สนับเพลาสีทองสลักลายหงส์เหินสะท้อนแสงตะเกียงสำริดวาววับ ยามเมื่อหลินซูเหยาก้าวผ่านธรณีประตูเรือนรับรองของตระกูลสือ เสียงรองเท้าหนังปักดิ้นเงินกระทบพื้นหินขัดดังขึ้นเป็นจังหวะจะโคน สม่ำเสมอราวกับเสียงเคาะระฆังประหารชีวิต นางสวมชุดคลุมยาวปักลายเมฆาล้อมมังกรสีครามเข้ม ทับด้วยเสื้อคลุมขนจิ้งจอกหิมะสีขาวบริสุทธิ์ ขับให้ดวงหน้ารูปไข่ที่เรียบนิ่งดุจน้ำค้างแข็งนั้นดูสง่างามจนผู้คนไม่กล้าสบตา
“พวกท่านคิดว่า การซ่อนบัญชีลับสี่แผ่นดินไว้ที่พื้นเรือนไม้จันทน์หอม จะพ้นสายตาของกรมอาญาไปได้เช่นนั้นหรือ”
น้ำเสียงหวานใสแต่เย็นเยียบราวน้ำแข็งขั้วโลกเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน หลินซูเหยาปรายตามองเหล่าผู้อาวุโสและขุนนางกังฉินที่ถูกมัดมือไพล่หลังคุกเข่าเรียงรายอยู่เบื้องหน้า ทุกคนล้วนตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว อาภรณ์แพรต่วนเนื้อดีเปรอะเปื้อนฝุ่นผงและหยาดเหงื่อ
สือไห่ ขุนนางผู้กังฉินที่เคยเรืองอำนาจคับเมืองหลวง เงยหน้าขึ้นด้วยแววตาแดงก่ำเต็มไปด้วยความแค้นเคือง แม้ริมฝีปากจะแตกยับจากการถูกซักฟอก เขาก็ยังเค้นเสียงลอดไรฟันออกมาได้ “หลินซูเหยา! เจ้า... นังปีศาจสารเลว เจ้าใช้วิธีสกปรกอันใดบีบบังคับฮ่องเต้ให้...”
*เพลียะ!*
เสียงฝ่ามือกระทบแก้วหูไม่ใช่ฝีมือของนาง แต่เป็นจ้าวเฟยหลง อ๋องเจิ้นเป่ยผู้ยืนสงบนิ่งอยู่เคียงข้าง ร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะทมิฬประดับลวดลายสลักทองดุจเทพสงครามขยับเพียงนิดเดียว แต่รังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากตัวเขากลับทำให้บรรยากาศภายในห้องลดฮวบลงจนแทบหายใจไม่ออก ดวงตาคมกราบดุจเหยี่ยวคู่นั้นกวาดมองสือไห่ราวกับมองมดปลวก
“ปากเน่าๆ เช่นนี้ สมควรถูกตัดลิ้นเสียให้สิ้นเรื่อง” จ้าวเฟยหลงเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ เยือกเย็น ไร้ซึ่งความปรานี มือหนายังคงถือกระบี่เหล็กกล้าที่ปลายคมกดยังหยดเลือดสดๆ ไหลหยดลงกระทบพื้น ส่งกลิ่นคาวคละคลุ้ง
หลินซูเหยายกมือขึ้นแตะแขนเสื้อของบุรุษข้างกายเบาๆ เป็นเชิงห้ามปราม สัมผัสแผ่วเบานั้นราวกับมีเวทมนตร์ที่สามารถสยบพายุคลั่งในอกของแม่ทัพผู้ดุร้ายให้สงบลงได้ทันที นางป้องปากแย้มสร้อยรอยยิ้มบางเบา ทว่าแฝงไว้ด้วยความคมกริบดشดใบมีดอาบยาพิษ
“ท่านอ๋องอย่าเพิ่งกริ้วไปเลยเพคะ สือไห่ผู้นี้ยังมีประโยชน์อยู่บ้าง อย่างน้อย... เขาก็เป็นกุญแจดอกสุดท้ายที่จะไขไปสู่สมบัติลับที่ตระกูลสือสะสมไว้จากการรีดนาทาเร้นราษฎรนานนับทศวรรษ”
นางก้าวเข้าไปใกล้ร่างที่สั่นเทากลัวตายของสือไห่ กลิ่นหอมจางๆ ของดอกเหมยอิงหนาวพัดผ่านปลายจมูกของอีกฝ่าย พร้อมกับที่นิ้วเรียวยาวดุจหยกสลักเอื้อมไปหยิบป้ายหยกประจำตัวที่ห้อยอยู่ตรงเอวของเขาขึ้นมาพิจารณาอย่างใจเย็น
“เจ้า... เจ้ามันอำมหิตยิ่งกว่างูพิษ!” สือไห่เค้นเสียงด่าทอด้วยความสิ้นหวัง “ข้าทำทุกอย่างเพื่อราชสำนัก เพื่อ...!”
“เพื่อความโลภของตนเองต่างหากเล่า” ซูเหยาตัดบท น้ำเสียงของนางราบเรียบไร้คลื่นอารมณ์ “ตระกูลสือของท่านผูกขาดการค้าเกลือและใบชา รีดไถภาษีจากราษฎรทางใต้จนล้มตายเป็นใบไม้ร่วง ทรัพย์สินที่พวกท่านกอบโกยมา คือคราบน้ำตาและเลือดเนื้อของประชาชน บัญชีสี่แผ่นดินนี้ระบุชื่อขุนนางร่วมขบวนการไว้ครบถ้วน... คิดว่าข้าจะต้องใช้เวลานานเท่าใดในการกวาดล้างพวกท่านให้สิ้นซากจากแผ่นดินนี้?”
นางเว้นจังหวะเล็กน้อย ปรายตามองสมุนรอบกายที่ก้มหน้าหมอบกราบด้วยความหวาดกลัว ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงที่ดังขึ้นทีละน้อย ทว่าก้องกังวานไปทั่วโถงกว้าง
“สามวัน... ข้าใช้เวลาเพียงสามวันในการรื้อรากถอนโคนต้นไม้อัปมงคลที่พวกท่านเพาะเลี้ยงมานานสิบปี รากฐานที่มั่นคงของตระกูลสือ ที่แท้ก็เป็นเพียงปราสาททรายที่ก่อขึ้นบนกองเลือดและคราบน้ำตา เมื่อคลื่นลมพัดมาเพียงระลอกเดียว ก็มลายหายไปสิ้น ไม่เหลือแม้แต่เศษซาก”
จ้าวเฟยหลงทอดมองสตรีตรงหน้าด้วยแววตาที่ลึกล้ำและเปี่ยมด้วยความหลงใหลระคนยกย่อง เขารู้ดีว่าหลินซูเหยาไม่ใช่สตรีอ่อนแอที่ต้องรอให้บุรุษปกป้อง นางคือยอดกุนซือผู้กุมหมากกระดานใหญ่ และในขณะเดียวกัน นางก็คือดวงใจเพียงหนึ่งเดียวที่เขายอมมอบอำนาจและชีวิตให้อย่างไร้เงื่อนไข มือหนายื่นออกไปโอบเอวคอดกิ่วของนางเข้าหาตัวอย่างถือสิทธิ์ พร้อมกับเอ่ยกระซิบข้างใบหู
“พระชายาของข้า... เก่งกาจถึงเพียงนี้ เห็นทีคืนนี้ข้าคงต้องมอบ ‘รางวัล’ ชิ้นใหญ่ให้เจ้าเสียแล้ว”
ซูเหยาเหลือบตามองค้อนเขาเล็กน้อย แก้วเนียนขึ้นสีแดงเรื่ออย่างหาได้ยากยิ่ง แต่นางมิได้ปฏิเสธสัมผัสสนิทสนมนั้น กลับเอียงคอมองขุนนางตระกูลสือที่ถูกทหารองครักษ์คุมตัวออกไปรับโทษทัณฑ์ตามราชโองการ ภาพความวุ่นวายและความพินาศย่อยยับของศัตรูสะท้อนอยู่ในนัยน์ตาคู่สวยที่ฉายแววสะใจอย่างเงียบงัน
การกวาดล้างสิ้นสุดลงอย่างสมบูรณ์แบบ รากฐานของอำนาจเก่าถูกถอนรากถอนโคน ไม่มีผู้ใดกล้าขวางทางนางอีกต่อไป
ทว่า... ในจังหวะที่ความเงียบสงบกำลังจะกลับคืนสู่เรือนรับรอง เสียงฝีเท้าเร่งรีบขององครักษ์เงาคนสนิทก็ดังขึ้นจากด้านนอก ประตูถูกผลักเปิดออกกะทันหัน พร้อมกับร่างขององครักษ์ที่คุกเข่าลงด้วยท่าทางตื่นตระหนก ใบหน้าซีดเผือดจนไร้สีเลือด
“ท่านอ๋อง! พระชายา! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
จ้าวเฟยหลงขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่พอใจที่ถูกขัดจังหวะ “มีเรื่องอันใดไยต้องตื่นตระหนก”
“ราช... ราชโองการลับจากท้องพระโรง... ถูกส่งมาถึงมือแม่ทัพพิทักษ์เมืองแล้วพ่ะย่ะค่ะ!” องครักษ์ละล่ำละลักรายงาน มือที่ยื่นสาส์นสั่นเทา “ในพระราชโองการระบุว่า... ฮ่องเต้มีรับสั่งให้พระชายาหลินซูเหยาเดินทางเข้าวังหลวงทันที โดยมีข้อหา... สมคบคิดกับแคว้นศัตรู!”
รอยยิ้มที่กำลังประดับอยู่บนมุมปากของหลินซูเหยาแข็งค้างไปในทันที นัยน์ตาคู่คมหรี่ลงเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจระคนฉุนเฉียว ในขณะที่แววตาดุร้ายของจ้าวเฟยหลงวาบขึ้นด้วยประกายสังหารอันน่าสะพรึงกลัว บรรยากาศรอบกายพลันกลับมาเย็นยะเยือกดุจลานประหารในพริบตา
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินหมากกระดานนี้ไปกับซูเหยาและท่านอ๋องนะคะ เงียบแต่ฟาดเรียบค่ะ
ชายาคนนี้... ข้าขอหย่าตั้งแต่เมื่อวาน•ตอนที่ 33
รากฐานที่มั่นคง
ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ชายาคนนี้... ข้าขอหย่าตั้งแต่เมื่อวาน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!