แฟ้มเอกสารงบดุลปกหนังสีดำสนิทถูกวางลงบนโต๊ะทำงานด้วยน้ำหนักที่เบากว่าปกติ ราวกับปลายนิ้วเรียวของรินรดาจงใจทิ้งระยะห่างระหว่างเธอกับผู้เป็นเจ้านายให้ชัดเจนที่สุด ไร้ซึ่งเสียงกระแทกกระทั้นประชดประชัน แต่กลับดังก้องกังวานในความเงียบงันของห้องทำงานส่วนตัวที่กว้างขวางจนน่าใจหาย
"เอกสารงบดุลไตรมาสนี้ ดิฉันตรวจสอบและสรุปยอดตัวเลขที่ท่านประธานต้องการไว้ให้ครบถ้วนแล้วค่ะ มีจุดที่ต้องอนุมัติสองจุด รบกวนคุณพิมพ์อรเซ็นชื่อกำกับด้วยนะคะ"
น้ำเสียงของเลขาฯ สาวราบเรียบเป็นทางการ ไร้ซึ่งรอยยิ้มหวานหยดที่มักจะประดับอยู่บนริมฝีปากอิ่มสวยเสมอเวลาที่ต้องรายงานานงานในยามปกติ ดวงตาคู่สวยสอดประสานมองตรงไปข้างหน้าโดยไม่ยอมลดสายตาลงต่ำเพื่อสบกับนัยน์ตาคมกริบของคนที่นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานเลยแม้แต่น้อย
พิมพ์อรเงยหน้าขึ้นจากหน้าจอคอมพิวเตอร์อย่างช้าๆ ร่างบางในชุดสูทเข้ารูปสีเทาเข้มชะงักไปเล็กน้อย เมื่อสัมผัสได้ถึงความผิดปกติที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวเลขาฯ ส่วนตัว ปกติแล้วรินรดาจะต้องมีประโยคหยอกเย้าปิดท้าย หรือไม่ก็รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่ชอบแกล้งให้เธอปั่นป่วนเล่น แต่วันนี้... รินรดากลับกลายเป็นหุ่นยนต์สาวแสนสวยที่พูดคุยด้วยภาษาราชการ และที่สำคัญที่สุดคือ หลีกเลี่ยงการสบตาเธอยิ่งกว่าการหลบเลี่ยงเจ้าหนี้
"แค่นี้ใช่ไหมคะ" พิมพ์อรเอ่ยถาม เสียงนิ่งเรียบพยายามรักษาฟอร์มของนักธุรกิจสาวผู้ทรงอิทธิพล แต่ปลายนิ้วที่เรียวดั่งเทียนไขกลับเผลอจิกเข้าหากันแน่นจนข้อต่องอขาว
"ใช่ค่ะ ถ้าไม่มีอะไรเพิ่มเติม ดิฉันขอตัวไปเคลียร์งานที่โต๊ะต่อนะคะ"
รินรดาโค้งศีรษะลงน้อยๆ เป็นเชิงขออนุญาต ก่อนจะหันหลังกลับทันทีโดยไม่รอให้อีกฝ่ายเอמהอนุญาตด้วยซ้ำ จังหวะก้าวเดินของเธอมั่นคงและรวดเร็ว ราวกับต้องการหนีให้พ้นจากแรงดึงดูดประหลาดที่กำลังแผดเผาหัวใจตัวเอง
"เดี๋ยวก่อน รินรดา"
เสียงทุ้มต่ำที่เอ่ยรั้งไว้ทำเอาฝ่าเท้าที่กำลังก้าวเดินต้องหยุดชะงัก รินรดาสูดลมหายใจเข้าปอดลึกเพื่อเรียกสติ ก่อนจะค่อยๆ หันกลับมาเผชิญหน้าอีกครั้ง พร้อมกับรอยยิ้มระดับมาตรฐานการบริการที่ถูกยกขึ้นมาประดับใบหน้าอย่างรวดเร็ว
"มีอะไรให้ดิฉันรับใช้เพิ่มเติมอีกไหมคะท่านประธาน"
พิมพ์อรลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ดวงตาคมกริบจ้องมองร่างบางตรงหน้าอย่างพิจารณา หัวใจดวงน้อยในอกข้างซ้ายเต้นผิดจังหวะไปชั่วขณะเมื่อเห็นรอยยิ้มห่างเหินนั้น มันไม่ใช่รอยยิ้มของรินรดาที่เธอคุ้นเคย มันคือรอยยิ้มของ 'พนักงานดีเด่น' ที่มีไว้สำหรับแขกบ้านแขกเมือง ไม่ใช่สำหรับคน... ที่เธอแอบหวงแหนอยู่ในใจ
"คุณ... เป็นอะไร ทำไมพูดจาแปลกๆ" พิมพ์อรอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม น้ำเสียงที่หลุดออกมามีความกระเง้ากระงอดเจืออยู่เล็กน้อยอย่างที่เจ้าตัวก็ไม่ทันรู้ตัว
"ดิฉันไม่ได้เป็นอะไรนี่คะ ปกติดีทุกอย่างค่ะ งานก็เดิน เอกสารก็ส่งตรงเวลา ไม่เห็นจะมีตรงไหนที่แปลกเลยนะคะ" รินรดาตอบกลับด้วยน้ำเสียงฉาดฉาน ดวงตากลมโตฉายแววท้าทายครู่หนึ่งก่อนจะหลบซ่อนมันไว้ใต้แพขนตางอนหนา
"แต่คุณไม่มองหน้าฉัน" พิมพ์อรเผลอหลุดปากพูดออกไปอย่างไร้การไตร่ตรอง ทันทีที่คำพูดนั้นหลุดรอดจากริมฝีปาก บรรยากาศในห้องก็ราวกับหยุดนิ่งลงทันที
รินรดาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาสั่นไหววูบหนึ่งก่อนจะกลับมาเรียบเฉยดังเดิม หญิงสาวหัวเราะในลำคอเบาๆ เป็นเชิงเย้ยหยัน "ท่านประธานมีงานล้นมือขนาดนี้ คงไม่มีเวลามาสนใจหรอกค่ะว่าดิฉันจะมองหน้าท่านหรือมองไปที่ไหน อีกอย่าง... การไม่มองหน้าเจ้านายเวลารายงานตัว น่าจะเป็นมารยาทที่ดีในการทำงานนะคะ"
เจ็บ... คำพูดของรินรดากรีดลงกลางใจของคนฟังจนพิมพ์อรต้องสูดหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์ที่กำลังตีรวนขึ้นมาในอก ผู้หญิงคนนี้กล้าดียังไงมาต่อปากต่อคำแถมยังทำตัวหมางเมินใส่เธอ ทั้งที่ผ่านมาเป็นฝ่ายตามตื๊อ ตามหยอก ตามป่วนเปี้ยนอยู่ใกล้ๆ เสมอแท้ๆ
พอลองโดนเมินใส่เข้าจริงๆ ทำไมมันถึงได้รู้สึกเหมือนหัวใจหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่มแบบนี้เล่า!
"รินรดา คุณกำลังประชดฉันเรื่องเมื่อวานใช่ไหม" พิมพ์อรตัดสินใจก้าวเท้าเดินอ้อมโต๊ะทำงานออกมาประชิดตัว ร่างสูงโปร่งยืนกดดันอยู่ตรงหน้าเลขาฯ สาวที่มีส่วนสูงน้อยกว่าเธอนิดหน่อย กลิ่นน้ำหอมแบรนด์หรูประจำตัวลอยละลิ่วเข้ามาแตะจมูก ยิ่งทำให้บรรยากาศรอบตัวอบอวลไปด้วยความอึดอัดที่ชวนให้ใจสั่นระทึก
"ประชด? ดิฉันเนี่ยนะคะประชดคุณ" รินรดาแสร้งทำเป็นหัวเราะเสียงใส ทั้งที่หัวใจข้างในเต้นโครมครามจนแทบจะทะลุกระดูกซี่โครงออกมาอยู่แล้ว "ดิฉันเป็นแค่เลขาฯ จะเอาสิทธิ์อะไรไปประชดท่านประธานกันล่ะคะ กรุณาอย่าคิดไปเองเลยค่ะ"
"ถ้าไม่ได้ประชด แล้วทำไมสายตาที่คุณมองฉันมันถึงได้... เย็นชาแบบนั้น" พิมพ์อรเอ่ยเสียงแผ่วลง ความดุดันเมื่อครู่มลายหายไปเกือบหมด เหลือเพียงความหวั่นไหวที่ฉายชัดผ่านแววตาคู่สวยที่กำลังจ้องมองลึกเข้ามาในดวงตาของเธอ
รินรดาเม้มริมฝีปากแน่น เผลอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากเมื่อใบหน้าสวยคมของเจ้านายสาวโน้มเข้ามาใกล้เสียจนระยะห่างระหว่างกันเหลือเพียงแค่คืบเดียว กลิ่นอายความอบอุ่นที่คุ้นเคยแผ่ซ่านเข้ามาโอบล้อมรอบตัว จนเกือบจะทำให้เกราะป้องกันที่เธออุตส่าห์สร้างขึ้นมาพังทลายลงในพริบตา
"เพราะดิฉันกำลังทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเคร่งครัดยังไงล่ะคะ..." รินรดาพยายามเค้นเสียงให้มั่นคงที่สุด แม้ว่ามือเรียวที่ซ่อนอยู่ภายใต้ชายเสื้อสูทจะกำเข้าหากันแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือเพื่อเรียกสติ "คนเราถ้ารู้จักเจียมตัวและรักษาระยะห่าง ความสัมพันธ์ทุกอย่างมันก็จะราบรื่นค่ะ คุณพิมพ์อรเองก็ควรจะรักษาระยะห่างกับเลขาฯ แบบดิฉันเหมือนกันนะคะ จะได้ไม่ต้องมาอึดอัดเวลาที่ดิฉันทำตัวตามหน้าที่แบบนี้"
เพล้ง!
ประโยคสุดท้ายเปรียบเสมือนค้อนเหล็กที่ทุบลงบนความอดทนของคนฟังจนละเอียดไม่มีชิ้นดี พิมพ์อรนัยน์ตาเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจและโกรธขึงระคนเสียใจ เจียมตัวงั้นเหรอ? รักษาระยะห่างงั้นเหรอ? ผู้หญิงคนนี้กล้าดียังไงถึงมาผลักไสเธอด้วยคำพูดใจร้ายแบบนี้!
ก่อนที่พิมพ์อรจะได้ทันเอ่ยคำพูดใดเพื่อโต้แย้ง มือเรียวใหญ่ก็เอื้อมไปคว้าข้อมือเล็กของรินรดาไว้แน่นด้วยความรวดเร็ว แรงบีบไม่ได้หนักหน่วงจนเจ็บ แต่รวดเร็วและเด็ดขาดจนเลขาฯ สาวอุทานออกมาด้วยความตกใจ
"อุ๊ย! คุณพิมพ์อร จะทำอะไรคะ ปล่อยมือดิฉันนะ!"
รินรดาพยายามบิดข้อมือหนี แต่มีหรือที่แรงอันน้อยนิดของเธอจะสู้แรงของนักธุรกิจสาวที่กำลังขาดสติเพราะความหึงหวงตัวเองได้ พิมพ์อรออกแรงดึงเพียงครั้งเดียว ร่างบางของเลขาฯ สาวก็เซถลาเข้าไปปะทะกับแผงอกอุ่นของเจ้านายสาวอย่างจัง จนแผ่นหลังบางเกือบจะแนบชิดติดกับลำตัวของอีกฝ่าย
ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดอยู่ข้างแก้มเนียน กลิ่นหอมหวานจากตัวของรินรดาตีรวนเข้าจมูกจนพิมพ์อรแทบจะควบคุมตัวเองไม่ได้ มืออีกข้างถูกยกขึ้นมาโอบกระชับเอวบางไว้แน่นโดยสัญชาตญาณ เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายถอยหนีไปไหนได้อีก
"ปล่อยเหรอ... หึ" พิมพ์อรโน้มใบหน้าลงไปกระซิบชิดริมใบหูเล็ก น้ำเสียงแหบพร่าเต็มไปด้วยความขุ่นเคืองและความคลั่งรักที่ถูกกดทับไว้จนระเบิดออกมา "ปากเก่งนักนะรินรดา ไหนลองพูดคำว่า 'รักษาระยะห่าง' ใส่หน้าฉันอีกทีสิ พูดให้ฉันฟังใกล้ๆ แบบนี้สิว่าคุณไม่แคร์ฉันจริง"
รินรดาสะดุ้งสุดตัว หัวใจเต้นแรงระรัวจนแทบจะกระกระสนหนีออกจากอก ดวงตากลมโตตวัดมองใบหน้าที่อยู่ห่างกันแค่ลมหายใจกั้น ความใกล้ชิดที่อันตรายเกินขีดจำกัดทำให้สมองของเธอนึกคำพูดไม่ออกเลยแม้แต่คำเดียว
บรรยากาศในห้องทำงานที่เคยเงียบสงบ บัดนี้กลับร้อนระอุขึ้นมาด้วยแรงอารมณ์และเคมีที่ดึงดูดกันอย่างรุนแรง พิมพ์อรจ้องมองริมฝีปากอิ่มที่กำลังเม้มเข้าหากันอย่างสั่นเทา ความอดทนที่สั่งสมมานานตลอดทั้งวันขาดผึ่งลงในวินาทีนั้น
นิ้วเรียวสวยเลื่อนขึ้นมาแตะปลายคางมนให้เงยขึ้นรับสัมผัส ดวงตาคู่คมพินิจพิเคราะห์ใบหน้าหวานที่กำลังแดงก่ำด้วยความเขินอายและตื่นตระหนก ก่อนที่พิมพ์อรจะโน้มใบหน้าลงมาหมายจะปิดกั้นริมฝีปากดื้อรั้นนั้นด้วยริมฝีปากของตัวเอง—
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!
เสียงเคาะประตูดังขึ้นขัดจังหวะความสิเน่หาอย่างไม่รู้กาลเทศะ พร้อมๆ กับเสียงเปิดประตูที่ผลักเข้ามาทันทีโดยไม่รอให้คนข้างในอนุญาต!
"คุณพิมพ์อรคะ ดิฉันเอาเอกสารด่วนจากฝ่ายการตลาดมา... อุ๊ย! ขอโทษค่ะ!"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุน "กลิ่นลิลลี่สีขาว" เสมอมานะคะ หวังว่าจะฟินจิกหมอนกับความคลั่งรักแบบซึนๆ ของคุณพิมพ์อรกันนะคะ!
เลขาฯ ตัวร้ายกับนายท่านคลั่งรัก•ตอนที่ 18
หมาโบ้เริ่มทำงาน
ผลงานโดย กลิ่นลิลลี่สีขาว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กลิ่นลิลลี่สีขาว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เลขาฯ ตัวร้ายกับนายท่านคลั่งรัก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!