กลิ่นน้ำหอมกลิ่นกุหลาบผสมวานิลลาที่ลอยอวลอยู่ปลายจมูกไม่ได้ทำให้รินรดารู้สึกหอมหวานเลยสักนิด ในทางตรงกันข้าม มันกลับให้ความรู้สึกเหมือนสารเคมีอันตรายที่พร้อมจะระเบิดใส่หน้าเธอได้ทุกเมื่อ
สายตาของเลขาสาวกวาดมองผู้หญิงที่ยืนอยู่หลังบานประตูคอนโดมิเนียมหรู ประกายตาสีน้ำตาลเข้มคู่นั้นไหววับด้วยความตกใจชั่ววินาที ก่อนจะปรับเข้าสู่โหมดระแวดระวังภัยอย่างรวดเร็ว
"คุณ... มาริน"
รินรดาเอ่ยชื่อนั้นออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบสนิท แม้ในใจจะตั้งคำถามตัวโตๆ ว่าผู้หญิงคนนี้—ทายาทธุรกิจอสังหาริมทรัพย์หมื่นล้านและอดีตคู่ข่าวหน้าหนึ่งของพิมพ์อร—มาทำอะไรที่นี่ในยามวิกาลที่ฝนตกหนักกระหน่ำซัดสาดขนาดนี้
มารินส่งยิ้มหวานหยดย้อยให้ ทว่าดวงตากลับคมกริบราวกับใบมีดที่ซ่อนอยู่หลังแพขนตางอนหนา เธอกวาดสายตามองรินรดาตั้งแต่หัวจรดเท้า ในชุดนอนผ้าไหมตัวหลวมโคร่งที่ดูอย่างไรก็รู้ว่าเป็นของใคร ก่อนจะเหลือบมองเลยไปเห็นร่างสูงของเจ้าของห้องที่เพิ่งเดินตามออกมาจากห้องครัว
"อุ๊ย... ฉันมารบกวนเวลาส่วนตัวของพวกคุณหรือเปล่าคะเนี่ย พอดีรถฉันเสียที่หน้าโครงการ แล้วบังเอิญจำได้ว่าพิมพ์พักอยู่ที่นี่ เลยกะว่าจะมาขอความช่วยเหลือหน่อย... ไม่คิดเลยว่าคุณเลขาฯ คนเก่งจะอยู่ดูแลบอสถึงห้องพักส่วนตัวด้วย"
น้ำเสียงจีบปากจีบคอและคำพูดที่จงใจตีความไปในทางชวนคิด ทำเอารินรดากลอกตาโดยไม่คิดจะปิดบัง ร่างบางกอดอกแน่น มุมปากยกยิ้มเหยียดนิดๆ อย่างเป็นเอกลักษณ์ประจำตัว
"ถ้าจำไม่ผิด คอนโดฯ นี้ระบบรักษาความปลอดภัยแน่นหนามากนะคะคุณมาริน หรือว่าคุณลืมไปแล้วว่ารปภ. มีหน้าที่โทรหาช่างซ่อมรถให้ลูกบ้าน แทนที่จะเดินดุ่มๆ มาเคาะห้องพักส่วนตัวของคนอื่นยามวิกาลแบบนี้"
รินรดาย้อนกลับทันควัน น้ำเสียงนิ่งสนิทแต่เชือดเฉือนจนมารินหุบยิ้มแทบไม่ทัน
"ริน"
เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยปราบขึ้นเสียก่อน บรรยากาศรอบตัวลดฮวบลงจนติดลบเมื่อพิมพ์อร้าวเดินเข้ามาหยุดยืนอยู่เคียงข้างเลขาสาว ร่างสูงในชุดเสื้อเชิร์ตสีดำพับแขนขึ้นถึงข้อศอกแผ่รังสีความเย็นชาออกมาอย่างไร้ความปรานี ดวงตาสีนิลกาฬมองแขกไม่ได้รับเชิญด้วยแววตาที่ไร้เยื่อใยโดยสิ้นเชิง
"คุณมารินมีธุระอะไรด่วนถึงขนาดต้องบุกมาถึงหน้าห้องฉันดึกดื่นป่านนี้คะ" พิมพ์อรเอ่ยถามเสียงเรียบ ไร้ซึ่งไมตรีจิตใดๆ ทั้งสิ้น
"พิมพ์..." มารินทำทีเป็นเสียงอ่อนเสียงหวาน ดวงตาคู่สวยคลอด้วยความน้อยอกน้อยใจอย่างเสแสร้ง "เราไม่ได้เจอกันตั้งนานนะ... เรื่องข่าวบ้าๆ นั่นมันเข้าใจผิดกันไปใหญ่แล้ว ฉันแค่อยากมาคุยกับพิมพ์ให้รู้เรื่อง แต่โทรหาเท่าไหร่พิมพ์ก็ไม่รับสาย จนฉันต้อง..."
"ฉันคิดว่าเราเคลียร์กันชัดเจนตั้งแต่เดือนก่อนแล้วนะคะ" พิมพ์อรตัดบทอย่างไร้เยื่อใย น้ำเสียงเด็ดขาดจนมารินหน้าเสีย "และที่นี่... ไม่ใช่สถานที่ที่คุณควรจะมาเดินเพ่นพ่านยามวิกาล กรุณากลับไปทางเดิมด้วยค่ะ เดี๋ยวฉันจะให้รปภ. ขึ้นมาส่ง"
พูดจบ พิมพ์อรก็ยื่นมือไปแตะที่ข้อศอกของรินรดาเบาๆ เป็นเชิงบังคับกลายๆ ให้ถอยหลังกลับเข้าห้อง แต่ทว่า...
จังหวะนั้นเอง มารินกลับพุ่งตัวเข้ามาคว้าแขนอีกข้างของพิมพ์อรไว้ ดวงตาฉายแววเว้าวอนระคนดื้อรั้น "พิมพ์จะใจร้ายกับฉันขนาดนี้เลยเหรอคะ? เพราะผู้หญิงคนนี้ใช่ไหม... เพราะเลขาฯ ปากเก่งคนนี้ใช่ไหม ที่ทำให้พิมพ์เปลี่ยนไป!"
"ปล่อยค่ะ"
พิมพ์อรสะบัดแขนออกทันทีราวกับโดนของร้อน รังสีความโกรธแผ่ซ่านออกจากตัวเธอจนรินรดายังต้องเหลือบมอง เจ้านายสาวของเธอนั้นขึ้นชื่อเรื่องความนิ่งสงบสยบความเคลื่อนไหว แต่ในยามที่ความอดทนขาดผึ่ง... พิมพ์อรก็ไม่ต่างอะไรกับพายุเฮอร์ริเคนที่พร้อมจะพัดทำลายทุกอย่างให้ราบคาบ
"อย่ามาแตะต้องตัวฉัน และอย่ามาล้ำเส้นริน" พิมพ์อรกดเสียงต่ำ ลมหายใจผ่อนเข้าออกอย่างแรงเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์ที่กำลังพุ่งปรี๊ด "ส่วนเรื่องระหว่างเรา มันจบไปนานแล้ว ตั้งแต่วันที่คุณเอาเรื่องส่วนตัวไปพูดลับหลังฉัน... จำไม่ได้เหรอคะ?"
มารินหน้าถอดสีทันที เธอกัดริมฝีปากแน่นด้วยความแค้นเคืองที่ซ่อนไว้ไม่มิด ก่อนจะหันมาจ้องหน้ารินรดาราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ "เธอ... ยัยเลขาฯ หน้าเงิน แกคงเป่าหูอะไรพิมพ์ไว้ล่ะสิ ถึงได้..."
"พอได้แล้วค่ะคุณมาริน"
รินรดาขัดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบไม่แพ้กัน ดวงตากลมโตจ้องกลับอย่างไม่เกรงกลัวแม้แต่น้อย
"การที่คุณมารingวุ่นวายอยู่หน้าห้องคนอื่นในยามฝนตกฟ้าคะนองแบบนี้ ไม่ได้ทำให้คุณดูน่าสงสารขึ้นมาหรอกนะคะ กลับทำให้คนอื่นเขาสสมเพชเสียมากกว่า เชิญค่ะ... ประตูอยู่ตรงนั้น" รินรดายกมือขึ้นผายไปยังทางเดินลิฟต์อย่างสุภาพ แต่สายตากลับจิกกัดจนอีกฝ่ายแทบกระอักเลือด
"แก...!" มารินเงื้อมือขึ้นด้วยความบันดาลโทสะ
ทว่ายังไม่ทันที่มือเรียวจะได้เหวี่ยงมาฟาดลงบนใบหน้าของเลขาสาว ร่างสูงของพิมพ์อรก็ก้าวเข้ามาขวางไว้ทันควัน พร้อมกับบีบข้อมือของมารินไว้แน่นด้วยแรงมหาศาลจนอีกฝ่ายร้องอุทานออกมาด้วยความเจ็บปวด
"ถ้าไม่อยากให้ฉันใช้มาตรการทางกฎหมายขั้นเด็ดขาดกับตระกูลของคุณ ก็ไสหัวไปซะ" พิมพ์อรกระซิบเสียงลอดไรฟัน ดวงตาดำมืดสนิทราวกับห้วงมหาสมุทรยามไร้แสงจันทร์
มารินสะบัดมือออกทันทีที่พิมพ์อรปล่อย เธอกัดฟันกรอดด้วยความเจ็บใจและอับอายขายหน้า ก่อนจะหันหลังเดินกระแทกส้นเท้าจากไปพร้อมกับเสียงร้องไห้กระซิกกระซากแบบนางเอกละครน้ำเน่าที่เสแสร้งจนหยดสุดท้าย
ประตูห้องปิดสนิทลงพร้อมกับเสียงล็อกกลอนอัตโนมัติที่ดังขึ้น ทว่าบรรยากาศภายในห้องกลับไม่ได้ผ่อนคลายลงเลยแม้แต่น้อย
ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงสายฝนที่ยังคงกระหน่ำซาดส่องกระทบกระจกหน้าต่างด้านนอก รินรดายืนนิ่งอยู่ที่เดิม หัวใจยังคงเต้นรัวด้วยเหตุการณ์ระทึกขวัญเมื่อครู่ เธอสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติ ก่อนจะหันไปเผชิญหน้ากับเจ้าของห้องที่ยืนกอดอกนิ่งอยู่ไม่ไกล
"ขอบคุณค่ะสำหรับ... การปกป้องเมื่อครู่" รินรดาเอ่ยด้วยน้ำเสียงติดจะประชดประชันเล็กน้อย เพื่อกลบเกลื่อนความสั่นไหวในอก "แต่จริงๆ ฉันจัดการเองได้ค่ะ ไม่จำเป็นต้องให้บอสมาออกโรง..."
"เงียบก่อนริน"
พิมพ์อรพูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าเดิมมาก ทว่าแววตากลับเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าและอารมณ์บางอย่างที่อัดอั้นอยู่ข้างใน
รินรดากะพริบตาปริบๆ หุบปากฉับเมื่อเห็นสีหน้าของอีกฝ่าย เจ้านายสาวเดินตรงเข้ามาหาเธอทีละก้าว... ทีละก้าว... จนรินรดาต้องถอยหลังไปชนกับผนังห้องเย็นเฉียบโดยอัตโนมัติ
"บอส..." เลขาสาวครางชื่อนั้นออกมาแผ่วเบา เมื่อร่างสูงก้าวเข้ามาประชิดตัวจนแทบไม่มีช่องว่างให้อากาศผ่าน ไหล่กว้างกักขังเธอไว้ระหว่างแขนทั้งสองข้างที่ยันผนังไว้
พิมพ์อรไม่พูดอะไร เธอก้มหน้าลงซบหน้าผากเข้ากับลาดไหล่ของรินรดา ลมหายใจอุ่นร้อนรดรินอยู่ตรงซอกคอขาวผ่อง ทำให้ร่างบางสะดุ้งเฮือกด้วยความวาบหวาม
"เหนื่อย..." เสียงพึมพำลอดออกมาจากริมฝีปากของคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเจ้านายจอมดุ "วันนี้ฉันเหนื่อยมากเลยรินรดา..."
รินรดานิ่งค้างไป หัวใจที่เคยเต้นรัวด้วยความโกรธเมื่อครู่ กลับแปรเปลี่ยนเป็นความอ่อนยวบยาบอย่างห้ามไม่อยู่ มือเรียวที่เคยคิดจะผลักไส ค่อยๆ ยกขึ้นแตะลงบนแผ่นหลังกว้างอย่างลังเล ก่อนจะตบเบาๆ เป็นเชิงปลอบโยน
"ก็... ใครใช้ให้บอสบริหารเสน่ห์เรี่ยราดล่ะคะ เรื่องมันถึงได้ตามมาวุ่นวายถึงห้องแบบนี้" ปากก็บ่นอุบอับ แต่ปลายนิ้วกลับไล้เส้นผมสีเข้มของอีกฝ่ายอย่างแผ่วเบา
พิมพ์อรเงยหน้าขึ้นสบตา รินรดาถึงกับลมหายใจสะดุดเมื่อเห็นแววตาที่ไหวระริกและเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกมากมายที่ถูกเก็บซ่อนไว้
"ฉันไม่เคยสนใจผู้หญิงคนนั้น" พิมพ์อรเอ่ยเสียงพร่า ดวงตาสีนิลจับจ้องริมฝีปากของรินรดาก่อนจะเลื่อนขึ้นสบตาตรงๆ "คนเดียวที่ฉันสนใจ... คนเดียวที่ฉันแคร์ความรู้สึก... มีแค่เธอคนเดียว รินรดา"
ตู๊ม! เหมือนมีระเบิดลูกใหญ่ลงกลางใจของเลขาสาว คำสารภาพที่หลุดออกมาอย่างไร้การปรุงแต่ง ทำเอาหน้ารินรดาร้อนผ่าวขึ้นมาทันที สมองขาวโพลนจนคิดคำพูดโต้เถียงไม่ออก
"บอส..."
"ฉันพูดจริง" พิมพ์อรขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีก จนปลายจมูกแทบจะชนกัน แววตาของคนตัวโตกว่าฉายชัดถึงความคลั่งรักที่ระเบิดออกมาจนกักเก็บไว้ไม่ไหวอีกต่อไป "ฉันหึง... หึงจนแทบบ้า เวลาที่เห็นใครเข้าใกล้เธอ หึงเวลาที่เธอไปยิ้มให้คนอื่นที่ไม่ใช่ฉัน... และฉันก็ทนไม่ได้ที่จะเห็นเธอต้องมาเจอเรื่องแย่ๆ แบบนี้เพราะอดีตงี่เง่าของฉัน"
รินรดาเบิกตากว้าง หัวใจเต้นโครมครามจนแทบจะทะลุออกมานอกอก ความซึน ความปากแข็ง และมาดนิ่งดุที่เธอเคยเห็น มลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงผู้หญิงตรงหน้าที่กำลังเว้าวอนด้วยหัวใจที่เปลือเปล่า
"ถ้าอย่างนั้น..." รินรดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก พยายามบังคับเสียงไม่ให้สั่น "บอสจะจัดการกับ... เลขาฯ คนนี้ยังไงดีล่ะคะ?"
พิมพ์อรไม่ตอบด้วยคำพูดอีกต่อไป มือเรียวเอื้อมมาประคองแก้มเนียนนุ่มของรินรดาไว้ ปลายนิ้วโป้งเกลี่ยเบาๆ ที่พวงแก้มแดงก่ำ ก่อนที่ใบหน้าคมคายจะโน้มลงมาใกล้... ใกล้จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่น
ดวงตาสีนิลคู่สวยทอดมองริมฝีปากของรินรดาราวกับจะกลืนกิน
"ฉันจะลงโทษเธอ..." พิมพ์อรกระซิบชิดริมฝีปาก เสียงพร่าสั่นระคนเย้ายวน "โทษฐานที่ทำให้ฉันคลั่งจนแทบเป็นบ้า... และขโมยหัวใจฉันไปทั้งดวง"
ทว่า... ก่อนที่ริมฝีปากของทั้งคู่จะสัมผัสกัน ท่ามกลางบรรยากาศที่กำลังพะเนียงพะเน้าและเร่าร้อนถึงขีดสุด...
*กริ๊งงงงงง!*
เสียงโทรศัพท์มือถือส่วนตัวของพิมพ์อรที่วางอยู่บนเคาน์เตอร์ครัวก็แผดเสียงดังลั่นขึ้นทำลายบรรยากาศทั้งหมดลงอย่างไม่รู้กาลเทศะ
พิมพ์อรชะงัก ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความหงุดหงิดถึงขีดสุด รินรดาเองก็สะดุ้งเฮือก ดึงสติกลับมาได้ทันควันแล้วใช้มือดันอกอีกฝ่ายให้ออกห่าง
พิมพ์อรผ่อนลมหายใจด้วยความหัวเสียอย่างเห็นได้ชัด เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูหน้าจอด้วยหางตา ตั้งใจจะกดตัดสายและโยนมันทิ้ง... แต่ทว่าสายตากลับสะดุดเข้ากับชื่อและข้อความแจ้งเตือนที่ปรากฏขึ้นบนหน้าจอ
ดวงตาสีนิลที่เคยพราวระยับด้วยความปรารถนา กลับเบิกกว้างขึ้นทีละน้อย สีหน้าของนักธุรกิจสาวเปลี่ยนจากความโกรธเกรี้ยวกลายเป็นความซีดเผือดในเสี้ยววินาที
รินรดาสังเกตเห็นความผิดปกติ จึงเอ่ยถามด้วยความสงสัยระคนระแวง "ใครโทรมาคะบอส... หน้าตาถึงได้..."
พิมพ์อรหันต์ขวับมามองรินรดา ช้าๆ ดวงตาคู่สวยสั่นไหวระริกราวกับเพิ่งรู้ความลับอันน่าสะพรึงกลัวบางอย่างที่ถูกซ่อนไว้เบื้องหลังพายุฝน
"ไม่ใช่ใครที่ไหน..." พิมพ์อรแค่นยิ้มฝื่อน น้ำเสียงแห้งผากจนแทบไม่ได้ยิน "แต่เป็นคนที่... ไม่ควรจะรู้เรื่องนี้มากที่สุด... และตอนนี้ เขากำลังยืนอยู่หน้าประตูห้องเราแล้ว"
— ติดตามตอนต่อไป —
*(ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและใจฟูไปกับความคลั่งรักของบอสพิมพ์กับน้องรินนะคะ เจอกันตอนหน้าค่ะ! — กลิ่นลิลลี่สีขาว)*
เลขาฯ ตัวร้ายกับนายท่านคลั่งรัก•ตอนที่ 22
ท่ามกลางพายุฝน
ผลงานโดย กลิ่นลิลลี่สีขาว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กลิ่นลิลลี่สีขาว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เลขาฯ ตัวร้ายกับนายท่านคลั่งรัก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!