เสียงสะท้อนของแผ่นโลหะกระทบกันดัง *กริ๊ง* เบาๆ ทว่าบาดลึกในความเงียบงันของห้องทรงอักษร หลินซูเหยาไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นจากม้วนแผนที่ยุทธศาสตร์ตรงหน้า ปลายน้องนางเรียวสวยภายใต้เล็บที่ไว้กำลังพอเหมาะและย้อมด้วยสีแดงระเรื่อจากดอกเทียน กำลังลากผ่านแนวเทือกเขาชิงหลงอย่างเชื่องช้า แต่มั่นคง ดุจดั่งพญาเหยี่ยวที่กำลังวัดรอยเท้าเหยื่อบนผืนหิมะ
“ข่าวกรองจากชายแดนเหนือ... ช้ากว่าที่ข้าคาดการณ์ไว้ถึงสองวัน”
น้ำเสียงของนางราบเรียบ เย็นเยียบ ไร้ระลอกคลื่นแห่งความตระหนก ทว่ากลับสร้างแรงกดดันมหาศาลให้กับองครักษ์เงาที่คุกเข่าอยู่เบื้องล่างจนแผ่นหลังชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อกาฬ
จ้าวเฟยหลง ซึ่งประทับอยู่บนเก้าอี้ไม้จันทน์สลักลายพยัคฆ์คำรณ ไม่ได้เอ่ยขัดคำใด ดวงเนตรคมกลาบดุจใบมีดกวาดมองภรรยาเอกของตนด้วยแววตาที่ลึกล้ำเกินกว่าจะหยั่งถึง อาภรณ์สีดำสนิทปักดิ้นลายมังกรห้าเล็บขับเน้นให้พระองค์ดูน่าเกรงขามดั่งเทพแห่งสงครามผู้ลงทัณฑ์ แต่ทว่าในยามที่ทอดพระเนตรมองร่างระหงในชุดกระโปรงผ้าไหมสีเมฆาปักลายกิ่งเหมยสีเงินนั้น แววตาดุร้ายกลับทอประกายความอ่อนโยนลึกล้ำที่สงวนไว้ให้เพียงนางผู้เดียว
“ม้าเร็วม้าตายกลางทางถึงสามศพพะย่ะค่ะ พระชายา...” เสียงขององครักษ์รายงานด้วยความหวาดหวั่น “ตระกูลเว่ยจงใจสกัดกั้นเส้น3ส่งเสบียง และจงใจปล่อยให้กองทัพแคว้นเป่ยหรงรุกล้ำผ่านด่านอวี้เหมินเข้ามาได้โดยไร้การต้านทาน”
ซูเหยาแค่นเสียงหัวเราะในลำคอเบาๆ ช่างเป็นเสียงที่ไพเราะดุจกระดิ่งเงินยามต้องลม แต่กลับเย็นชาจนผู้ฟังต้องสันหลังวาบ นางเงยหน้าขึ้น ดวงตาคู่คมปลาบดุจหงส์กวาดมองสามีในนาม “ดูท่า... เสนาบดีเว่ยคงร้อนใจอยากเห็นหัวข้าหลุดจากบ่าเต็มทีแล้วกระมัง ถึงได้ยอมชักศึกเข้าบ้าน ชักนำหมาป่าเข้าสู่ราชสำนักต้าเหลียงเช่นนี้”
จ้าวเฟยหลงยกถ้วยชาขึ้นจิบ ช้าๆ ท่วงท่าสง่างามไร้ที่ติ “หมาป่าหรือ... หากพวกมันคิดจะเหยียบย่างเข้ามาในอาณาเขตของเป่ยหลงจริง เกรงว่าคงต้องเตรียมโลงศพไม้สนไว้ต้อนรับล่วงหน้าเสียแล้ว”
พระองค์วางถ้วยแผ่วเบา ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามาหยุดเบื้องหลังซูเหยา กลิ่นอายบุรุษเพศอันตรายปะปนกับกลิ่นหอมจางๆ ของสนและโลหิตจางๆ ลอยกรุ่นอยู่รอบกาย มือหนาเอื้อมไปสัมผัสปอยผมที่คลอเคลียอยู่2ข้างแก้มของนางอย่างแผ่วเบา ราวกับกำลังทะนุถนอมสมบัติล้ำค่าที่สุดในใต้หล้า “เจ้ากลัวหรือ... ซูเหยา?”
ซูเหยาไม่หลบเลี่ยงสัมผัสนั้น นางเพียงแต่เอียงใบหน้าเล็กน้อย รอยยิ้มเยาะหยันแต้มอยู่ที่มุมปาก “กลัว? หม่อมฉันเพียงแต่เสียดายกระดาษสาและหมึกชั้นดี ที่ต้องมาใช้ร่างพระราชโองการประหารล้างโคตรตระกูลเว่ยในภายหลัง... ท่านอ๋องคิดว่า ลายมือของหม่อมฉันในยามที่เขียนชื่อของบิดาตัวเอง จะงดงามพอที่จะประดับไว้ในหอจดหมายเหตุหรือไม่เล่า?”
คำพูดที่เปี่ยมด้วยความเหี้ยมเกรียมและเลือดเย็นนี้ กลับทำให้จ้าวเฟยหลงหลุดพระ V-สุรเสียงหัวเราะทุ้มต่ำในพระอุทร ความพึงพอใจฉายชัดในดวงเนตรคมกลาบ พระองค์โน้มพระพักตร์ลงกระซิบข้างใบหูขาวสะอาดที่ประดับด้วยต่างหูไข่มุกราตรี “หากเป็นเจ้าต่อให้เขียนด้วยเลือดของพวกมัน ก็ย่อมงดงามที่สุดในแผ่นดิน”
บรรยากาศภายในห้องทรงอักษรพลันอบอวลด้วยกลิ่นอายแห่งความตายและการชำระแค้นที่เข้มข้นขึ้นทุกขณะ แผนที่ยุทธศาสตร์ตรงหน้าถูกพับเก็บอย่างเป็นระเบียบโดยเรียวหนาของซูเหยา นางรู้ดีว่าการเคลื่อนไหวของกองทัพเป่ยหรงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลผลิตจากเกมการเมืองที่นางและจ้าวเฟยหลงร่วมกันวางหมากต้อนให้ตระกูลเว่ยจนมุมในคราวเดียว
แต่ทว่า... ในจังหวะที่ทุกอย่างกำลังดำเนินไปตามแผนการอันแยบคาย เสียงฝีเท้าเร่งรีบอย่างผิดปรกติก็ดังขึ้นที่เบื้องนอกประตู
*ปัง!*
ประตูไม้แกะสลักถูกผลักเปิดออกอย่างไร้ความสำรวม ขันทีสนิทหน้าตาตื่นตระหนกวิ่งเข้ามาคุกเข่าจนตัวสั่นเทา ร่างทั้งร่างแนบราบไปกับพื้นศิลาเย็นเฉียบ “ท... ทูลท่านอ๋อง! พระชายา! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพะย่ะค่ะ!”
จ้าวเฟยหลงขมวดพระขนงเข้าหากันอย่างไม่สบอารมณ์ รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมาจากวรกายจนอุณหภูมิในห้องลดฮวบลงทันที “บัง1อาจ! มีเรื่องอันใดไยต้องเสียมารยาทเช่นนี้!”
ขันทีผู้นั้นโขกศีรษะจนหน้าผากแทบแตก เสียงสั่นเครือจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์ “ก...
กองทัพศัตรู... กองทัพเป่ยหรงไม่ได้เคลื่อนพลมาทางด่านอวี้เหมินอย่างที่สายสืบรายงานพะย่ะค่ะ... แต่... แต่พวกมันใช้เส้นทางลับผ่านหุบเขาอสูร และในเวลานี้... กองทัพหน้าของข้าศึก... ได้ประชิดประตูเมืองหลวงทางทิศเหนือ ระยะห่างไม่ถึงสามสิบหลี้แล้วพะย่ะค่ะ!”
ซูเหยาชะงักมือที่กำลังจัดพู่กันกัน ปลายพู่กันที่เปียกชุ่มด้วยหมึกสีดำสนิทหยดลงบนกระดาษสีขาวบริสุทธิ์ แตกกระจายออกเป็นรอยด่างคล้ายหยดเลือดที่ไร้ระเบียบ ดวงตาคู่คมหรี่แคบลงทันที
หุบเขาอสูร... เส้นทางที่ถูกปิดตายด้วยค่ายกลค่ายคูน้ำแข็งมานานนับร้อยปี และมีเพียงผู้ที่กุมกุญแจลับของราชสำนักหรือ... คนในตระกูลเว่ยเท่านั้นที่รู้เส้นทางนี้!
ก่อนที่ซูเหยาจะได้เอ่ยสิ่งใด เสียงระฆังศึกจากหอกลองหลวงก็ดังสนั่นหวั่นไหว *ก้อง... ก้อง... ก้อง...* สามครั้งซ้อน เป็นสัญญาณเตือนภัยสูงสุดที่ไม่ได้ยินมานานนับสิบปี แผ่นดินใต้หล้าสั่นสะเทือน ราวกับฟากฟ้ากำลังจะถล่มลงมาเบื้องหน้า
จ้าวเฟยหลงสะบัดชายเสื้อคลุม ทรงผุดลุกขึ้นยืนดั่งพญาเสือโคร่งที่ถูกปลุกให้ตื่นจากนิทรา แววตาดุร้ายฉายประกายสังหารอันน่าสะพรึงกลัว พระองค์มิได้ตกใจตระหนกแม้แต่น้อย หากแต่แย้มพระสรวลเหี้ยมเกรียมออกมา “หึ... ชักศึกเข้าบ้านจนตัวตาย ยังไม่พอ... พวกมันถึงกับกล้าเปิดประตูต้อนรับพญามัจจุราชเข้าสู่เรือนหอของข้าเองเลยหรือ”
พระองค์หันกลับมาทอดพระเนตรซูเหยา ผู้ซึ่งในยามนี้มิได้แสดงอาการหวาดกลัวแม้แต่น้อย นางค่อยๆ วางพู่กันลงอย่างใจเย็น ยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มที่งดงามและอันตรายที่สุดเท่าที่เคยมีมา
“ท่านอ๋อง...” ซูเหยาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทรงพลังอำนาจ “ในเมื่อพวกมันอยากเล่นเกมสงคราม... เราก็จงจัดพิธีศพชุดใหญ่ให้สมเกียรติแก่พวกมัน... ณ ประตูเมืองหลวงแห่งนี้เถอะ”
ทว่า ทันใดนั้นเอง องครักษ์เงานายเดิมก็พุ่งพรวดเข้ามาอีกครั้ง พร้อมกับม้วนกระดาษหนังแกะเปื้อนเลือดในมือ ใบหน้าซีดเผือดราวกับคนไร้วิญญาณ “ทูลท่านอ๋อง... พระชายา... นี่คือ... ตราประทับลับที่ถูกทิ้งไว้ที่แนวหน้า... มัน... มันคือตราประทับขององค์รัชทายาทพะย่ะค่ะ!”
ขอบพระคุณทุกท่านที่ยังคงร่วมเดินทางและวางหมากตาสุดหินไปกับซูเหยาและท่านอ๋องนะคะ — เงียบแต่ฟาดเรียบค่ะ
ชายาคนนี้... ข้าขอหย่าตั้งแต่เมื่อวาน•ตอนที่ 24
กลิ่นไอสงคราม
ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ชายาคนนี้... ข้าขอหย่าตั้งแต่เมื่อวาน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!