู่ที่ส้นเท้า สมองอันปราดเปรื่องของนักสืบหนุ่มประมวลผลอย่างรวดเร็ว—คดีฆาตกรรมที่ตำรวจสรุปว่าเป็นอุบัติเหตุจากการเมาสุราและพลัดตกจากระเบียงตึกร้าง แท้จริงแล้วมีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับไสยเวทสายมืดอย่างไม่ต้องสงสัย และที่สำคัญที่สุดคือ เขากำลังยืนอยู่ ณ จุดเกิดเหตุแห่งนั้น
“ผมยอมรับครับ... เอ๊ย... ผมยอมรับค่ะ” รวินทร์เกือบหลุดปากคำพูดคุ้นชิน แต่รีบเปลี่ยนสรรพนามตามสัญชาตญาณเมื่อเห็นหางตาของหญิงสาวเหลือบมองมา “ผมยอมรับแล้วครับ... อ๊ะ! ค่ะ! ผมยอมรับแล้วค่ะอาจารย์ ผมต้องการความช่วยเหลือจากคุณ”
ลดาอมยิ้มบางๆ ที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ยากจะคาดเดาความหมาย ก่อนจะสะบัดข้อมือเบาๆ ด้ายสีแดงเข้มที่พันธนาการระหว่างข้อเท้าของรวินทร์กับพื้นดินก็สลายกลายเป็นประกายแสงสีทองจางๆ เงาทอดยาวของเขาปรากฏกลับคืนสู่สภาพปกติทันที
“ฉลาดมากค่ะที่รู้จักประเมินสถานการณ์” ลดาหมุนตัวเดินนำไปยังตึกแถวเก่าแก่สูงสี่ชั้นที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า อาคารหลังนี้มีสภาพทรุดโทรม สีผนังหลุดล่อนจนเห็นอิฐมอญสีแดงด้านใน หน้าต่างทุกบานปิดตายด้วยแผ่นไม้เก่าๆ ที่ถูกตีตะปูทับไว้อย่างแน่นหนา มีเพียงป้ายไฟกระพริบสีซีดจางที่ขึ้นสนิมขึ้นป้ายไว้ว่า ‘สำนักสืบสวนใต้ถุนตึกเก่า’
รวินทร์ก้าวเดินตามหลังอาจารย์สาวไปติดๆ พลางกวาดสายตามองสำรวจรอบตัว ระบบประสาทสัมผัสพิเศษของเขาเริ่มทำงานอีกครั้ง อากาศรอบตึกนี้เต็มไปด้วยเศษเสี้ยวพลังงานตกค้างสีเทาหม่น มันไม่ใช่แค่วิญญาณเร่ร่อนทั่วไป แต่เป็น ‘ร่องรอยของพิธีกรรม’ ที่จงใจลบเลือนเพื่อปกปิดความผิด
ภายในสำนักสืบสวนใต้ถุนตึกเก่าไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด ตรงกันข้าม มันกลับให้ความรู้สึกเหมือนห้องสมุดโบราณที่อัดแน่นไปด้วยกลิ่นอายของกระดาษเก่า สมุนไพรแห้งที่แขวนเรียงรายตามเพดาน และกองแฟ้มคดีที่จัดวางอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยบนชั้นไม้สักทอง ผนังด้านหนึ่งมีกระดานไวท์บอร์ดขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยแผนผังความเชื่อมโยงของคดีต่างๆ เส้นด้ายสีแดงและรูปถ่ายสถานที่เกิดเหตุถูกโยงเข้าหากันอย่างเป็นระบบ แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในรายละเอียดและความเชี่ยวชาญระดับมืออาชีพ
รวินทร์ทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้บุหนังสีน้ำตาลเข้มที่ตั้งอยู่หน้าโต๊ะทำงานตัวใหญ่ เขายกมือขึ้นนวดขมับเพื่อไล่ความมึนงง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวที่กำลังรินชาร้อนกลิ่นหอมกรุ่นใส่ถ้วยเซรามิกย้อนยุคยื่นมาให้
“ดื่มเสียหน่อยนะคะ ชาดอกหอมหมื่นลี้จะช่วยปรับสมดุลธาตุไฟในร่างกายของคุณที่เพิ่งถูกกระชากด้วยอาคมเมื่อครู่” ลดาเอ่ยพร้อมกับทรุดตัวลงนั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม เธอหยิบสมุดบันทึกปกหนังสีดำเล่มหนาขึ้นมาเปิดกางออก ปากกาหมึกซึมในมือถูกหมุนเตรียมพร้อมจดบันทึก “ทีนี้... เล่าเหตุผลที่ทำให้คุณบุกเดี่ยวมาถึงหน้าตึกนี้โดยไม่เตรียมตัวให้ดีเสียก่อนดีกว่าค่ะ คุณรวินทร์ นักสืบอิสระผู้ขึ้นชื่อเรื่องความรอบคอบและขี้ระแวงยิ่งกว่าแมว”
รวินทร์รับถ้วยชามาถือไว้ ความอุ่นจากเซรามิกช่วยขับไล่ความหนาเหนอะหนะที่เกาะกุมจิตใจให้จางลง เขาถอนหายใจยาวก่อนจะวางถ้วยลงบนโต๊ะเบาๆ สายตาคมกริบมองสบตาอาจารย์สาวตรงๆ
“ตำรวจสรุปว่าผู้ตายทั้งสามคนในคดีนี้ ‘ฆ่าตัวตาย’ เพราะเครียดจากปัญหาหนี้สิน” รวินทร์เปิดประเด็น น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงด้วยความขุ่นเคือง “แต่ผมพบความผิดปกติที่หลุดลอดจากสายตาเจ้าหน้าที่ ศพแรก... ชายหนุ่มวัยสามสิบปี มีรอยแผลไหม้รูปวงกลมแปดทิศที่ฝ่าเท้า ซึ่งไม่ใช่รอยจากการเผาไหม้ทั่วไป แต่มันเกิดจากการถูกดูดพลังชีวิตผ่านธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ ศพที่สองและสามก็มีลักษณะคล้ายคลึงกัน ร่างกายแห้งเหือดราวกับถูกสูบน้ำออกจากร่างจนหมดสิ้นในเวลาเพียงไม่กี่วินาที”
ลดาเงยหน้าขึ้นจากสมุดบันทึก แววตาของเธอเป็นประกายขึ้นมาวับหนึ่ง—ความสนใจและความทึ่งฉายชัดผ่านเลนส์แว่น
“รอยไหม้แปดทิศ... และสภาพศพที่แห้งเหือดไร้โลหิต” ลดาพึมพำทวนคำ “นั่นไม่ใช่ฝีมือของคนธรรมดาอย่างแน่นอนค่ะ มันคือ ‘อาคมกลืนเงา’ วิชาไสยเวทสายดำโบราณที่สูญหายไปจากวงการไสยศาสตร์ร่วมสามสิบปีได้แล้วกระมังคะ ผู้ใช้จะต้องใช้ชีวิตของมนุษย์เป็นสื่อกลางในการต่ออายุขัยและเพิ่มพลังตบะให้กับตนเอง”
“นั่นคือเหตุผลที่ผมมาหาคุณครับอาจารย์” รวินทร์โน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย สายตาจริงจังไร้ซึ่งความลังเล “ตำรวจทำคดีนี้ต่อไม่ได้ หรือพูดให้ถูกคือ พวกเขาไม่กล้าแตะต้องมันเพราะกลัวอำนาจมืดที่อยู่เบื้องหลัง ผมต้องการไขคดีนี้ เพื่อล้างมลทินให้เหยื่อ และเพื่อ... หาเบาะแสเกี่ยวกับเบาะแสการตายของครอบครัวผม ที่มีร่องรอยอาคมแบบเดียวกันนี้ไม่มีผิดเพี้ยน”
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องใต้ถุนตึกชั่วขณะ มีเพียงเสียงก(ระดิก)ของนาฬิกาลูกตุ้มโบราณบนผนังที่ดังสะท้อนก้องกังวาน ลดาจ้องมองใบหน้าของชายหนุ่มนิ่งนาน ราวกับกำลังชั่งน้ำหนักความจริงใจและความสามารถที่ซ่อนอยู่ภายใต้ท่าทีเย่อหยิ่งเล็กๆ นั้น
มุมปากของอาจารย์สาวคลี่ยิ้มบางๆ เป็นรอยยิ้มที่ดูผ่อนคลายขึ้น แต่นัยน์ตากลับคมกริบราวกับใบมีด
“การร่วมมือกับดิฉันไม่ใช่เรื่องง่ายนะคะ คุณรวินทร์” ลดาเอ่ยขึ้น น้ำเสียงราบเรียบแต่เด็ดขาด “คุณจะต้องปฏิบัติตามกฎสามข้ออย่างเคร่งครัด หนึ่ง... ห้ามทำอะไรโดยพละการเด็ดขาด สอง... ทุกครั้งที่คุณออกภาคสนาม คุณต้องมีด้ายอาคมของดิฉันผูกติดตัวไว้ตลอดเวลา และสาม...”
หญิงสาวเว้นจังหวะไปนิดหนึ่ง เธอโน้มตัวเข้ามาใกล้โต๊ะทำงาน กลิ่นหอมจางๆ ของกำยานยิ่งเด่นชัดขึ้น
“...คุณต้องแบ่งขนมเค้กช็อกโกแลตทุกชิ้นที่คุณซื้อมาจากร้านโปรดให้ดิฉันครึ่งหนึ่ง เวลาที่เราต้องทำงานดึกดื่นค่ะ”
รวินทร์ถึงกับชะงัก กะพริบตาปริบๆ กับเงื่อนไขข้อสุดท้ายที่หลุดจากปากอาจารย์สาวผู้เคร่งขรึม ก่อนที่มุมปากของเขาจะกระตุกยิ้มกว้างออกมาเป็นครั้งแรกในรอบวัน
“ตกลงครับ... เอ่อ ตกลงค่ะอาจารย์ ถือว่าเป็นค่าจ้างที่คุ้มค่ามาก” รวินทร์เอ่ยรับคำด้วยน้ำเสียงติดตลก “แล้วเราจะเริ่มจากตรงไหนก่อนดีครับ... ค่ะ?”
ลดาหยิบปากกาหมึกซึมขึ้นมาจรดลงบนกระดาษสมุด เธอขีดเส้นใต้ชื่อของเหยื่อรายสุดท้ายในคดี ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตารวินทร์ด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความท้าทาย
“คืนนี้ตอนเที่ยงคืนตรง เราจะกลับไปที่ตึกร้างนั่นอีกครั้งค่ะ” ลดาเอ่ยเสียงเบา “เพราะฉันเพิ่งสัมผัสได้ว่า... ‘แขกไม่ได้รับเชิญ’ อีกคนกำลังรอต้อนรับพวกเราอยู่ข้างบนนั้นแล้วค่ะ”
ปัง!
เสียงเคาะประตูกระจกหน้าร้านดังขึ้นสามครั้งติดต่อกันอย่างรุนแรง ทั้งที่เวลานี้เลยเที่ยงคืนมาแล้ว และไม่มีทางที่ลูกจ้างหรือผู้รับบริการคนใดจะมาเยือนสำนักสืบสวนใต้ถุนตึกเก่าในยามวิกาลเช่นนี้
รวินทร์หันขวับไปมองที่ประตูกระจกทันที ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง เมื่อภาพที่สะท้อนผ่านกระจกใสไม่ใช่เงาของคนเดินถนน แต่กลับเป็น ‘รอยเท้าเปื้อนโคลนสีดำ’ ที่ค่อยๆ ก้าวเดินขึ้นมาบนกระจกจากด้านนอกทีละก้าว... โดยที่ไม่มีร่างของเจ้าของรอยเท้าปรากฏให้เห็นเลยแม้แต่น้อย!
และที่น่ากลัวที่สุดคือ รอยเท้าเหล่านั้นกำลังเดินตรงมาหยุดอยู่ที่หน้าประตูสำนัก... พร้อมกับเสียงเคาะครั้งที่สี่ที่ดังขึ้นจากด้านในห้องทำงานโดยตรง!
— นภากระซิบผี —
บันทึกสะกดรอยวิญญาณ กับอาจารย์สาวผู้ไร้เงา•ตอนที่ 2
สำนักสืบสวนใต้ถุนตึกเก่า
ผลงานโดย นภากระซิบผี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นภากระซิบผี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกสะกดรอยวิญญาณ กับอาจารย์สาวผู้ไร้เงา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!