เลขาฯ ตัวร้ายกับนายท่านคลั่งรัก•ตอนที่ 9

คำสารภาพที่พูดไม่จบ

ผลงานโดย กลิ่นลิลลี่สีขาว
เสียงปิดล็อกประตูห้องทำงานเพนท์เฮาส์หรูชั้นบนสุดดัง *‘คลิก’* เบา ๆ ทว่าในความเงียบสงัดยามวิกาลของมหานคร เสียงนั้นกลับสะท้อนก้องราวกับค้อนทุบลงบนกลางอกของรินรดา *รอก่อนเถอะ ยัยเลขาฯ ตัวแสบ… คืนนี้เธอไม่รอดเงื้อมมือฉันแน่!* ประโยคคาดโทษจากปากของพิมพ์อรเมื่อครู่ยังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาท รินรดายืนหลังชนบานประตูไม้เนื้อหนา ลมหายใจอุ่นร้อนเจือกลิ่นแอลกอฮอล์จาง ๆ จากไวน์ชั้นดีที่ดื่มร่วมกันในมื้อค่ำลอยกรุ่นอยู่ปลายจมูก หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวราวกับมีกลองชุดมาตีประโคมอยู่ข้างใน ไม่ใช่เพราะความกลัว… แต่เป็นเพราะสายตาคู่คมกริบของเจ้านายสาวที่มองมาเมื่อครู่มันเต็มไปด้วยประกายความปรารถนาที่เธอปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ‘ใจเต้นแรง’ แค่ไหน พิมพ์อรในยามนี้ไม่ได้มีมาดของประธานกรรมการบริหารบริษัทอสังหาริมทรัพย์หมื่นล้านที่ใคร ๆ ต่างเกรงกลัวอีกต่อไป เสื้อเชิ้ตสีขาวตัวโคร่งที่ถูกปลดกระดุมออกสองเม็ดเผยให้เห็นผิวเนียนละเอียด ยิ่งทำให้รินรดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก “ยืนแข็งทื่อเป็นเสาหินอยู่ตรงนั้นทำไมคะ หรือว่า… กำลังคิดหาข้ออ้างว่าจะหนีฉันยังไงดี” เสียงทุบต่ำนุ่มลึกเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบ พิมพ์อร้าวตัวพิงขอบโต๊ะทำงาน แขนเรียวทั้งสองข้างกอดอกไว้หลวม ๆ ดวงตาเรียวรีคู่นั้นหรี่ลงเล็กน้อยด้วยความเจ้าเล่ห์ มุมปากหยักยกยิ้มร้ายกาจที่ทำเอาคนมองต้องเม้มปากแน่นด้วยความหมั่นไส้ระคนประหม่า “คุณพิมพ์ก็พูดเกินไปค่ะ รินรดาจะหนีไปไหนได้ในเมื่อคีย์การ์ดห้องนี้อยู่กับคุณ” รินรดาเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย พยายามสลัดความสั่นไหวในน้ำเสียงออกไปให้มากที่สุด “อีกอย่าง… คนที่ควรจะต้องระวังตัว น่าจะเป็นคุณพิมพ์ต่างหากค่ะ” “หึ ปากเก่งจิงนะ…” พิมพ์อรแค่นหัวเราะในลำคอ ก้าวเท้าเดินเข้ามาใกล้ทีละก้าวอย่างเชื่องช้า แต่มั่นคงราวกับเสือสาวที่กำลังต้อนเหยื่อให้จนมุม “เวลาอยู่ในที่ทำงาน เถียงฉันฉอด ๆ พอมาอยู่กันสองต่อสองแบบนี้ ทำไมเสียงถึงได้เบาลงล่ะคะ หื้ม?” ระยะห่างระหว่างทั้งคู่ลดลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งรินรดารู้สึกได้ถึงไออุ่นจากร่างของอีกฝ่ายที่แผ่ซ่านเข้ามาปะทะผิวกาย กลิ่นน้ำหอมกลิ่นกุหลาบผสมวานิลลาอ่อน ๆ ที่พิมพ์อรใช้ประจำลอยอบอวลชวนให้เคลิบเคลิ้ม มันเป็นกลิ่นที่เธอคุ้นเคย แต่ทุกครั้งที่ได้กลิ่นนี้ใกล้ ๆ ทีไร สติสัมปชัญญะที่เคยมีมักจะกระเจิงหายไปทุกที รินรดาถอยหลังจนสะโพกชนเข้ากับบานประตู ปิดทางหนีอย่างสมบูรณ์แบบ พิมพ์อรทابแขนข้างหนึ่งกับบานประตู กักตัวเลขาฯ สาวไว้ในอ้อมแขนโดยปริยาย ดวงตาคมกริบจ้องลึกลงมาในดวงตาของเธอราวกับจะค้นหาความลับบางอย่างที่ซ่อนอยู่ภายใต้รอยยิ้มมั่นใจนั้น “มองอะไรคะ?” รินรดาถามเสียงสั่นเล็กน้อย เมื่อปลายนิ้วเรียวของพิมพ์อรเอื้อมขึ้นมาเกลี่ยปอยผมที่ตกลงมาเคล้าคลอข้างแก้มให้อย่างเบามือ สัมผัสนั้นแผ่วเบาราวกับขนนก แต่กลับร้อนผ่าวราوกับเปลวไฟที่แผดเผาผิวเนื้อ “มองคนปากแข็งค่ะ…” พิมพ์อรตอบเสียงกระซิบแผ่วเบา ใบหน้าสวยคมโน้มต่ำลงมาจนหน้าผากเกือบจะชิดกัน ลมหายใจอุ่นร้อนรดรินอยู่บนพวงแก้มใส “รู้ไหมคะว่าเวลาที่เธอทำท่าทางเหมือนจะไม่ยอมกั้นแต่นัยน์ตากลับสั่นไหวเนี่ย… มันน่าแกล้งขนาดไหน” “คุณพิมพ์… อย่าเข้าใกล้ฉันมากเกินไปนะคะ” รินรดายกมือขึ้นดันแผงอกอีกฝ่ายไว้เบา ๆ แต่พิมพ์อรกลับไม่มีทีท่าว่าจะถอยหลัง มีแต่จะขยับเข้ามาชิดยิ่งกว่าเดิมจนแทบไม่เหลือช่องว่างระหว่างกัน “ทำไมล่ะคะ กลัวเหรอ?” พิมพ์อรเอียงคอถาม รอยยิ้มร้ายกาจเมื่อครู่เลือนหายไป แทนที่ด้วยแววตาจริงจังที่ลุ่มลึกจนน่าใจหาย นิ้วมือที่เคยเกี่ยรูปอยผมเปลี่ยนมาเป็นประคองข้างแก้มเนียนนุ่ม ปลายนิ้วโป้งลูบไล้ริมฝีปากอิ่มที่เม้มเข้าหากันแน่นอย่างเผลอตัว “กลัวว่าใจตัวเองจะเต้นแรงจนฉันได้ยิน… หรือว่ากลัวว่าความจริงที่เก็บไว้มันจะหลุดปากออกมากันแน่คะ รินรดา” คำพูดนั้นราวกับมีค้อนทุบลงกลางใจ รินรดานิ่งค้างไป ลมหายใจสะดุดกึก ความรู้สึกมากมายที่อัดแน่นอยู่ในอกตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา—ความใกล้ชิด ความห่วงใยที่แฝงมากับการจิกกัด และความรู้สึกที่เกินเลยกว่าคำว่าเจ้านายกับลูกน้อง—มันตีรวนขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอ ใช่… เธอกลัว กลัวว่าถ้าพูดออกไปแล้วทุกอย่างจะเปลี่ยนไป แต่ในขณะเดียวกัน เธอก็เหนื่อยเหลือเกินที่จะต้องมาคอยปั้นหน้าเย็นชาใส่คนที่กุมหัวใจเธอไว้ทั้งดวง ดวงตากลมโตไหวระริก รินรดาเงยหน้าขึ้นสบตากับคนตรงตรงอย่างมีความตั้งใจใหม่ ความลังเลในแววตาค่อย ๆ ถูกแทนที่ด้วยความแน่วแน่ เธอกลืนก้อนสะอื้นลงคอสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกความกล้าทั้งหมดที่มีในชีวิต “ถ้าฉันพูดออกไป…” เสียงของรินรดาแหบพร่าลงเล็กน้อย แต่ทว่าชัดถ้อยชัดคำในความเงียบ “คุณพิมพ์… จะรับผิดชอบความรู้สึกของฉันไหมล่ะคะ” พิมพ์อรชะงักไปเล็กน้อย แววตาคมกริบฉายประกายความประหลาดใจวูบหนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นความลึกล้ำที่เปี่ยมไปด้วยความคาดหวัง หญิงสาวเลียริมฝีปากตัวเองเบา ๆ ก่อนจะเอמהเสียงพร่า “พูดมาสิคะ… ว่าเธอรู้สึกยังไงกับฉันกันแน่” รินรดารวบรวมแรงเฮือกสุดท้าย หัวใจเต้นโครมครามจนแทบจะกระเด็นออกมานอกอก เธอกำชายเสื้อเชิ้ตของพิมพ์อรแน่น หลับตาลงครู่หนึ่งเพื่อซ่อนความเขินอาย ก่อนจะลืมตาขึ้นสบประสานกับสายตาคู่นั้นอีกครั้ง “ความจริงแล้ว… ฉัน…” *ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!* เสียงเคาะประตูดังสนั่นหวั่นไหวขึ้นขัดจังหวะทันที ท่ามกลางความเงียบงันของห้องเพนท์เฮาส์ ราวกับฟ้าผ่าลงกลางกระบาล! “คุณพิมพ์คะ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วค่ะ! หุ้นของบริษัทพาร์ทเนอร์รายใหญ่กำลังดิ่งเหว และท่านประธานใหญ่กำลังต่อสายตรงมาหาคุณด่วนที่สุดเลยค่ะคุณพิมพ์!” เสียงตะโกนร้อนรนของเลขาฯ หน้าห้องอีกคนดังลอดผ่านบานประตูเข้ามา ทำลายบรรยากาศสีชมพูที่กำลังร้อนระอุจนมอดดับลงในพริบตา! พิมพ์อรผละถอยหลังออกมาทันที ใบหน้าสวยคมที่เมื่อครู่เต็มไปด้วยความเย้ายวนแปรเปลี่ยนเป็นความเคร่งขรึมและหงุดหงิดสุดขีดจนน่ากลัว ดวงตาคู่สวยตวัดมองไปที่ประตูด้วยความหัวเสียสุดกำลังก่อนจะหันกลับมามองรินรดาที่ยืนหน้าแดงก่ำด้วยความรู้สึกที่ค้างเติ่งอยู่กลางอากาศ “เวรกรรมเอ๊ย…” พิมพ์อรสบถเบา ๆ อย่างหัวเสียที่สุดในรอบปี ก่อนจะคว้าโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะขึ้นมาด้วยใบหน้าบึ้งตึงสุดขีด แล้วหันมามองหน้าเลขาฯ ตัวแสบที่ตอนนี้ยืนกะพริบตาปริบ ๆ ด้วยความรู้สึกกลั้นหัวเราะก็ไม่ได้ ร้องไห้ก็ไม่ออก “เรื่องนี้… เรายังคุยกันไม่จบนะคะ รินรดา!” ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมฟินไปกับความสัมพันธ์ที่ชวนลุ้นนี้ด้วยกันนะคะ!
สารจากนักเขียน (กลิ่นลิลลี่สีขาว)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เลขาฯ ตัวร้ายกับนายท่านคลั่งรัก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%