“ฝ่าบาททรงมีพระราชวินิจฉัยอย่างไร… ตราพยัคฆ์แปดทิศที่เคยสลักอยู่บนศิลาปฐพี บัดนี้กลับถูกแปรเปลี่ยนเป็นรอยร้าวบนแผ่นดินต้าเฉิงแล้วหรือเพคะ?”
เสียงหวานใสดังก้องกังวานท่ามกลางความเงียบงันอันน่าอึดอัดภายในตำหนักโม่หลาน ร่างระหงของหลินซูเหยาในชุดคลุมผ้าไหมปักลายหงส์บินวาดลวดลายด้วยด้ายทองคำเรืองรอง ยืนนิ่งสงաբอยู่เบื้องหน้าโต๊ะเขียนหนังสือไม้จันทน์แดง มือเรียวบางดั่งหยกสลักกำลังบรรจงฝนหมึกอย่างเชื่องช้า ทว่าทุกท่วงท่ากลับเปี่ยมด้วยพลังกดดันที่แม้แต่ขุนนางอาวุโสยังต้องหลบสายตา
ข่าวลืออัปยศที่แพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวงเมื่อยามค่ำคืนราวกับไฟลามทุ่ง—*อ๋องเจิ้นเป่ย จ้าวเฟยหลง ผู้กุมกองกำลังพิทักษ์ชายแดนเหนือ ซ่องสุมกำลังพลและเตรียมประกาศตัวเป็นกบฏ*—กำลังกัดเซาะราชบัลลังก์อย่างเงียบเชียบ ทว่าในสายตาของซูเหยา ข่าวลือนี้ไม่ได้น่ากลัวเพราะความจริง แต่มันน่าขันเพราะความไร้ชั้นเชิงของผู้ปล่อยต่างหาก
“ข่าวลือมักเติบโตได้ดีในความมืด และเหี่ยวเฉาลงทันทีเมื่อถูกลากออกมารับแสงแดดแผดเผา… พระชายา ทรงคิดจะให้แสงนั้นมาจากทิศใดเล่า?”
เสียงทุ้มต่ำอันคุ้นเคยดังขึ้นจากเงาสลัวเบื้องหลังเสาไม้แกะสลัก จ้าวเฟยหลงก้าวออกมาในชุดคลุมสีนิลสนิท ประดับลวดลายมฆาสีเงินยวง ดวงเนตรคมกริบดั่งพญาอินทรีย์คู่นั้นกวาดมองนางด้วยแววตาที่เจือความพึงพอใจและประกายความลุ่มหลงที่ซ่อนไว้ไม่มิด
เขายื่นมือหนาเข้าโอบเอวคอดกิ่วของนางอย่างถือวิสาสะ ดึงร่างบางเข้ามาชิดแนบกายจนกลิ่นอายบุรุษและกลิ่นหอมเย็นของสมุนไพรจีนผสานกลมกลืนกันในอากาศ ซูเหยาไม่ได้ขัดขืน นางเพียงปรายตามองเขาด้วยรอยยิ้มเยาะบางเบาที่มุมปาก ก่อนจะวางแท่งหมึกลงบนจานหินอย่างประณีต
“หม่อมฉันหาได้ต้องการแสงจากสวรรค์ไม่เพคะ… แสงที่สว่างที่สุด ย่อมมาจากเปลวเพลิงที่พวกมันจุดขึ้นเผาตัวเองต่างหาก” ซูเหยาเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าแฝงความคมกริบดั่งใบมีดอาบยาพิษ “ในเมื่อหอคอยข่าวกรองตระกูลหลี่และเสนาบดีหลิวต้องการเล่นเกมกระแสลม พวกเราก็แค่ปล่อยให้พายุลูกนั้นพัดพาชื่อเสียงของพวกเขาลงสู่หลุมฝังศพที่ขุดไว้เอง”
จ้าวเฟยหลงโน้มใบหน้าลงกระซิบชิดใบหูขาวผ่อง ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดต้นคระระหงจนเกิดความรู้สึกวูบวาบ “เจ้าวางหมากตาใดไว้… เปิ่นหวังย่อมตามใจเจ้าทุกอย่าง แม้แต่จะให้กวาดล้างตระกูลหลillingให้สิ้นซากในคืนนี้ ก็เป็นเพียงเรื่องพลิกฝ่ามือสำหรับข้า”
“ท่านอ๋องทรงใจร้อนเกินไปแล้ว การล้มช้างป่าตัวใหญ่ หาใช่ใช้คมดาบฟันลงไปตรงๆ ไม่ แต่เป็นการตัดเอ็นร้อยหวายทีละเส้น ให้มันล้มลงด้วยน้ำหนักของมันเอง” นางหันกลับมาเผชิญหน้ากับเขา ดวงตากลมโตคู่นั้นฉายแววเจ้าเล่ห์เฉียบคม “ข่าวลือเรื่องท่านทรยศ จะถูกหักล้างด้วย ‘ความภักดีอันน่าเวทนา’ ของตัวหม่อมฉันเอง”
ณ ท้องพระโรงหลวงในเช้าวันรุ่งขึ้น บรรยากาศตึงเครียดเสียยิ่งกว่าเส้นลวดที่ถูกดึงจนสุดแรง เหล่าขุนนางฝ่ายซ้ายและขวายืนแบ่งฝั่งกระซิบกระซาบกันด้วยใบหน้าเคร่งเครียด เมื่อร่างบอบบางในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ปักลายดอกเหมยสีแดงชาดก้าวเข้ามาทีละก้าวอย่างมั่นคง เส้นผมดำขลับเกล้าเป็นมวยประดับปิ่นหยกขาวสลักลายเซียนไร้รอยต่อ ท่วงท่าการเดินสง่างามราพญาสงวนท่าที ทว่าแววตากลับเด็ดเดี่ยวราวกำแพงเหล็ก
“ถวายพระพรฮ่องเต้… หม่อมฉัน พระชายาอ๋องเจิ้นเป่ย หลินซูเหยา ขอถวายฎีกายื่นฟ้องความเท็จ!”
เสียงหวานกังวานใสแต่หนักแน่นดั่งระฆังทองดังสะท้อนไปทั่วท้องพระโรง ทุกสายตาจับจ้องมาที่นางเป็นตาเดียว เสนาบดีหลิวผู้ชราภาพก้าวออกมาประสานมือคารวะด้วยรอยยิ้มเย้ยหยันที่ซ่อนไว้ใต้หนวดเครา “พระชายา… ข่าวลือเรื่องอ๋องเจิ้นเป่ยสะสมอาวุธและกำลังพลที่ชายแดนเหนือ มีพยานหลักฐานและหนังสือลับยืนยันชัดเจน พระองค์ทรงเอreพระเนตรปกป้องพระmจึงเกรงว่าจะไม่เหมาะกระมังพ่ะย่ะค่ะ”
ซูเหยาไม่แม้แต่จะชายตามองเขา นางหันไปคุกเข่าต่อหน้าพระพักตร์โอรสสวรรค์ ชูฎีกาในมือขึ้นเหนือหัวด้วยสองมือสั่นเทาเล็กน้อยเพื่อการแสดง “ทูลฝ่าบาท… ข่าวลือที่ว่าท่านอ๋องคิดทรยศแผ่นดิน แท้จริงแล้วเป็นแผนการชั่วร้ายของบุคคลบางกลุ่มที่ต้องการทำลายความมั่นคงของต้าเฉิง! และเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจของจวนอ๋องเจิ้นเป่ย หม่อมฉันจึงนำ ‘บัญชีทรัพย์สินและรายชื่อทหารอาสา’ ทั้งหมดมามอบให้ราชสำนักตรวจสอบด้วยตนเอง”
นางหยุดเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบพระเนตรฮ่องเต้ด้วยแววตาที่เปี่ยมด้วยความเจ็บปวดร้าวลึก “อีกทั้ง… หม่อมฉันยังมีหลักฐานชิ้นสำคัญ เป็นตราประทับลับและจดหมายลับที่ลงนามโดย ‘ขุนนางระดับสูงในราชสำนัก’ ผู้อยู่เบื้องหลังการว่าจ้างมือสังหารและปล่อยข่าวลือ เพื่อใส่ร้ายท่านอ๋อง!”
สิ้นคำพูดนั้น ท้องพระโรงพลันตกอยู่ในความเงียบงันราวกับป่าช้า เสนาบดีหลิวหน้าถอดสี ร่างชราเริ่มสั่นเทาด้วยความตื่นตระหนก หลินซูเหยากำลังเล่นเกมสวนกลับอย่างเหนือชั้น นางไม่ได้ปฏิเสธข่าวลือด้วยการแก้ตัว แต่ใช้วิธี ‘ยอมรับเพื่อเปิดโปง’ โดยการดึงหลักฐานเท็จที่อีกฝ่ายเตรียมไว้ มาพลิกเป็นหลักฐานมัดตัวพวกมันเอง
ซูเหยาลอบยعมยิ้มเยือกเย็นอยู่ในใจ ขณะที่กำลังรอให้กง공คือนำหลักฐานชิ้นสุดท้ายขึ้นถวาย ทันใดนั้นเอง ประตูบานใหญ่ของท้องพระโรงก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรง พร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักแน่นของทหารองครักษ์นับร้อยที่กรูเข้ามาล้อมรอบขุนนางทุกคนไว้
“ไม่ต้องหาหลักฐานให้วุ่นวายหรอก… เพราะเปิ่นหวังมาด้วยตัวเองแล้ว”
ร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะทองคำเต็มยศของจ้าวเฟยหลงก้าวเข้ามาท่ามกลางแสงตะวันที่สาดส่องลงมาพอดี ดวงเนตรคู่นั้นกวาดมองเหล่าขุนนางที่ตัวสั่นงันท่ามกลางความตื่นตะลึง ก่อนที่เขาจะเดินตรงเข้าไปยืนเคียงข้างชายารัก พร้อมกับโยนศีรษะของแม่ทัพฝ่ายกบฏปลอมลงกลางท้องพระโรง กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ
ซูเหยาช้อนสายตาขึ้นมองบุรุษผู้ยืนค้ำฟ้าอยู่ข้างกาย หัวใจที่เคยเยือกเย็นมาตลอดกลับเต้นระรัวขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้ ทว่าก่อนที่ใครจะได้เอ่ยวาจาใด ขันธ์หลวงหน้าพระพักตร์ก็รีบวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาพร้อมกับราชโองการสีทองอร่ามในมือ สั่นเทาจนแทบถือไม่อยู่
“มี… มีพระราชโองการด่วนจากแดนใต้… กองทัพกบฏแคว้นหลีบุกประชิดชายแดนใต้แล้วพ่ะย่ะค่ะ! และ… และมีชื่อของเสนาบดีหลิวเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดในการเปิดประตูเมือง!”
(โปรดติดตามตอนต่อไป)
*ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินหมากกระดานนี้ไปกับซูเหยาและท่านอ๋องนะคะ — เงียบแต่ฟาดเรียบค่ะ*
ชายาคนนี้... ข้าขอหย่าตั้งแต่เมื่อวาน•ตอนที่ 27
ข่าวลือที่ทำลายไม่ได้
ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ชายาคนนี้... ข้าขอหย่าตั้งแต่เมื่อวาน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!