เสียงปรบมือเบาๆ สองครั้งจากหัวโต๊ะประชุมใหญ่ ไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศอึดอัดภายในห้องปรับอากาศอุณหภูมิยี่สิบเอ็ดองศาเซลเซียสนี้เบาบางลงเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม มันกลับสร้างแรงกดดันชนิดที่ทำให้ผู้บริหารระดับสูงหลายคนถึงกับต้องกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
พิมพ์อรในชุดสูทเข้ารูปสีเทาเข้ม นั่งไขว่ห้างด้วยท่าทางสง่างาม ทว่าแววตากลับคมกริบราวกับใบมีดโกนที่อาบยาพิษ ปลายนิ้วเรียวยาวเคาะโต๊ะกระจกใสเป็นจังหวะเนิบนาบ ทุกลมหายใจที่ถูกพ่นออกมาจากริมฝีปากเคลือบลิปสติกสีแดงก่ำล้วนเต็มไปด้วยอำนาจที่กดทับคนทั้งห้องให้แทบหยุดหายใจ
"ข้อเสนอโครงการร่วมทุนของฝ่ายพัฒนาธุรกิจ... มีช่องโหว่เยอะจนฉันสงสัยว่า เอาสมองส่วนไหนคิด หรือเอาความมั่นใจส่วนไหนมาเสนอหน้าให้ฉันอนุมัติคะ"
น้ำเสียงเรียաբรื่นแต่เชือดเฉือนนั้นพุ่งตรงไปยังหัวหน้าทีมพัฒนาธุรกิจจนอีกฝ่ายหน้าซีดเผือด รินรดายืนนิ่งสงบอยู่ด้านหลังเก้าอี้ตัวใหญ่ของเจ้านายสาว ใบหน้าเรียบเนียนสวมหน้ากากเลขาฯ มืออาชีพได้อย่างแนบเนียน แม้ว่าในอกข้างซ้ายจะยังหลงเหลือร่องรอยความหน่วงจากเหตุการณ์เมื่อวานนี้ไม่จางหายก็ตาม
เธอกับพิมพ์อรไม่ได้คุยกันเป็นการส่วนตัวเลยตั้งแต่เมื่อวาน หลังจากวินาทีที่รินรดาเลือกจะเดินหันหลังออกมา พิมพ์อรก็เก็บตัวเงียบอยู่ในห้องทำงานส่วนตัวตลอดทั้งคืน ส่วนเธอก็ทำงานในส่วนของตัวเองด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดที่อธิบายเป็นคำพูดไม่ได้
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องประชุมอยู่หลายวินาที จนกระทั่งหัวหน้าทีมพัฒนาธุรกิจเอ่ยเสียงสั่น "ระ... รินรดาช่วยตรวจสอบตัวเลขเบื้องต้นแล้วนี่ครับ ท่านประธาน"
ปึง!
แฟ้มเอกสารหนาปึกถูกกระแทกลงบนโต๊ะเสียงดังสนั่น พิมพ์อรหันขวับมามองลูกน้องคนสนิททันที ดวงตาคู่นคมวาวโรจน์ด้วยความไม่พอใจที่พุ่งเป้ามาผิดคน
"อย่าเอาความสะเพร่าของตัวเอง ไปโยนให้คนอื่นรับผิดชอบค่ะคุณวิชิต!" พิมพ์อรแหวใส่เสียงกร้าว "รินรดาทำหน้าที่กลั่นกรองตามหน้าที่ แต่คนสรุปแผนงานบ้าๆ นี่ขึ้นมานำเสนอคือคุณ! ถ้าแยกแยะงานไม่ออกว่าใครควรรับผิดชอบอะไร ลาออกไปนั่งพับถุงกระดาษอยู่บ้านน่าจะเหมาะกว่านะคะ!"
บรรยากาศในห้องตึงเครียดจนแทบจะตัดเฉือนได้ รินรดากะพริบตาช้าๆ ปรับสีหน้าให้เป็นปกติ ก่อนจะก้าวออกมายืนเคียงข้างโต๊ะทำงานของเจ้านาย พร้อมรอยยิ้มสุภาพที่เคลือบไปด้วยความเย้ยหยันเล็กๆ ในระดับที่พิมพ์อรเท่านั้นจะสังเกตเห็น
"ท่านประธานใจเย็นก่อนดีกว่าค่ะ..." รินรดาเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่หนักแน่น "ทางคุณวิชิตอาจจะมองข้ามรายละเอียดปลีกย่อยไปจริงๆ แต่ในฐานะที่ดิฉันเป็นคนช่วยตรวจทานและพบช่องโหว่เหล่านี้ตั้งแต่แรก... ดิฉันคิดว่าเราน่าจะให้โอกาสพวกเขาแก้ไขภายในเย็นนี้นะคะ ดีกว่าจะมาไล่ใครออกกลางห้องประชุมแบบนี้ เสียภาพลักษณ์บริษัทเปล่าๆ ค่ะ"
พิมพ์อรหันขวับมาจ้องหน้าเลขาฯ สาวทันที ดวงตาคู่นั้นวาววับด้วยความขัดเคืองใจ เธอไม่ได้โกรธวิชิตเท่าไหร่หรอก แต่สิ่งที่ทำให้เธอหงุดหงิดจนแทบคลั่งคือท่าที ‘ใจดีสู้เสือ’ และสายตาที่มองเธอราวกับเธอกำลังงี่เง่าไร้เหตุผลต่างหาก
"รินรดา..." พิมพ์อรเรียกชื่ออีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงต่ำลอดไรฟัน รอยยิ้มหยันผุดขึ้นที่มุมปากสวย "นี่คุณกำลังสั่งสอนฉันเหรอคะ? ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่เลขาฯ อย่างคุณ มีสิทธิ์มาออกความเห็นเรื่องการบริหารงานบุคคลในที่ประชุม?"
"ดิฉันไม่ได้สั่งสอนค่ะท่านประธาน..." รินรดาตอบกลับทันควัน ดวงตากลมโตสบตากลับอย่างไม่เกรงกลัวแม้แต่น้อย ความอัดอั้นตันใจที่สะสมมาตั้งแต่เมื่อวานเริ่มหาทางระบายออกทางคำพูด "ดิฉันแค่ทำหน้าที่เตือนสตินายจ้าง ที่พักนี้ดูจะมีอารมณ์ส่วนตัวเข้ามาปะปนกับเรื่องงานมากเป็นพิเศษ... จนพนักงานขวัญผاتกันหมดแล้วค่ะ"
ฮือฮา! เสียงกระซิบกระซาบดังขึ้นเบาๆ ในห้องประชุม ทุกคนต่างรู้กิตติศัพท์ความโหดของท่านประธานดี แต่ไม่มีใครหน้าไหนกล้าหาญชาญชัยถึงขนาดต่อปากต่อคำกลางที่ประชุมแบบซึ่งๆ หน้าเช่นนี้มาก่อน
พิมพ์อรสูดลมหายใจเข้าลึกจนอกอิ่มกระเพื่อมไหว มือบางที่วางอยู่บนตักกำเข้าหากันแน่นจนข้อต่อนิ้วขาวซีด เธอลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แรงกดดันรอบตัวแผ่ซ่านออกมาจนน่ากลัว ร่างระหงก้าวเข้ามาประชิดตัวรินรดาทีละก้าว จนเลขาฯ สาวต้องเป็นฝ่ายผถอยหลังไปชนกับพนักเก้าอี้
"เลิกประชุม!"
คำสั่งเฉียบขาดถูกประกาศกร้าวออกมาโดยไม่ต้องรอให้ใครอนุมัติ บรรดาผู้บริหารและหัวหน้าฝ่ายต่างรีบเก็บข้าวของใส่กระเป๋าแล้วเดินออกจากห้องประชุมด้วยความเร็วแสงภายในเวลาไม่ถึงสิบวินาที ประตูห้องถูกปิดสนิทลง เหลือเพียงเจ้านายสาวจอมเผด็จการกับเลขาฯ ตัวแสบที่ยังคงยืนจ้องหน้ากันชนิดตาต่อตาฟันต่อฟัน
คลิก! เสียงล็อกประตูห้องประชุมดังขึ้นจากฝั่งของพิมพ์อร
รินรดากลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ แม้จะปากเก่งแค่ไหน แต่ยามที่พิมพ์อรโหมด ‘หมาบ้าร่างทอง’ เผลอปล่อยออร่าความน่ากลัวออกมาแบบนี้ เธอก็แอบใจสั่นระทึกไม่น้อยเหมือนกัน
"ล็อกประตูทำไมคะ..." รินรดาพยายามทำเสียงให้ปกติที่สุด เชิดคางขึ้นเล็กน้อยเพื่อรักษาฟอร์ม "เราคุยกันเรื่องงานจบไปแล้วนี่คะ ท่านประธานมีอะไรจะตักเตือนเลขาฯ เป็นการส่วนตัวอีกเหรอคะ"
พิมพ์อรไม่ตอบ เธอย่างสามขุมเข้ามาใกล้เรื่อยๆ จนรินรดาต้องถอยหลังจนสะโพชนุ่มแนบชิดติดกับขอบโต๊ะประชุม กลิ่นน้ำหอมแบรนด์หรูประจำตัวเจ้านายสาวลอยมาแตะจมูก ปะปนกับกลิ่นไอความร้อนรุ่มที่แผ่ออกมาจากตัวของอีกฝ่าย
"ปากเก่งนักนะคะ..." พิมพ์อรเอ่ยเสียงกระซิบแหบพร่า ใบหน้าสวยเฉี่ยวก้มลงมาจนห่างกันเพียงคืบ แววตานิ่งดุเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความคุกรุ่นที่ร้อนแรงจนรินรดารู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง "กล้าดียังไงมาว่าฉันเอาอารมณ์ส่วนตัวมาปะปนกับงานฮึ? รินรดา"
"ก็... ก็มันจริงนี่คะ" รินรดาเบือนหน้าหนีเล็กน้อยเพื่อซ่อนความหวั่นไหวที่เริ่มตีตื้นขึ้นมาในอก "ใครๆ เขาก็รู้ว่าท่านประธานหงุดหงิดใส่คนอื่นตั้งแต่เมื่อวาน... อ๊ะ!"
ยังไม่ทันที่รินรดาจะพูดจบ มือเรียวร้อนจัดของพิมพ์อรก็พุ่งเข้ามาคว้าเอวบางเอาไว้แล้วดึงเข้าหาตัวอย่างแรง จนร่างของเธอลอยหวือไปปะทะกับแผ่นอกอิ่มของอีกฝ่ายอย่างจัง ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดพวงแก้มเนียนจนรู้สึกร้อนผ่าวไปหมด
"ปล่อยนะคะ! ทำบ้าอะไรเนี่ย นี่มันห้องประชุมนะ!" รินรดาหน้าแดงก่ำ พยายามใช้มือดันไหล่กว้างของเจ้านายเอาไว้ แต่แรงมหาศาลจากคนที่ตัวสูงกว่ากลับทำให้เธอขยับเขยื้อnแทบไม่ได้
"ห้องประชุมแล้วยังไงคะ? ในเมื่อลูกน้องตัวดีมันปากดีจนฉันอยากจะจัดการให้หลาบจำซะตรงนี้" พิมพ์อรโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนริมฝีปากแทบจะชนกัน สบตากับเลขาฯ สาวด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความตัดพ้อและความคลั่งรักที่ถูกกดทับไว้มานาน "รู้ไหมคะว่าตั้งแต่เมื่อวาน... ฉันแทบไม่ได้นอนเลยสักนาทีเดียว เพราะมัวแต่คิดว่าทำไมเลขาฯ ตัวร้ายถึงใจร้ายกับฉันได้ขนาดนั้น"
รินรดาชะงักไป ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ความโกรธเคืองที่เคยมีมลายหายไปในพริบตา เมื่อได้เห็นแววตาไหวระริกที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความดุดันนั้น
"ท่าน... ประธานหมายความว่ายังไงคะ" เสียงของเธอแผ่วเบาลงโดยไม่รู้ตัว
"อย่ามาทำเป็นใสซื่อค่ะ รินรดา" พิมพ์อรขยับริมฝีปากเข้าใกล้ใบหูขาวสะอาด กระซิบเสียงพร่าด้วยน้ำเสียงที่สั่นน้อยๆ อย่างควบคุมไม่อยู่ "ที่คุณเดินหนีฉันไปเมื่อวาน... คุณตั้งใจจะลงโทษฉันใช่ไหมคะ? รู้ทั้งรู้ว่าฉันไม่เคยเก่งเรื่องการง้อใคร... แต่คุณก็ยังใจร้ายทิ้งฉันไว้คนเดียว"
หัวใจของรินรดากระตุกวูบ ความรู้สึกอุ่นซ่านแผ่กระจายไปทั่วอก ไอร้อนจากอ้อมกอดของเจ้านายสาวทำให้เธอรู้สึกเหมือนกำลังจะละลาย
"ใครใช้ให้คุณปากแข็งล่ะคะ..." รินรดาพึมพำตอบเสียงเบา ดวงตาคู่สวยหลบสายตาคู่นคมที่กำลังมองมาอย่างเว้าวอน "ถ้าคุณไม่ปากแข็งใส่ฉันก่อน ฉันจะเดินหนีทำไม..."
พิมพ์อรหัวเราะในลำคอเบาๆ มือข้างหนึ่งที่โอบเอวอยู่เปลี่ยนเป็นเกลี่ยไล้กรอบหน้าเนียนแผ่วเบา สัมผัสอ่อนโยนนั้นช่างขัดกับภาพลักษณ์ดุร้ายเมื่อครู่นี้ลิบลับ
"งั้นเรามาตกลงกันใหม่นะคะ..." พิมพ์อรเอ่ยเสียงหวาน ชวนใจสั่นระทัว "ต่อจากนี้ ห้ามพูดจาประชดประชัน ห้ามเดินหนีเวลาฉันโมโห... และที่สำคัญที่สุด ห้ามใจร้ายกับฉันอีกเด็ดขาด ไม่งั้น..."
"ไม่งั้น... จะทำไมคะ?" รินรดาเงยหน้าขึ้นสบตา ท้าทายกลับด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์เล็กๆ ตามนิสัยเดิม
พิมพ์อรยิ้มมุมปาก แววตาคมกริบฉายประกายความเจ้าเล่ห์ไม่แพ้กัน ก่อนที่ริมฝีปากอิ่มจะโน้มลงมาใกล้จนเกือบจะแตะกลีบปากนุ่มของเลขาฯ สาว
"ไม่งั้น... ฉันจะจูบคุณจนกว่าคุณจะหายพยศเลยค่ะ รินรดา"
ก๊อกๆๆ!
เสียงเคาะประตูดังขึ้นขัดจังหวะความหวานซึ้งกลางห้องประชุมอย่างไม่รู้กาลเทศะ ตามด้วยเสียงหวานใสของบุคคลที่สามที่ดังทะลุเข้ามาทันที
"พิมคะ! อยู่ข้างในหรือเปล่า? คุณอาฝากให้เอาเอกสารสำคัญมาให้... เอ๊ะ ทำไมประตูล็อกล่ะคะ?"
ร่างบางของหญิงสาวอีกคนยืนอยู่หน้าประตู พร้อมกับสีหน้าสงสัย ขณะที่รินรดาเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ผักพิมพ์อรออกห่างแทบไม่ทัน เมื่อตระหนักได้ว่าใครคือคนที่กำลังยืนอยู่หลังบานประตูนั้น!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาฟินและจิกหมอนไปกับความคลั่งรักของเจ้านายสาวกับเลขาฯ ตัวร้ายในตอนนี้ด้วยนะคะ!
เลขาฯ ตัวร้ายกับนายท่านคลั่งรัก•ตอนที่ 15
การปะทะฝีปาก
ผลงานโดย กลิ่นลิลลี่สีขาว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กลิ่นลิลลี่สีขาว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เลขาฯ ตัวร้ายกับนายท่านคลั่งรัก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!