เสียงเคาะประตูดังขึ้นอีกครั้ง—ทว่ามันไม่ได้หนักแน่นเหมือนตอนแรก หากแต่เป็นการเคาะรัวเร่งและไร้ซึ่งความเกรงใจจนรินรดาต้องขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่สบอารมณ์
ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาดีไซน์เฉี่ยวหันขวับกลับมามองร่างบางที่ยืนตัวสั่นเทาอยู่ข้างโต๊ะเครื่องแป้ง มินตราในเวลานี้ไม่ได้มีคราบความเย่อหยิ่งหรือรอยยิ้มเย้ยหยันที่เคยใช้ฟาดฟันเธอในห้องแต่งตัวเมื่อหลายชั่วโมงก่อนเลยแม้แต่น้อย ใบหน้าเนียนใสไร้เครื่องสำอางหนาเตอะซีดเผือดริมฝีปากสั่นระริกจนน่าใจหาย ดวงตากลมโตคู่สวยเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำใสที่พยายามกัก Nเก็บไว้สุดฤทธิ์แต่มันกลับดูเปราะบางเสียจนคนมองรู้สึกแปลบแปลบในอกอย่างประหลาด
"เปิดสิคะ มินต์... ฉันรู้ว่าเธอยังอยู่ในนั้น" เสียงหวานตวัดแหลมที่ดังลอดมาจากอีกฝั่งของบานประตูคือเสียงของ 'พิมพ์พิลาศ' ผู้จัดรายการและตัวแม่สายเหยียบย่ำคนอื่นที่จงใจตามมาเหยียบซ้ำเติมสถานการณ์ที่ตกอับของมินตรา
รินรดากวาดสายตามองสภาพของนางแบบสาวตรงหน้าอีกครั้ง ร่างบางถอยร่นจนแทบจะจมหายไปกับมุมห้อง ไหล่บอบบางห่อเข้าหากันราวกับเด็กน้อยที่กำลังหวาดกลัวพายุร้าย ลุคที่เคยพยศและพร้อมจะหยิกกัดเธอทุกฝีก้าวเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความพังทลายที่ซ่อนอยู่ใต้เปลือกนอกอันแข็งกระด้าง... กำแพงที่มินตราสร้างขึ้นเพื่อปกป้องตัวเองจากโลกใบนี้กำลังพังครืนลงมาต่อหน้าต่อตาเธอ
"ออกไปสิคะ..." เสียงกระซิบแหบพร่าเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากที่สั่นเทาของมินตรา เจ้าตัวพยายามเบือนหน้าหนีเพื่อซ่อนหยดน้ำตาที่ไหลอาบแก้มแต่มันช้าเกินไปสำหรับสายตาช่างสังเกตอย่างรินรดา
ดีไซเนอร์สาวเม้มริมฝีปากแน่น ความรำคาญใจที่เคยมีเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกบางอย่างที่เธอเองก็ไม่อยากจะยอมรับ—ความรู้สึกหงุดหงิดที่เห็นคนมั่นหน้าต้องมาพังไม่เป็นท่าต่อหน้าคนใจร้าย และที่แย่กว่านั้นคือหัวใจเจ้ากรรมดันกระตุกวูบอย่างแรงทุกครั้งที่เห็นแววตาตื่นตระหนกคู่นั้น
*ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!*
"ถ้าไม่เปิด ฉันจะเอาสำเนาสัญญาฉบับนั้นไปแปะประจานหน้ากองถ่ายนะคะ มินตรา! อยากรู้เหมือนกันว่าถ้าทุกคนรู้ว่านางแบบเงินล้านตกอับจนต้องมาขายกระเป๋าแบรนด์เนมใช้หนี้ สภาพเธอจะทุเรศขนาดไหน!"
คำพูดเชือดเฉือนจากด้านนอกทำให้น้ำตาหยดใสของมินตราร่วงเผาะลงมาอย่างไร้การควบคุม ร่างบางทรุดตัวลงนั่งคุกเข่ากับพื้นพรมอย่างไร้เรี่ยวแรง มือเรียว,ยกขึ้นกอดตัวเองแน่นราวกับต้องการความอบอุ่นจากความว่างเปล่า ภาพลักษณ์นางแบบตัวแม่ที่ใครๆ ต่างเกรงกลัวพังทลายลงไม่เหลือชิ้นดีในพื้นที่สี่เหลี่ยมแคบๆ นี้
รินรดายืนมองภาพนั้นด้วยหัวใจที่กระหน่ำรัว เธอเกลียดความอ่อนแอ เกลียดน้ำตา และเกลียดที่สุดคือการเห็นใครยอมแพ้ให้กับโชคชะตา แต่มินตราในตอนนี้... กลับทำให้เธอนึกถึงตัวเองในวันที่ต้องแบกรับความคาดหวังของตระกูลจนแทบหายใจไม่ออก วันที่เธอต้องสร้างกำแพงเหล็กขึ้นมาเพื่อไม่ให้ใครเห็นรอยร้าวข้างใน
หมับ!
ก้าวเท้าเพียงสองก้าว รินรดาก็ก้าวเข้าไปประชิดร่างบางที่นั่งคุกเข่าอยู่บนพื้น มือเรียวภายใต้เสื้อสูทสั่งตัดเนี๊ยบคว้าข้อแขนเรียวบางของมินตราแล้วดึงให้ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงอย่างรวดเร็ว จนคนถูกดึงอุทานออกมาด้วยความตกใจ
"ลุกขึ้นค่ะ!" รินรดาเอ่ยเสียงเฉียบขาด แม้แววตาจะดุดันแต่แรงบีบที่ข้อมือนั้นกลับไม่ได้หนักหนาอย่างที่ปากพูด
มินตราสะดุ้งเฮือก เงยใบหน้าชื้นคราบน้ำตาขึ้นสบตากับดีไซเนอร์ปากจัด ดวงตาคู่สวยแดงก่ำเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ "คุณ... คุณจะทำอะไรปล่อยนะ ฉันจะ..."
"เงียบค่ะ!" รินรดาตัดบทด้วยน้ำเสียงทรงพลัง ใบหน้าสวยเฉียบขยับเข้าไปใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกัน ระยะห่างที่ลดลงจนน่าใจหายทำให้ลมหายใจอุ่นๆ ของทั้งคู่ปะทะกันในความเงียบ "ร้องไห้ให้คนนอกสมเพชมันช่วยให้อะไรดีขึ้นเหรอคะ หรือว่าการทำตัวเป็นนางเอกเจ้าน้ำตาคือวิธีแก้ปัญหาของคนที่เคยประกาศกร้าวใส่ฉันในห้องแต่งตัวว่า 'ไม่เคยกลัวใคร' กันแน่"
คำพูดแทงใจดำทำให้นัยน์ตากลมโตวาวโรจน์ขึ้นมาวูบหนึ่ง ความดื้อรั้นถูกจุดประกายขึ้นมาในกองเพลิงแห่งความอับอาย มินตราเม้มปากแน่น พยายามกลืนก้อนสะอื้นลงคอแล้วเชิดหน้าขึ้นสู้ แม้ขอบตาจะยังแดงก่ำก็ตามที
"คุณไม่มีสิทธิ์มาสั่งฉัน..." มินตราเค้นเสียงลอดไรฟัน ดวงตาคู่สวยจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีเข้มของอีกฝ่าย "คุณก็แค่นักออกแบบปากร้ายที่เก่งแต่จับผิดคนอื่น... ปล่อยฉัน!"
"ถ้าอยากให้ปล่อย ก็เลิกทำหน้าเหมือนคนกำลังจะตายแล้วออกไปจัดการกับปัญหาตรงหน้าสิคะ!" รินรดากระซิบเสียงลอดไรฟัน น้ำเสียงจริงจังและเด็ดเดี่ยวจนมินตราถึงกับชะงักงัน "จำไว้ว่า 'รินรดา' คนนี้ไม่มีทางยอมให้ใครมาพังงานในความดูแลของฉัน แค่เพราะนางแบบเบอร์หนึ่งของกองกำลังนั่งร้องไห้ขี้มูกโป่งอยู่ในห้องแต่งตัวหรอกนะคะ"
ทันทีที่พูดจบ รินรดาก็ไม่รอช้า เธอเอื้อมมือไปปลดล็อกกลอนประตูห้องแต่งตัวอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางความตกใจของมินตราที่พยายามจะยื้อไว้แต่ไม่ทันเสียแล้ว
*แกร๊ก!*
บานประตูถูกกระชากเปิดออกกว้าง เผยให้เห็นร่างของพิมพ์พิลาศที่กำลังยกมือขึ้นเตรียมเคาะซ้ำ สีหน้าเยาะเย้ยของอีกฝ่ายค้างเติ่งทันทีเมื่อคนที่เปิดประตูไม่ใช่คนที่เธอคาดคิด—แต่เป็นดีไซเนอร์สาวสุดเนี้ยบที่ยืนกอดอกนิ่งสนิท บรรยากาศรอบตัวแผ่รังสีความเย็นยะเยือกออกมาจนพิมพ์พิลาศต้องผถอยหลังไปก้าวหนึ่ง
รินรดากวาดสายตามองผู้จัดรายการสาวหัวจรดเท้าด้วยแววตาเหยียดหยามอย่างไม่คิดจะปิดบัง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งแต่เฉียบคมบาดลึกถึงกระดูกดำ
"มีธุระอะไรด่วนเหรอคะ คุณพิมพ์พิลาศ... ถึงได้มาเคาะประตูห้องแต่งตัวส่วนตัวของฉันเสียงดังขนาดนี้ หรือว่าสคริปต์ในรายการมันสมองน้อยเกินไป จนต้องมาแอบฟังเรื่องชาวบ้านเพื่อเอาไปเป็นคอนเทนต์เรียกเรตติ้งคะ?"
พิมพ์พิลาศหน้าถอดสีทันที อ้าปากพะงาบๆ จะเถียงแต่ก็เจอสายตาดุจพญาเสือดาวของรินรดาสกัดดาวรุ่งไว้เสียก่อน ร่างบางในชุดสูทสั่งตัดก้าวออกไปยืนบังมินตราที่อยู่ด้านหลังไว้มิดชิด ราวกับแม่เสือที่กำลังปกป้องอาณาเขตของตัวเอง
ทว่า ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับเสียงเอะอะโวยวายของทีมงานด้านนอกก็ดังแทรกขึ้นมาขัดจังหวะ พร้อมกับร่างของบุคคลที่สามที่ก้าวพรวดเข้ามาในห้องแต่งตัวโดยไม่ได้รับอนุญาต—บุคคลที่ถือเอกสารสำคัญชิ้นหนึ่งในมือ และจ้องมองตรงมาที่มินตราด้วยรอยยิ้มเยือกเย็นที่ทำให้บรรยากาศในห้องดิ่งวูบลงสู่จุดเยือกแข็งในพริบตา!
"เจอตัวสักที... มินตรา ฉันว่าเธอน่าจะต้องอธิบายเรื่อง 'บัญชีม้า' นี่ให้ตำรวจฟังเสียหน่อยนะ ก่อนที่กองถ่ายนี้จะพังเพราะเธอ!"
ขอบคุณที่ติดตามอ่านนะคะ สการ์เล็ตโรสจะเสิร์ฟความฟินและดราม่าแซ่บๆ ให้รี้ดเดอร์คนโปรดในตอนต่อไปอย่างจุใจแน่นอนค่ะ!
ดีไซเนอร์ปากจัดกับยัยนางแบบตกอับในกองถ่ายพายุ•ตอนที่ 5
กำแพงที่สร้างขึ้นเอง
ผลงานโดย สการ์เล็ตโรส
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สการ์เล็ตโรส)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีไซเนอร์ปากจัดกับยัยนางแบบตกอับในกองถ่ายพายุ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!