กลิ่นคาวเลือดเจือจางในสายลมหนาวจัดของค่ายทหารรกร้างชายแดนประจิม ช่างเป็นกลิ่นที่หลินซูเหยาคุ้นเคยยิ่งกว่ากลิ่นหอมของกำยานในห้องหอ เสื้อคลุมผ้าแพรต่วนสีเพลิงปักลายหงส์คู่ที่เคยยาวระพื้น บัดนี้ถูกตัดชายสั้นเพื่อความคล่องตัวในการเดินทาง ยามเมื่อนางก้าวผ่านกองฟางและซากอารักขาที่ล้มตาย แสงคบเพลิงสีส้มวับแวมสะท้อนดวงตากลมโตคู่คมที่ฉายแววนิ่งสงบดั่งผิวน้ำในบึงลึก ไร้ซึ่งความหวาดกลัว มีเพียงประกายแห่งความเฉียบคมของแพทย์ผู้ชำนาญการเป็นตาย และกุนซือผู้ถือหมากเหนือกระดาน
"คุณหนูรอง... ด้านในมีไพศาลพยัคฆ์ซุ่มอยู่ไม่ต่ำกว่าร้อยชีวิต ประตูค่ายลงกลอนเหล็กหนาเตอะ ท่านอ๋องทรง..."
"ถ้าเขาเป็นอะไรไป ข้าคงต้องเปลี่ยนแผนเผาเมืองหลวงทิ้งเสียตั้งแต่คืนนี้" หลินซูเหยายกมือขึ้นห้ามเสียงทุ้มขององครักษ์เงา นางปัดเขม่าดินปืนที่ติดอยู่บนแขนเสื้อผ้าไหมปักลายเมฆมงคลสีครามอย่างไม่ใส่ใจนัก ชุดที่นางสวมใส่ในวันนี้แม้จะดูทะมัดทะแมงสำหรับการออกศึก แต่ทว่าการตัดเย็บยังคงประณีตบรรจงตามแบบฉบับสตรีสูงศักดิ์ ปิ่นหยกมันแพะปักผมไว้หลวมๆ ขับเน้นให้ลำคอระหงดูระคนเย่อหยิ่งและเปราะบางในคราเดียวกัน
ครืน—!
ประตูเหล็กบานยักษ์ของค่ายพักแรมถูกแรงกระแทกจากภายในพังทลายลงมา เสียงเหล็กกล้าเสียดสีกันดังสนั่นหวั่นไหว ท่ามกลางฝุ่นตลบอบอวลและควันไฟที่คุกกรุ่น ร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะทมิฬชุ่มโชกไปด้วยโลหิตก้าวออกมาอย่างเชื่องช้า เส้นผมสีดำสนิทรุ่ยร่ายระต้นคอแกร่ง มือหนากุมกระบี่โบราณที่หยาดหยดโลหิตสีแดงฉานลงบนพื้นหิมะสีขาวโพลน ดวงตาคมกริบดั่งพญาอินทรีคู่นั้นกวาดมองผู้บุกรุกด้วยความดุร้ายเยือกเย็น ก่อนจะสะดุดลงที่ร่างระหงของสตรีที่ยืนเด่นอยู่ท่ามกลางลมหนาว
จ้าวเฟยหลงชะงักฝีเท้า ลมหายใจที่หอบกระชั้นเพราะผ่านศึกหนักมาหยัดยืนนิ่งสนิท
ไม่มีคำทักทาย ไม่มีคำตัดพ้อต่อว่าเรื่องที่นางลอบหนีออกจากจวนอ๋องเมื่อสามวันก่อน ท่ามกลางกลิ่นไอสงครามที่ระอุเดือด ทั้งสองสบตากันเนิ่นนาน ราวกับโลกทั้งใบหยุดหมุนเพื่อรอให้ความโหยหาที่ซ่อนไว้ใต้คมดาบได้ระบายออกทางสายตา
"เจ้า... ไม่ควรมาที่นี่" เสียงทุ้มต่ำแหบพร่าเอ่ยขึ้นราวกับเสียงคำรามของสัตว์ป่าบาดเจ็บ แต่แววตาที่มองนางกลับไหวระริกด้วยความรู้สึกที่ลึกซึ้งจนน่าตกใจ ท่านอ๋องผู้เหี้ยมโหด ดุร้าย และไร้ความปรานีต่อผู้ใด บัดนี้กลับมีร่องรอยความหวาดหวั่นฉายชัดอยู่ในดวงตาคู่นั้น—หวาดกลัวว่าสตรีผู้เป็นดั่งดวงใจเดียวจะพลาดท่ากลางสนามรบ
หลินซูเหยาสรวลในลำคอเบาๆ นางก้าวเท้าเข้าไปใกล้ทีละก้าว ยิ่งเข้าใกล้ กลิ่นอายความเป็นความตายยิ่งเด่นชัด แต่กลิ่นอายบุรุษของเขากลับทำให้หัวใจที่ด้านชาของนางอุ่นวาบขึ้นมาอย่างประหลาด
"หม่อมฉันมาเพื่อตบหน้าคนที่กล้าลอบสังพระสวามีต่างหากเพคะ... ท่านอ๋อง"
นางหยุดยืนตรงหน้าเขา ร่างของจ้าวเฟยหลงสูงใหญ่กว่านางมากนัก เขาย่อตัวลงเล็กน้อยเพื่อให้อยู่ในระดับสายตาเดียวกัน มือหนาที่เปื้อนคราบเขม่าและเลือดสดๆ ยื่นออกไปช้าๆ ราวกับกลัวว่าภาพตรงหน้าจะเป็นเพียงภาพลวงตาจากพิษร้าย ปลายนิ้วหยาบกร้านสัมผัสลงบนแก้มเนียนนุ่มที่มีรอยเปื้อนเขม่าควันอย่างแผ่วเบาราวกับทะนุถนอมไข่มุกราตรีที่เปราะบางที่สุดในใต้หล้า
"ดื้อด้านนัก..." เขากระซิบชิดริมฝีปาก น้ำเสียงดุดันแต่สั่นเครือเล็กน้อย ก่อนจะรวบเอวบางเข้าหาตัวแล้วดึงเข้าสู่อ้อมกอดอย่างแรง ราวกับจะหลอมรวมร่างของนางให้จมหายไปกับเกราะเหล็กที่เย็นเฉียบ
อ้อมกอดท่ามกลางซากปรักหักพังและกลิ่นคาวเลือด ช่างหนักหน่วงและมั่นคงดั่งขุนเขา ทว่ากลับเปี่ยมล้นไปด้วยความโหยหาที่กัดกินหัวใจมาหลายราตรี หลินซูเหยาซบใบหน้าลงกับลาดไหล่กว้างที่ห่อหุ้มด้วยเกราะเหล็ก นางสูดกลิ่นอายบุรุษที่ปะปนกับกลิ่นสนิมเหล็กเข้าเต็มปอด มือเรียวเลื่อนขึ้นโอบรอบลำคอแกร่ง ปลายนิ้วสัมผัสเส้นผมที่ชื้นเหงื่อของเขาเบาๆ เป็นการปลอบประโลมในแบบของนาง
"หม่อมฉันบอกแล้ว... ว่ากระดานนี้ ข้าจะเป็นคนเดินหมากตา最後เอง" นางกระซิบชิดใบหูของเขา
จ้าวเฟยหลงหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่ทุ้มต่ำและเปี่ยมด้วยอำนาจ แต่นัยน์ตากลับพาดผ่านด้วยประกายแห่งความคลั่งไคล้ เขาผละออกเพียงเล็กน้อยเพื่อจ้องมองดวงหน้าหวานที่รั้นระคนฉลาดเฉลียว ก่อนจะโน้มใบหน้าลงประทับริมฝีปากบนหน้าผากมนอย่างหนักหน่วง เนิ่นนาน ราวกับต้องการประทับตรารักนี้ไว้ชั่วนิรันดร์ท่ามกลางมหาสงคราม
ทว่า... ช่วงเวลาแห่งความเงียบงันและอ้อมกอดอันอบอุ่นกลับถูกกระชากขาดลงด้วยเสียงฝีเท้าฝูงใหญ่ที่ดังมาจากด้านหลังค่ายทหาร
"ท่านอ๋อง! พระชายา! รีบถอยเพคะ! มีบางอย่างไม่ถูกต้อง..." เสียงของลี่อินสาวใช้คนสนิทที่ควบม้าตามมาสมทบตะโกนก้องด้วยความตื่นตระหนก ใบหน้าของนางซีดเผือดราวกับกระดาษ
หลินซูเหยาขมวดคิ้วมุ่นทันที นางผละออกจากอ้อมแขนของจ้าวเฟยหลงอย่างรวดเร็ว สัญชาตญาณแพทย์และกุนซือเตือนภัยวิกฤตพุ่งสูงถึงขีดสุด ดวงตากลมโตหันขวับไปมองยังทิศทางที่มาของเสียง และภาพที่ปรากฏแก่สายตากลับทำให้ลมหายใจของนางสะดุดกึก
ธนูอาบยาพิษนับร้อยดอกพุ่งแหวกอากาศยามค่ำคืนเข้ามาดั่งหามจั่ว ท้องฟ้าเหนือค่ายทหารรกร้างถูกย้อมด้วยประกายไฟสีเขียวมรกตจากหัวลูกศรที่เผาไหม้สารเคมีประหลาด และที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือธนูเหล่านั้นไม่ได้มุ่งเป้ามาที่พวกเขา... แต่พุ่งตรงไปยังคลังเสบียงและกองระเบิดเพลิงที่ซ่อนอยู่ใต้ดินของค่าย!
จ้าวเฟยหลงแววตาวาวโรจน์ด้วยจิตสังหาร เขาคว้าตัวหลินซูเหยาเข้าสู่อ้อมกอดอีกครั้งเพื่อใช้แผ่นหลังของตนเองบังประกายไฟที่กำลังจะร่วงหล่นลงมา
ตูม—!
แรงระเบิดมหาศาลสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งผืนป่า เปลวเพลิงสีแดงฉานโหมกระหน่ำกลืนกินทุกสิ่งในพริบตา ท่ามกลางแสงไฟที่ลุกท่วม ทหารรักษาการณ์นายหนึ่งวิ่งทะยานเข้ามาด้วยสภาพสะินทสะสะเทือน เลือดไหลทะลักจากมุมปาก มือข้างหนึ่งยื่นม้วนราชโองการลับที่เปื้อนเลือดส่งให้จ้าวเฟยหลงด้วยมือที่สั่นเทา
"ทูล... ทูลท่านอ๋อง... พระราชโองการด่วนจากเมืองหลวง... ตราประทับหยกขาว... ขององค์รัชทายาท... ประกาศให้ท่านอ๋องและพระชายา... เป็นกบฏนอกรีต ต้องโทษประหารเจ็ดชั่วโคตรพะยะค่ะ!"
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินหมากกระดานนี้ไปกับซูเหยาและท่านอ๋องนะคะ — เงียบแต่ฟาดเรียบค่ะ
ชายาคนนี้... ข้าขอหย่าตั้งแต่เมื่อวาน•ตอนที่ 30
อ้อมกอดท่ามกลางสงคราม
ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ชายาคนนี้... ข้าขอหย่าตั้งแต่เมื่อวาน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!