เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นหินอ่อนดัง *คลิก... คลิก...* แทรกเข้ามาในระยะประชิด ทำลายบรรยากาศน่าอึดอัดที่เพิ่งก่อตัวขึ้นระหว่างเสาต้นใหญ่ได้อย่างไร้รสนิยม รินรดาผ่อนลมหายใจออกทางจมูกอย่างโล่งอก—หรืออาจจะโล่งใจเกินไปนิด จนเผลอสะบัดข้อมือออกจากอุ้งมืออุ่นจัดของพิมพ์อรราวกับกลัวว่าไฟจากอีกฝ่ายจะลามมาลวกผิว
"อุ๊ย ตายจริง... ดิฉันไม่ได้ขัดจังหวะอะไรสำคัญอยู่ใช่ไหมคะ ท่านประธาน?"
น้ำเสียงแหลมสูงที่เคลือบด้วยความอยากรู้อยากเห็นจนล้นปรี่ดังขึ้น พร้อมกับร่างระหงในชุดราตรีสีแดงเพลิงของ ‘มณิการ์’ รองประธานฝ่ายการตลาดที่ก้าวเข้ามาหยุดยืนห่างจากพวกเธอเพียงไม่กี่ก้าว ดวงตากลมโตภายใต้ขนตางอนหนาพราวระยับด้วยประกายวิบวับยามกวาดตามองคนทั้งคู่สลับไปมา รอยยิ้มที่ยกมุมปากขึ้นครึ่งหนึ่งนั้นเต็มไปด้วยความหมายแฝงที่ใครมองก็รู้ว่าเจ้าตัวกำลังสนุกสนานกับสถานการณ์ตรงหน้าแค่ไหน
รินรดากระชับแฟ้มเอกสารในมือแน่นขึ้นโดยอัตโนมัติ เธอยืดตัวตรง ปรับสีหน้าให้กลับมาเป็นเลขาฯ ผู้เพียบพร้อมอย่างไร้ที่ติในเสี้ยววินาที ทว่าหัวใจเจ้ากรรมกลับยังเต้นรัวระรัวเหมือนกลองเพล สะท้อนร่องรอยความตื่นตระหนกที่พิมพ์อรเพิ่งสร้างไว้เมื่อครู่
"คุณมณิการ์มีธุระอะไรด่วนกับฉันหรือเปล่าคะ" พิมพ์อรเอ่ยขึ้น น้ำเสียงราบเรียบจนเย็นเยียบ แววตาที่ทอดมองผู้มาใหม่ไร้ซึ่งความอบอุ่นโดยสิ้นเชิง รังสีความหงุดหงิดแผ่ซ่านออกมาจากตัวหญิงสาวอย่างชัดเจน จนมณิการ์ถึงกับหุบยิ้มลงไปนิดหนึ่ง
"แหม ท่านประธานก็... หวงพื้นที่ส่วนตัวจังเลยนะคะ พอดีทางฝ่ายประชาสัมพันธ์กำลังตามหาตัวคุณรินรดาอยู่ค่ะ เห็นว่ามีเรื่องเอกสารงบประมาณจัดซื้อของงานเลี้ยงคืนนี้ที่ต้องให้เลขาฯ คนเก่งช่วยคอนเฟิร์มด่วนเลย มณิการ์ก็เลยอาสาเดินมาตามให้เอง เพราะเห็นว่าท่านประธานปลีกตัวออกมานานเกินไปแล้ว ประเดี๋ยวแขกเหรื่อข้างในจะมองไม่เอานะคะ"
มณิการ์กล่าวด้วยน้ำเสียงจีบปากจีบคอ แม้คำพูดจะฟังดูเป็นการทำงาน แต่สายตากลับเหลือบมองรินรดาด้วยความประเมินและหมั่นไส้ในเวลาเดียวกัน ใครๆ ในบริษัทก็รู้ว่าท่านประธานจอมเนียบคนนี้ใช้งานเลขาฯ หนักหนาสสาหัสแค่ไหน แต่ทำไมพักหลังๆ ถึงได้ตัวติดกันแจ จนมีข่าวลือหนาหูว่าความสัมพันธ์มันล้ำเส้นเจ้านายกับลูกน้องไปไกลลิบ
"เรื่องแค่นี้ทำไมต้องรบกวนคุณรินรดาถึงตัว ส่งข้อความหาก็สิ้นเรื่อง" พิมพ์อรสวนกลับทันควัน น้ำเสียงตึงเครียดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาคมกราบกวาดมองลูกน้องร่วมบริษัทด้วยความไม่พอใจ "แล้วอีกอย่าง หน้าที่ของฉันจะไปไหน นานแค่ไหน คงไม่ต้องให้คุณมารายงานความประพฤติหรอกมั้งคะ"
บรรยากาศรอบตัวลดอุณหภูมิลดฮวบทันที รินรดารีบขยับตัวก้าวออกมายืนขนาบข้างเจ้านายครึ่งก้าวตามสัญชาตญาณของการเป็นเลขาฯ ที่ต้องคอยไกล่เกลี่ยสถานการณ์ตึงเครียดก่อนที่มันจะบานปลาย
"ถ้าอย่างนั้นดิฉันขอตัวไปดูเรื่องเอกสารกับคุณมณิการ์ก่อนนะคะท่านประธาน" รินรดาเอ่ยตัดบทด้วยน้ำเสียงสุภาพเรียบร้อย รอยยิ้มเจื่อนๆ ถูกแต่งแต้มบนใบหน้าเพื่อรักษาหน้าทุกฝ่าย "เชิญค่ะคุณมณิการ์"
หญิงสาวร่างสูงในชุดสีแดงเพลิงปรายตามองรินรดาก่อนจะยอมหันหลังเดินนำออกไป แต่ไม่วายทิ้งท้ายด้วยประโยคชวนหมั่นไส้ "รีบหน่อยนะคะคุณรินรดา ท่านประธานคงไม่อยากให้ใครมาขัดเวลา 'ส่วนตัว' นานเกินไปหรอกค่ะ"
ลับหลังร่างของรองประธานจอมจุ้น รินรดาก็ผ่อนลมหายใจยาวเหยียดออกมา เธอหันกลับไปเตรียมจะเอ่ยขอตัวและตักเตือนเจ้านายเบาๆ เรื่องการใช้อารมณ์ แต่ยังไม่ทันอ้าปาก ร่างสูงโปร่งของพิมพ์อรก็ขยับเข้ามาประชิดตัวอย่างรวดเร็ว จนแผ่นหลังของรินรดาแนบติดกับเสาหินเย็นเฉียบอีกครั้ง!
*ตุบ... ตุบ...*
หัวใจที่เพิ่งสงบลงกลับมากระหน่ำซัดแรงยิ่งกว่าเดิม เมื่อวงแขนเรียวของพิมพ์อรยกขึ้นกักตัวเธอไว้กับเสา ฝ่ามือข้างหนึ่งทาบลงบนพื้นหินเหนือหัวไหล่ของเธอ ส่วนมืออีกข้าง... เอื้อมมาคว้าข้อมือเรียวที่ถือแฟ้มไว้แน่น ดึงมันลงข้างลำตัวแล้วกดแนบชิดกับอกเสื้อของอีกฝ่าย
"ท่านประธาน... ทำอะไรคะเนี่ย นี่มันกลางทางเดินนะคะ!" รินรดาอุทานเสียงเบาอย่างตกใจ ดวงตากลมโตเบิกกว้างเมื่อใบหน้าสวยคมของเจ้านายโน้มลงมาใกล้เสียจนปลายจมูกแทบจะชนกัน
"แล้วไงคะ?" พิมพ์อรเอמהเสียงกระซิบต่ำพร่า แววตาคมกริบที่เคยนิ่งดุ บัดนี้กลับลุกโชนด้วยประกายบางอย่างที่ทำให้รินรดาต้องรีบเบือนหน้าหนี "กลัวคนอื่นเห็นเหรอ หรือกลัวว่าเขาจะรู้ว่าฉันกำลังทำอะไรกับคุณอยู่"
"คุณพิมพ์... ตั้งสติหน่อยค่ะ คุณกำลังเมาไวน์แน่ๆ ถึงได้พูดจาแปลกๆ แบบนี้" รินรดาพยายามใช้น้ำเสียงดุเพื่อกลบเกลื่อนความสั่นไหวในน้ำเสียงของตัวเอง เธอพยายามดันลาดไหล่ภายใต้เสื้อสูทเนื้อดีของอีกฝ่ายออกเบาๆ แต่พิมพ์อรกลับยิ่งโน้มตัวเข้าใกล้ ปิดกั้นทุกช่องทางหนีราวกับแม่ายักษ์ตัวใหญ่ที่กำลังจ้องจะตะครุบเหยื่อ
"ฉันไม่ได้เมา" พิมพ์อรเอ่ยเสียงเรียบ แต่ดวงตากลับจริงจังเสียจนรินรดาไม่กล้าสบตาตรงๆ "และฉันก็ไม่ได้พูดจาแปลกๆ ด้วย ริน... ทำไมช่วงนี้คุณชอบทำตัวออกห่างฉันจัง หืม?"
คำถามนั้นมาพร้อมกับปลายนิ้วอุ่นจัดที่เลื่อนขึ้นมาเกลี่ยปอยผมลู่กรอบหน้าของรินรดาอย่างเบามือ สัมผัสแผ่วเบานั้นทำเอาขนลุกซู่ไปทั้งร่าง รินรดาเม้มริมฝีปากแน่น รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังยืนอยู่บนปากเหว ความรู้สึกต่อต้านที่เธอพยายามสร้างขึ้นเพื่อปกป้องหัวใจตัวเองกำลังพังทลายลงทีละน้อยภายใต้การรุกไล่ที่ไร้ความปรานีนี้
"ฉันไม่ได้ออกห่างค่ะ ฉันก็แค่... ทำหน้าที่เลขาฯ ตามปกติ" รินรดาเค้นเสียงตอบออกไป แม้ว่าน้ำเสียงจะเริ่มสั่นพร่าไม่เป็นทรง
"หน้าที่เหรอ?" พิมพ์อรแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่เจือความน้อยใจอย่างปิดไม่มิด "หน้าที่เลขาฯ ที่ไหนเขาถอยหนีเวลาเจ้านายเข้าใกล้ หน้าที่เลขาฯ ที่ไหนเขาทำหน้าเหมือนอยากจะวิ่งหนีฉันให้ไกลที่สุดทุกครั้งที่เราอยู่กันสองต่อสอง"
"ก็เพราะว่า..." รินรดาเผลอหลุดปากเสียงดังขึ้นนิดหนึ่ง ก่อนจะรีบหุบปากฉับเมื่อนึกขึ้นได้ว่านี่คือทางเดินสาธารณะ เธอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก หลุบตาลงมองกระดุมเสื้อเม็ดบนของพิมพ์อรแทนการสบตาคู่คมคู่นั้น "เพราะว่าท่านประธาน... ล้ำเส้นเกินกว่าเจ้านายกับลูกน้องยังไงล่ะคะ"
ความเงียบโรยตัวลงชั่วขณะ มีเพียงเสียงเพลงแผ่วเบาจากห้องจัดเลี้ยงด้านในที่ลอยมาตามลม พิมพ์อรนิ่งไปชั่วอึดใจ ก่อนที่ริมฝีปากหยักสวยจะได้รูปนั้นจะยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่ไม่ได้เย้ยหยัน แต่มันกลับเต็มไปด้วยความดื้อรั้นและเอาแต่ใจจนน่าตี
"ล้ำเส้นเหรอ?" พิมพ์อรทวนคำเสียงแผ่ว ใบหน้าสวยโน้มเข้าไปกระซิบชิดใบหูของเลขาฯ สาว จนลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดลาดไหล่เนียน "งั้นก็แปลว่าที่ผ่านมา ฉันยังรุกไม่หนักพอสินะ ถึงทำให้คุณยังกล้าพูดคำว่า 'เจ้านายกับลูกน้อง' ออกมาได้หน้าตาเฉยแบบนี้"
รินรดาผวากับคำพูดนั้น เธิงัดแรงเฮือกสุดท้ายดันอกอีกฝ่ายออกเต็มแรงจนพิมพ์อรต้องยอมถอยหลังไปก้าวหนึ่ง ทว่าดวงตากลับยังคงพราวระยับด้วยความท้าทาย
"คุณพิมพ์อร! กรุณาให้เกียรติสถานะของเราด้วยค่ะ ฉันเป็นแค่ลูกจ้าง..."
"ลูกจ้างเหรอ?" พิมพ์อรตัดบททันควัน ดวงตาคมกริบหรี่ลงเล็กน้อยด้วยความดื้อดึง ก่อนที่เจ้านายสาวจะก้าวเข้าไปประชิดตัวรินรดาอีกครั้งด้วยความเร็วจนตั้งตัวไม่ทัน มือเรียวคว้าหมับเข้าที่เอวบางของรินรดาแล้วดึงเข้าหาตัวจนแนบชิดติดกันไร้ช่องว่าง ลมหายใจปะทะกันจนรับรู้ถึงไออุ่นร้อนรุ่ม "ถ้าเป็นแค่ลูกจ้าง... ทำไมเวลาฉันมองคนอื่น คุณถึงทำหน้าเหมือนอยากจะกินเลือดกินเนื้อฉันล่ะ หืม รินรดา?"
คำถามนั้นราวกับสายฟ้าฟาดเปรี้ยงลงกลางใจ รินรดาร่างแข็งทื่อ ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงจนพูดไม่ออก ความลับที่เธอพยายามเก็บซ่อนไว้มิดชิดมาตลอด ถูกอีกฝ่ายมองทะลุปรุโปร่งด้วยประโยคเดียว
พิมพ์อรยกยิ้มมุมปากอย่างผู้ชนะ เมื่อเห็นใบหน้าสวยหวานของเลขาฯ สาวเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำด้วยความจำนนต่อหลักฐาน มือเรียวที่โอบเอวเธออยู่กระชับแน่นขึ้น พร้อมกับเสียงกระซิบพร่าที่ดังชิดริมฝีปาก จนรินรดาแทบหยุดหายใจ
"จำไว้นะคะรินรดา... อย่าทำตัวเป็นเจ้าของฉัน ทั้งที่ตัวคุณเองนั่นแหละ... เป็นของฉันตั้งแต่หัวจรดเท้ามานานแล้ว"
*ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!*
เสียงเคาะประตูกระจกฝ้าจากห้องทำงานส่วนตัวที่อยู่ถัดไปไม่ไกลดังขึ้นขัดจังหวะ พร้อมกับเสียงเรียกใสๆ ของพนักงานต้อนรับที่ตะโกนเข้ามาโดยไม่ทันระวัง
"คุณรินรดาคะ! เอกสารงบประมาณด่วนที่สุดจากฝ่ายบัญชีมาส่งแล้วค่ะ ท่านประธานอยู่ในห้องไหมคะ พอดี ผอ. ฝ่ายการเงินโทรมาตามสายด่วนค่ะ!"
รินรดาสดุ้งสุดตัวราวกับคนทำความผิดแล้วถูกจับได้คาหนังคาเขา เธอออกแรงผลักพิมพ์อรสุดแรงเกิดจนร่างสูงเซถอยหลังไปสองก้าว ใบหน้าร้อนผ่าวรากับมีคนเอาเตาไฟมาจ่อใกล้ๆ
"ฉัน... ฉันต้องไปทำงานแล้วค่ะ!"
ทว่าในวินาทีที่รินรดาทำท่าจะหมุนตัววิ่งหนีความอาย พิมพ์อรกลับไวรัสเร็วกว่า มือเรียวคว้าข้อมือเธอไว้ได้ทัน พร้อมกับออกแรงดึงรั้งเบาๆ ให้ร่างบางหันกลับมาประชิดตัวอีกครั้ง ดวงตาคมกริบมองลึกเข้าไปในดวงตาที่สั่นไหวของเธอ ก่อนจะโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนริมฝีปากเกือบจะแตะกัน
"จะรีบไปไหนล่ะคะคนเก่ง..." พิมพ์อรกระซิบเสียงต่ำพร่าที่ข้างใบหู แววตาเต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์ที่รินรดาไม่เคยเห็นมาก่อน "คุยเรื่อง 'สถานะ' ของเรายังไม่ทันจบเลยนะ... ไว้คืนนี้ เราค่อยเคลียร์เรื่องนี้กันยาวๆ ในห้องทำงานส่วนตัวของฉัน... ดีไหมคะ?"
หวังว่าตอนนี้น จะทำให้หัวใจของรี้ดเดอร์เต้นแรงและฟินจิกหมอนไปกับความคลั่งรักแบบไม่พักของท่านประธานกันนะคะ! ขอบคุณที่ติดตามและสนับสนุน "กลิ่นลิลลี่สีขาว" เสมอมานะคะ!
เลขาฯ ตัวร้ายกับนายท่านคลั่งรัก•ตอนที่ 6
อย่าทำตัวเป็นเจ้าของ
ผลงานโดย กลิ่นลิลลี่สีขาว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กลิ่นลิลลี่สีขาว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เลขาฯ ตัวร้ายกับนายท่านคลั่งรัก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!