กลิ่นอับของกระดาษโบราณและควันธูปจางๆ ลอยอบอวลอยู่ในห้องทำงานคับแคบ ทว่ารวินทร์กลับไม่ได้สนใจกลิ่นเหล่านั้น สายตาของเขาจดจ่ออยู่กับสมุดบันทึกหนังสีดำบนโต๊ะไม้ ซึ่งตอนนี้หน้ากระดาษเปล่าๆ กำลังปรากฏรอยหมึกซึมขึ้นมาเองทีละตัวอักษร ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นกำลังจารึกเรื่องราวด้วยความเร่งรีบ
"เด็กหนุ่มคนนั้นไม่ได้ตกลงมาจากดาดฟ้าเพราะอุบัติเหตุ... มีคนผลักเขาลงไปตอนเที่ยงคืนสี่สิบนาที และพิกัดของหลักฐานชิ้นสำคัญอยู่ใต้กระเบื้องโบสถ์ร้างหลังตลาด"
เสียงกระซิบแหบพร่าดังขึ้นข้างใบหูซ้าย ทั้งที่ในห้องนี้ไม่มีใครอื่นนอกจากเขาและอาจารย์ลดา รวินทร์สะดุ้งเล็กน้อย ขนลุกชันไปทั่วแผ่นหลัง แต่เขาก็ควบคุมสติได้อย่างรวดเร็ว นิ้วเรียวของนักสืบหนุ่มจรดปากกาลงบนกระดาษเพื่อบันทึกทุกรายละเอียดที่ดวงวิญญาณเร่ร่อนส่งผ่านมาตาม "ระบบพันธสัญญาเงา" ที่เขาและอาจารย์เพิ่งร่วมกันเซ็นสัญญากันไปเมื่อวานนี้
"จดทันไหมคะ รวินทร์"
เสียงนุ่มนวลแต่ราบเรียบของอาจารย์ลาดาดังขึ้นจากมุมห้อง ร่างเพรียวบางในชุดเสื้อคลุมสีเข้มกำลังนั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้โยกโบราณ สิ่งที่น่าพิศวงคือใต้ฝ่าเท้าของเธอนั้นว่างเปล่า ไร้ซึ่งเงาทอดทอดลงบนพื้นไม้ แม้แต่แสงตะเกียงก็ยังทะลุผ่านร่างของเธอไปราวกับเธอเป็นเพียงภาพลวงตา แต่ความอบอุ่นแผ่วเบาที่แผ่ออกมาจากตัวเธอกลับทำให้รวินทร์รู้ว่าอาจารย์มีตัวตนอยู่จริง และพึ่งพาได้เสมอในยามที่โลกคนเป็นและคนตายทับซ้อนกัน
"ทันครับ... เอ๊ย! ทันค่ะอาจารย์" รวินทร์เผลอหลุดคำพูดคุ้นชินออกไปจนต้องรีบแก้คำพูดแทบไม่ทัน พร้อมกับแลบลิ้นด้วยความเขินอายเล็กน้อย "ดวงวิญญาณตนนี้ให้เบาะแสคดีฆาตกรรมที่สถานีตำรวจยังปิดไม่ลงเมื่อสัปดาห์ก่อนครับ... เอ๊ย! ค่ะ!"
อาจารย์ลดาปรายตามองลูกศิษย์หนุ่ม มุมปากหยักยิ้มบางเบาอย่างนึกขันในความเร่งรีบของเขา "ระวังเรื่องสรรพนามหน่อยนะคะ คุณรวินทร์ การที่เราทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างโลกสองใบ ต้องมีความสำรวมทั้งกายและวาจา มิฉะนั้นพลังงานตกค้างรอบตัวอาจย้อนกลับมาทำร้ายสมาธิของเราเองได้"
"ขอโทษด้วยค่ะอาจารย์ พอดีผม... ดิฉันตื่นเต้นไปหน่อย ระบบภารกิจระดับ SSS ที่เราเพิ่งปลดล็อกเมื่อคืนนี้ มันทำให้สมองผมประมวลผลแทบไม่ทันเลยค่ะ" รวินทร์ถอนหายใจยาว วางปากกาลงแล้วนวดขมับเบาๆ
ตั้งแต่ที่เขาตัดสินใจเปิดสำนักสืบสวนลี้ลับร่วมกับอาจารย์ลดา ชีวิตของอดีตนักสืบอิสระที่เคยวิ่งไล่จับหลักฐานทางกายภาพธรรมดาๆ ก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โลกใบนี้ไม่ได้มีแค่กฎหมายบ้านเมือง แต่มันยังมีกฎแห่งวิญญาณ ความแค้นที่ยังไม่ได้รับการชำระ และกฎเกณฑ์ไสยเวทโบราณที่มนุษย์ปุถุชนมองไม่เห็น
ระบบที่อาจารย์ลดาเรียกว่า "วงแหวนทวารวิญญาณ" กำลังทำงานอย่างขันแข็ง ทุกครั้งที่พวกเขารวบรวมเบาะแสจากวิญญาณเร่ร่อนได้สำเร็จ แถบพลังงานสีฟ้าใสจะปรากฏขึ้นกลางอากาศเพื่อประเมินความคืบหน้า มันเหมือนกับการเล่นเกม RPG แฟนตาซีที่มีเดิมพันเป็นความจริงเบื้องหลังการตายของครอบครัวรวินทร์เอง
"วิญญาณเร่ร่อนตนเมื่อครู่ บอกอะไรเพิ่มเติมเกี่ยวกับ 'เงาปริศนา' ที่ตามล่าพวกเขาหรือเปล่าคะ?" อาจารย์ลดาถามต่อ น้ำเสียงของเธอลดต่ำลงจริงจังขึ้น บรรยากาศรอบตัวพลันเย็นเยียบลงทันที
รวินทร์เปิดหน้าสมุดทบทวนตัวอักษรที่เพิ่งเขียนเสร็จ "วิญญาณตนนั้นบอกแค่ว่า คนที่ฆ่าเขาไม่ได้ใช้แค่กำลังกาย แต่ใช้ 'อาคมสายดำ' ควบคุมจิตใจให้เดินขึ้นไปบนดาดฟ้าเอง และที่น่ากลัวที่สุดคือ... วิญญาณเร่ร่อนทุกตนที่ยอมมาให้เบาะแสเราในวันนี้ เริ่มทยอยหายสาบสูญไปทีละดวงแล้วค่ะ"
คำพูดนั้นทำให้ห้องเงียบกริบลงทันที เสียงนาฬิกาแขวนผนังดังติ๊กต็อกราวกับจะนับถอยหลัง
การที่วิญญาณเร่ร่อนหายสาบสูญ ไม่ได้หมายถึงการไปสู่สุขคติ แต่หมายถึงการถูก "กลืนกิน" หรือถูกทำลายจนไม่เหลือแม้แต่เศษเสี้ยวพลังงานวิญญาณ ซึ่งในทางไสยเวทแล้ว นั่นคือฝีมือของหมอผีสายมารที่กำลังเก็บกวาดพยานปากเอกทั้งในโลกมนุษย์และโลกวิญญาณ!
"แสดงว่าพวกมันรู้แล้วว่าเรากำลังแกะรอย" อาจารย์ลดาผุดลุกขึ้นยืน ร่างของเธอก้าวเข้ามาใกล้โต๊ะทำงานอย่างเงียบเชียบ ราวกับลอยอยู่เหนือพื้นดิน "ศัตรูที่เรากำลังเผชิญหน้าอยู่ไม่ใช่คนธรรมดา และไม่อาจประเมินฝีมือต่ำได้เลยค่ะ รวินทร์"
"แล้วเราควรทำอย่างไรต่อไปดีคะอาจารย์ จะให้ไปที่โบสถ์ร้างหลังตลาดคืนนี้เลยไหม หรือว่าเราควรเตรียมค่ายกลป้องกันตัวก่อน?" รวินทร์ถามด้วยแววตาเป็นประกาย แม้จะมีความหวาดกลัวอยู่ลึกๆ แต่สัญชาตญาณนักสืบและการเติบโตทางพลังที่เขาเพิ่งได้รับ ก็ทำให้เขาพร้อมเผชิญหน้ากับความท้าทาย
อาจารย์ลาดายกมือขึ้นแตะบ่าของรวินทร์เบาๆ สัมผัสของเธอยังคงเย็นเยียบเช่นเคย แต่กลับอบอุ่นใจอย่างประหลาด "คืนนี้ยังไม่ใช่เวลาบุกรุกค่ะ เราต้องไปเยือนสถานที่เกิดเหตุด้วยความระมัดระวัง แต่ก่อนอื่น..."
ยังไม่ทันที่อาจารย์สาวจะได้พูดจบประโยค หน้าต่างไม้บานเกล็ดของห้องทำงานก็ถูกกระชากเปิดออกด้วยแรงลมกรรโชกแรง ทั้งที่ภายนอกไม่มีแม้แต่เค้าลางของพายุ เทียนไขทุกเล่มในห้องดับพรึบลงพร้อมกัน เหลือเพียงความมืดมิดที่เข้าปกคลุม
ในความมืดนั้น เสียงฝีเท้าหนักหน่วงหลายคู่กำลังเดินเข้ามาใกล้ประตูหน้าสำนัก เสียงโซ่ตรวนลากถูไปกับพื้นปูนดังระงม และที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือ เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้ง—ก๊อก ก๊อก ก๊อก
รวินทร์ชักยันต์กระดาษออกจากกระเป๋าเสื้อโค้ตอย่างรวดเร็ว สายตาเพ่งมองไปที่ประตูด้วยความระแวงขีดสุด ขณะที่อาจารย์ลดาก้าวมาขวางหน้าเขาไว้ พร้อมกับร่ายอาคมแสงสีขาวบริสุทธิ์ขึ้นที่ปลายนิ้ว
ทว่าเสียงที่ลอดผ่านบานประตูเข้ามา กลับไม่ใช่เสียงคำรามของภูตผีปีศาจ หรือเสียงของหมอผีสายมารที่พวกเขาคาดคิด
"เปิดประตูให้ฉันหน่อย... ลูกศิษย์ตัวน้อยของลดา ฉันคือวิญญาณตนแรกที่พวกเธอตามหา... และฉันมาเพื่อเตือนว่า สิ่งที่พวกเธอคิดว่าเป็น 'เบาะแส' นั้น แท้จริงแล้วคือ 'กับดักความตาย' ที่กำลังรอให้พวกเธอก้าวขาลงไป!"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางไขปริศนานี้ไปด้วยกันนะคะ!
บันทึกสะกดรอยวิญญาณ กับอาจารย์สาวผู้ไร้เงา•ตอนที่ 3
วิญญาณกระซิบข้างหู
ผลงานโดย นภากระซิบผี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นภากระซิบผี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกสะกดรอยวิญญาณ กับอาจารย์สาวผู้ไร้เงา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!