เสียงกุญแจกระทบกันในกระเป๋าเสื้อคลุมดังกรุ๊งกริ๊ง... เบาหวิวแต่กลับทรงพลังพอกที่จะหยุดยั้งทุกอณูอากาศในห้องทำงานวีไอพีแห่งนี้ให้แข็งค้าง รินรดาเบิกตากว้างจนแทบถลน สัญชาตญาณการเอาตัวรอดกรีดร้องลั่นประสาทสัมผัส มือเรียวที่เมื่อครู่ยังกำรอบปกเสื้อเชิ้ตของท่านประธานสาวไว้แน่น รีบออกแรงผลักร่างสมส่วนนั้นออกห่างอย่างรวดเร็วราวกับโดนไฟลวก
แรงกระแทกนั้นทำเอาพิมพ์อรเซถอยหลังไปสองก้าว ดวงตากลมโตคู่คมฉายแววไม่พอใจระคนความตกใจวูบหนึ่ง ก่อนที่ใบหน้านิ่งดุจะถูกสวมทับด้วยหน้ากากเยือกเย็นตามความเคยชิน ทว่าริมฝีปากที่ยังคงเจือสีเรื่อจากการลอบชิมรสชาติเมื่อครู่ กลับฟ้องชัดเจนว่าไม่มีอะไรปกติในห้องนี้
“เอ่อ... ดิฉัน... คือว่าเรากำลังคุยเรื่องเอกสารงบประมาณไตรมาสหน้ากันอยู่ค่ะ คุณกานดา”
รินรดาละล่ำละลักโพนออกไป น้ำเสียงที่ปกติมักจะราบเรียบและฉับไวกลับสะดุดกึก ความร้อนผ่าวแล่นริ้วขึ้นมาประทับบนพวงแก้มลามเลียไปถึงใบหู ร่างบางพยายามดึงข้อมือเสื้อสูทให้เข้าที่เข้าทางอย่างลนลาน ขณะหันไปเผชิญหน้ากับผู้มาใหม่ที่ยืนถือแฟ้มเอกสารค้างเติ่งอยู่ตรงธรณีประตู
กานดา เลขานุการอาวุโสฝ่ายประชาสัมพันธ์ กวาดสายตามองเลขาฯ สาวรุ่นน้องที่กำลังยืนหอบหายใจกระชั้นชิดสลับกับร่างของเจ้านายสาวนิ่ง ๆ รอยยิ้มบางเบาที่มุมปากไม่ได้บ่งบอกความโกรธเคือง แต่แววตาพินิจพิเคราะห์นั้นเฉียบคมเสียจนรินรดาอยากจะมุดแผ่นดินหนี
“งบประมาณไตรมาสหน้า... ต้องแนบชิดกันขนาดนี้เลยเหรอคะ น้องริน” กานดาลากเสียงยาวอย่างรู้ทัน ดวงตาส่อแววหยอกล้อระคนเอ็นดู “พี่นึกว่าบอสกับเลขาฯ กำลังจะเคลียร์ปัญหาส่วนตัวกันเสียอีก เห็นประตูไม่ได้ล็อก พี่ก็เกรงใจแทบแย่ที่ดันพรวดพราดเข้ามา”
“เปล่าสักหน่อยค่ะ! ไม่มีอะไรในกอไผ่ทั้งนั้น” รินรดาปฏิเสธเสียงสูงทันควัน ความตื่นตระหนกทำให้เธอเผลอพูดจาแก้ตัวน้ำขุ่นๆ ออกไป “พอดี... พอดีตาฉันมีฝุ่นผงเข้าค่ะคุณกานดา แล้วท่านประธาน... ท่านแค่กรุณาช่วยดูให้เฉยๆ ไม่มีอะไรเกินเลยจริงๆ นะคะ!”
คำแก้ตัวที่ฟังไม่ขึ้นเอาเสียเลยหลุดออกจากปากคนปากแข็ง พิมพ์อรที่ยืนเงียบฟังมาตลอดถึงกับขมวดคิ้วมุ่น ดวงตาคมกริบหรี่ลงมองคนตัวเล็กที่ยืนปฏิเสธเสียงแข็งอยู่ข้างโต๊ะทำงาน ความรู้สึกประหลาดบางอย่างตีรวนขึ้นในอก เจ้านายสาวไม่ชอบใจเอาเสียเลย... ไม่ชอบใจคำปฏิเสธปัดสวะราวกับรังเกียจที่จะมีชื่อติดอยู่ร่วมกับเธอนัก
“แค่ฝุ่นเข้า?” พิมพ์อรทวนคำ เสียงทุ้มต่ำติดจะเยียบเย็นดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ ร่างสูงก้าวเท้ากลับมาหยุดยืนอยู่ข้างโต๊ะทำงานอีกครั้ง ท่าทีนิ่งสนิทแต่แฝงแรงกดดันมหาศาล ดวงตาดุจพญาเสือโคร่งจ้องมองเลขาฯ ตัวแสบเขม็ง “คุณมั่นใจเหรอรินรดา ว่าเมื่อกี้มันคือการเขี่ยฝุ่น ไม่ใช่การ... ทำอย่างอื่นที่คุณตั้งใจเรียกร้องความสนใจจากฉัน?”
ให้ตายเถอะ! ผู้หญิงคนนี้!
รินรดาอยากจะกรี๊ดใส่หน้าสวยๆ นั่นให้รู้แล้วรู้รอด เหตุการณ์เมื่อครู่ใครกันแน่ที่เป็นฝ่ายรุกเข้ามาประชิดตัวเธอก่อน ใครกันแน่ที่ใช้สายตาและน้ำเสียงกดดันจนเธอแทบละลายคาอก แล้วตอนนี้ยังมีหน้ามาโยนขี้ให้เธอยอมรับผิดคนเดียวอีกหรือไง!
“ท่านประธานคะ!” รินรดาหันขวับไปหาเจ้านายสาว ดวงตากลมโตวาวโรจน์ด้วยความขัดเคือง “กรุณาอย่าพูดจาให้คนอื่นเข้าใจผิดไปกันใหญ่สคะ ดิฉันเป็นคนรักงานและเคารพหน้าที่ของตัวเองจะตายไป ไม่มีทางทำเรื่องไร้สาระแบบนั้นแน่นอนค่ะ!”
“อ๋อเหรอ...” พิมพ์อรลากเสียงต่ำ มุมปากหยักยกยิ้มขึ้นนิดๆ อย่างเย้าแหย่ “ถ้างั้นเมื่อกี้ใครกันนะที่บอกว่า... *‘ถ้าคุณยังดื้อแพ่งอีก ฉันจะจัดการคุณให้เข็ด’* หืม? จำคำพูดตัวเองไม่ได้แล้วหรือไงคะ เลขาฯ คนเก่ง”
ฉับพลัน... ใบหน้าที่เพิ่งจะหายร้อนของรินรดาก็กลับมาแดงก่ำยิ่งกว่าเดิมจนแทบไหม้ เธอลืมสนิทว่าเมื่อครู่ตัวเองเผลอหลุดมาดสาวมั่นไปจนหมดสิ้นต่อหน้าเจ้านายจอมเจ้าเล่ห์คนนี้!
กานดาที่ยืนมองบทสนทนาปะทะคารมระหว่างเจ้านายกับลูกน้องมาสักพัก หลุดหัวเราะคิกออกมาเบาๆ ก่อนจะยกมือขึ้นยอมแพ้ “โอเคค่ะ พี่เข้าใจแล้วว่าพวกคุณกำลัง ‘เคลียร์งาน’ กันอย่างดุเดือดจริงๆ งั้นพี่ไม่กวนใจแล้วดีกว่า พอดีเอกสารชุดนี้ด่วนมาก ฝากคุณรินจัดการต่อให้เรียบร้อยด้วยนะคะ บอสคะ... ดิฉันขอตัวก่อนค่ะ”
ว่าแล้วรุ่นพี่สาวก็หมุนตัวเดินกลับออกไป พร้อมกับปิดประตูห้องทำงานให้อย่างรู้มารยาท เสียงคลิกเบาๆ ของกลอนประตูดังขึ้น ยิ่งขับเน้นให้บรรยากาศภายในห้องกลับมาอึมครึมและชวนใจสั่นระทึกอีกครั้ง
รินรดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เธอยืนนิ่งอยู่กับที่ ไม่กล้าแม้แต่จะสบตากับร่างสูงที่ก้าวเข้ามาประชิดตัวทีละน้อย กลิ่นน้ำหอมกลิ่นวานิลลาอ่อนๆ เจือกลิ่นชาขาวที่คุ้นเคยลอยมาแตะจมูก ย้ำเตือนว่าระยะห่างระหว่างเธอกับพิมพ์อรนั้นถูกย่นย่อจนแทบไม่เหลือช่องว่างอีกแล้ว
“ปฏิเสธเก่งนักนะ” เสียงทุ้มกระซิบแผ่วเบarอยู่ข้างใบหู ขนอ่อนตามต้นคอของรินรดาลุกชันขึ้นพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย “เมื่อกี้ยังปากเก่งอยู่เลย ทำไมพอมีคนอื่นเข้ามา ถึงได้รีบผลักฉันออกราวกับรังเกียจนั่้นล่ะ?”
“ดิฉันไม่ได้รังเกียจค่ะ...” รินรดาเผลอหลุดปากเถียงเสียงเบา ก่อนจะรีบเม้มปากแน่นเมื่อรู้ตัวว่าเสียท่าให้อีกฝ่ายเข้าให้อีกแล้ว เธอยืดตัวขึ้นสู้สายตา พยายามงัดเอาความมั่นใจทั้งหมดที่มีกลับมาปกป้องตัวเอง “แต่เราควรมีขอบเขตค่ะท่านประธาน ที่นี่ที่ทำงาน และดิฉัน... ไม่อยากตกเป็นขี้ปากของใครในบริษัทโดยเฉพาะเรื่องแบบนี้”
พิมพ์อรนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ ดวงตาคมกريบสำรวจใบหน้าหวานที่เชิดขึ้นอย่างดื้อรั้น ความรู้สึกบางอย่างในอกไหววูบ แม้ภายนอกเธอจะเป็นนักธุรกิจสาวผู้ไร้ความปรานีและคุมบังเหียนบริษัทด้วยความเด็ดขาด แต่กับผู้หญิงตรงหน้าคนนี้... เธอกลับพ่ายแพ้ให้กับความถือดีและริมฝีปากที่ขยันเถียงคำไม่ตกฟากเสียทุกครั้งไป
ร่างสูงโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกัน ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดพวงแก้มเนียน รินรดากลั้นหายใจโดยอัตโนมัติ หัวใจเต้นโครมครามรุนแรงรากับจะทะลุกออกมานอกอก มือบางยกขึ้นดันแผงอกอีกฝ่ายไว้อัตโนมัติ แต่ทว่า... พิมพ์อรกลับคว้าข้อมือเล็กนั้นไว้ แล้วกดมันแนบลงกับอกซ้ายของตัวเอง!
สัมผัสได้ถึงจังหวะการเต้นของหัวใจที่รัวเร็วไม่แพ้กัน...
“กลัวคนอื่นครหา... หรือว่ากลัวใจตัวเองกันแน่ ที่เผลอรู้สึกหวั่นไหวไปกับฉัน หืม... รินรดา?” พิมพ์อรเอ่ยกระซิบชิดริมฝีปาก น้ำเสียงทุ้มพร่าเต็มไปด้วยแรงดึงดูดอันตรายที่สั่นคลอนสติของเลขาฯ สาวจนแทบกระเจิง
รินรดาสบตากับนัยน์ตาสีรัตติกาลที่พราวระยับด้วยประกายความคลั่งรัก ความดื้อรั้นที่มีเมื่อครู่ระเหิดหายไปในอากาศราวกับหมอกควัน สมองขาวโพลนคิดคำพูดโต้แย้งไม่ออกแม้แต่คำเดียว ร่างกายคล้ายถูกสะกดให้ตรึงอยู่กับที่ มีเพียงปลายนิ้วที่แนบอยู่บนอกอีกฝ่ายเท่านั้นที่รับรู้ถึงความจริงอันชัดเจน
ทว่า... ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังจะล่องลอยไปไกลเกินกว่าจะควบคุม เสียงสัญญาณเตือนภัยฉุกเฉินจากโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะทำงานก็ดังแหลมขึ้นทำลายความเงียบกริบ!
*ตี๊ด! ตี๊ด! ตี๊ด!*
พิมพ์อรขมวดคิ้วอย่างขัดใจ เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วยความหงุดหงิดที่ถูกขัดจังหวะ ร่างสูงจำต้องผละออกห่างจากเลขาฯ ตัวแสบช้าๆ อย่างเสียดาย ทว่ารินรดากลับรีบฉวยโอกาสนั้นถอยหลังกรูดไปสามก้าวเพื่อตั้งหลัก มือบางคว้าโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดรับสายด้วยความรวดเร็ว หวังจะใช้เรื่องงานเป็นเครื่องบินหลบหนีจากสถานการณ์ชวนใจละลายนี้
“ค่ะ รินรดานะคะ... ว่ายังไงนะ?!”
เสียงอุทานด้วยความตกใจของรินรดาทำเอาพิมพ์อรต้องหันกลับมามองด้วยความสงสัย ร่างบางหน้าถอดสีลงถนัดตา ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตระหนก มือที่ถือโทรศัพท์สั่นระริกจนแทบถือไม่อยู่
“เกิดอะไรขึ้น?” พิมพ์อรเอ่ยถามเสียงเข้ม สัญชาตญาณนักธุรกิจเตือนภัยทันทีว่ามีเรื่องใหญ่เกิดขึ้น
รินรดาวางสายลงช้าๆ ใบซีดเผือดราวกับคนไร้เลือด เธอมองหน้าเจ้านายสาวสลับกับหน้าประตูห้องทำงานด้วยความรู้สึกเหมือนมีก้อนหินมาจุกอยู่ที่คอ ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่าจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์
“ท่านประธานคะ... ทางโครงการที่ภาคเหนือโทรมาแจ้งด่วนค่ะ ว่าตอนนี้... เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นแล้ว...”
รินรดากลืนก้อนสะอื้นลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะทิ้งประโยคที่ทำให้เลือดในกายของพิมพ์อรเย็นเฉียบลงในพริบตา
“...คุณพ่อของท่านประธาน... ประสบอุบัติเหตุรถชน อาการสาหัสอยู่ที่โรงพยาบาลค่ะ!”
---
(ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่อยู่เคียงข้างความคลั่งรักของบอสกับเลขาฯ ตัวแสบมาจนถึงตอนนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ - กลิ่นลิลลี่สีขาว)
เลขาฯ ตัวร้ายกับนายท่านคลั่งรัก•ตอนที่ 16
คนปากแข็ง
ผลงานโดย กลิ่นลิลลี่สีขาว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กลิ่นลิลลี่สีขาว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เลขาฯ ตัวร้ายกับนายท่านคลั่งรัก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!