ก้านนิ้วเรียวดุจลำหยกสลักของหลินซูเหยาบรรจงคลี่ม้วนกระดาษสาบางเบาปานปีกจักจั่นออกช้าๆ ภายใต้แสงเทียนสีชาดที่วับแวมอยู่ในห้องหนังสือลับ ความมืดมิดยามวิกาลโอบล้อมเรือนพักกายของนางไว้จนเงียบสงัด มีเพียงเสียงสะท้อนของหยดน้ำฝนที่ซึมผ่านชายคาลงกระทบพื้นศิลาเป็นจังหวะเชื่องช้า ทว่าหัวใจในอกของนางกลับเต้นระรัวราวกับกลองศึก
ข้อความในกระดาษมิได้บันทึกด้วยหมึกจีนทั่วไป หากแต่ร่างขึ้นด้วยน้ำยาสมุนไพรพิเศษที่หากไม่ถูกอัคคีลนผ่าน ย่อมไม่มีวันปรากฏตัวอักษรใดๆ
*‘ตระกูลเฉินขยับพลเรือนเจ็ดหมื่นนายปิดล้อมเส้นทางเสบียงบูรพาแล้ว แผนการลักลอบขนถ่ายศัสตราวุธเข้าเมืองหลวงกำลังจะเริ่มในคืนแรมสิบห้าค่ำนี้... ระวังตัวด้วย คนที่ท่านไว้ใจที่สุด อาจเป็นผู้ถือดาบแทงข้างหลังท่านเอง’*
ดวงตาดอกท้อคู่คมกริบของซูเหยาหรี่แคบลงเล็กน้อย รอยยิ้มบางเบาเยือกเย็นราวกับน้ำค้างแข็งบนยอดเขาปรากฏขึ้นที่มุมปาก อาภรณ์ปักลายหงส์เหมันต์สีขาวบริสุทธิ์สะท้อนแสงไฟวับวาว ยามที่นางขยับกายลุกขึ้นยืนช้าๆ กลิ่นหอมจางๆ ของดอกเหมยอิงหนาวที่นางมักปรุงขึ้นเองคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ แผ่ไอความกดดันอันเงียบงันแต่เฉียบคมออกมาโดยไม่ต้องเอ่ยคำใด
"สะเก็ดไฟจากเตาผิง... ช่างร้อนแรงเสียจนเกือบจะแผดเผาเรือนหลังนี้ให้เป็นจุลแล้วกระมัง"
น้ำเสียงทุ้มต่ำอันคุ้นเคยดังขึ้นจากมุมมืดของห้อง พร้อมกับร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมสีดำสนิทที่กลกลืนไปกับรัตติกาล จ้าวเฟยหลงก้าวออกมาจากเงาสลัว กลิ่นอายความเป็นแม่ทัพผู้ผ่านสนามรบมาโชกโชนแผ่ซ่านกดทับบรรยากาศรอบตัวให้หนักอึ้ง แววตาคมกริบดั่งเหยี่ยวพญาคุกรุ่นด้วยประกายไฟอันตราย ทว่ายามที่ทอดมองสตรีตรงหน้า ความดุร้ายเหล่านั้นกลับหลอมละลายเหลือเพียงความลุ่มหลงอันลึกซึ้งและดื้อรั้น
ซูเหยาไม่แม้แต่จะสะดุ้งสะเทือน นางเพียงปรายตามองบุรุษผู้ดำรงตำแหน่งอ๋องเจิ้นเป่ยผู้กุมอำนาจกองทัพครึ่งค่อนแผ่นดินผู้นี้ด้วยความสงบนิ่ง ก่อนจะพับม้วนกระดาษนั้นเก็บไว้ในอกเสื้ออย่างไม่รีบร้อน
"หม่อมฉันนึกว่าท่านอ๋องจะทรงติดพันอยู่กับการตรวจสอบบัญชีคลังทหารเสียอีก เพิ่งจะย่างสามยาม เหตุใดจึงทรงมีเวลาว่างมาเดินย่องเบาในห้องนอนของสตรีเช่นนี้เล่าเพคะ" นางเอ่ยเย้าด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าแฝงความคมคายที่พร้อมจะเชือดเฉือนทุกเมื่อ
จ้าวเฟยหลงสาวเท้าเข้ามาประชิดตัวอย่างรวดเร็ว กลิ่นอายบุรุษและกลิ่นอายคาวเลือดจางๆ จากสนามรบโชยปะทะนาสิก ร่างสูงใหญ่โน้มตัวลงมาจนใบหน้าคมคายอยู่ห่างจากซูเหยาเพียงคืบ ดวงตาคมกริบคู่นั้นจ้องลึกเข้าไปในดวงตานาง ราวกับต้องการค้นหาความลับทุกตารางนิ้วที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังรอยยิ้มของนา
"หากข้าไม่มา... ข้าคงไม่มีวันรู้เลยว่า พระชายาผู้เลอโฉมของข กำลังเอาชีวิตของตนเองไปแขวนไว้บนเส้นด้ายเพื่อส่งข่าวให้บุรุษอื่น" น้ำเสียงของเขาแหบพร่าและเต็มไปด้วยแรงกดดัน ดุร้ายราวกับพยัคฆ์หนุ่มที่กำลังหวงอาณาเขต มือหนาเอื้อมออกไปคว้าเอวบางเข้าหาตัวโดยไม่เปิดโอกาสให้นางได้ถอยหนี
ซูเหยาไม่หลบสายตา นางเงยหน้าขึ้นสบตากับเขา รอยยิ้มเยาะหยันแต้มอยู่ที่ริมฝีปากอิ่ม "บุรุษอื่นที่ท่านอ๋องตรัสถึง... คือองค์ชายสามผู้โง่เขลา หรือคือสายลับที่ฝังตัวอยู่ในจวนอ๋องของท่านกันแน่เพคะ? เพ่งเล็งผิดคนระวังจะเสียทีให้สุนัขลอบกัดนะเพคะ"
คำพูดแทงใจดำนั้นทำให้ดวงตาของจ้าวเฟยหลงวาวโรจน์ขึ้นวูบหนึ่ง รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมผุดขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลา เขาไม่ได้โกรธเคือง ทว่ากลับหัวเราะในลำคออย่างชอบใจ ฝ่ามือหนาลูบไล้ไปตามแนวสันหลังของนางผ่านเนื้อผ้าแพรต่วนชั้นดีอย่างถือสิทธิ์
"เจ้าฉลาดเกินไปแล้ว ซูเหยา... ความฉลาดของเจ้าบางครั้งก็ทำให้ข้าอยากจะล่ามโซ่เจ้าไว้ในห้องนี้ ตราบนิรันดร์ เพื่อไม่ให้ใครหน้าไหนได้มีโอกาสยลโฉมหรือรับรู้สติปัญญาอันร้ายกาจของเจ้าอีก"
"น่าเสียดายที่หม่อมฉันไม่ใช่สัตว์เลี้ยงในกรงทองของท่าน... และเกมกระดานนี้ ข้าก็เป็นผู้เดินหมาก ไม่ใช่เบี้ยที่ท่านจะเคลื่อนย้ายตามใจชอบ" นางตอบกลับทันควัน น้ำเสียงหนักแน่นและมั่นคงดั่งหินผา ทว่าหัวใจกลับเต้นผิดจังหวะยามที่ปลายนิ้วอุ่นจัดของเขาไล้ผ่านข้างแก้มเนียนนุ่ม
บรรยากาศระหว่างคนทั้งสองเต็มไปด้วยแรงดึงดูดอันตราย ท่ามกลางศึกชิงบัลลังก์ที่เลือดกำลังจะนองแผ่นดิน ความสัมพันธ์ของพวกเขาเปรียบเสมือนคมดาบสองคมที่แนบชิดกัน หากเผลอไผลเพียงนิดย่อมบาดลึกถึงชีวิต ทว่ากลับไม่มีใครยอมถอย
ในวินาทีที่จ้าวเฟยหลงโน้มใบหน้าลงมาหมายจะประทับริมฝีปากลงบนเรียวปากอิ่มเพื่อปิดกั้นคำพูดอวดดีเหล่านั้น เสียงเคาะประตูด้านนอกก็ดังขึ้นสามครั้งติดๆ กันอย่างร้อนรน ตามด้วยเสียงรายงานอันสั่นเครือขององครักษ์ประจำตัว
"ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว! มีพระราชโองการลับด่วนที่สุดส่งตรงจากท้องพระโรง... ม้าเร็วด่วนแปดร้อยลี้แจ้งว่า กองกำลังทหารรักษาพระองค์ของไทเฮาเคลื่อนพลเข้ายึดประตูเมืองทิศเหนือแล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
จ้าวเฟยหลงชะงักกุนซือในร่างชายาหยุดนิ่ง ดวงตาคมกริบเปล่งประกายอำมหิตขึ้นในทันที เขละสายตาจากซูเหยาช้าๆ รอยยิ้มเยือกเย็นปรากฏขึ้นที่มุมปาก
ทว่า ก่อนที่จ้าวเฟยหลงจะทันได้ก้าวออกไปเปิดประตู เสียงฝีเท้าหนักแน่นจำนวนมากก็ดังล้อมรอบเรือนพักของซูเหยาเอาไว้เสียก่อน พร้อมกับเงาร่างนับสิบที่ทาบทับลงบนบานหน้าต่างกระดาษสา
ประตูก็ถูกถีบกระเด็นเปิดออกด้วยพลังภายในอันรุนแรง ร่างของขันทีเฒ่าคนสนิทของไทเฮาก้าวเข้ามาพร้อมกับราชโองการสีทองอร่ามในมือ รอยยิ้มยียวนและสายตาคมปลาหลดกวาดมองพระชายาและท่านอ๋องที่ยืนประชิดกันอย่างแนบชิด
"ทูลท่านอ๋อง... และพระชายา..." ขันทีเฒ่าเอ่ยด้วยเสียงแหลมสูงบาดแก้วหู "ไทเฮามีรับสั่ง... ให้ควบคุมตัวท่านทั้งสองไปสอบสวนข้อหากบฏ ณ ท้องพระโรงเดี๋ยวนี้พ่ะย่ะค่ะ!"
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินหมากกระดานนี้ไปกับซูเหยาและท่านอ๋องนะคะ — เงียบแต่ฟาดเรียบค่ะ
ชายาคนนี้... ข้าขอหย่าตั้งแต่เมื่อวาน•ตอนที่ 28
นกพิราบสื่อสาร
ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ชายาคนนี้... ข้าขอหย่าตั้งแต่เมื่อวาน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!