"กองทัพนับแสนของแคว้นเป่ยเยี่ยนหาได้น่ากลัวอย่างที่ท่านกังวลไม่ ท่านแม่ทัพ... สิ่งที่น่ากลัวจริงๆ คือหนอนบ่อนไส้ที่สวมชุดขุนนางนั่งจิบชาชั้นดีอยู่ในห้องโถงว่าราชการต่างหากเจ้าค่ะ"
สำเนียงใสกระจ่างดุจไข่มุกกระทบจานหยกดังขึ้น ท่ามกลางบรรยากาศตึงเครียดภายในห้องบัญชาการรบ หลินซูเหยาในอาภรณ์ปักลายเบญจมาศสีม่วงเข้มตัดกับผิวขาวราวกระเบื้องเคลือบ นางมิได้มีท่าทีตื่นตระหนกแม้แต่น้อย ปลายเรียวนิ้วขาวผ่องกำลังจรดพู่กันเขียนแผนผังค่ายกลลงบนแผนที่หนังแกะอย่างมั่นคง ท่วงท่าสง่างามราพณ์เทพเซียนลงมาเดินดิน
จ้าวเฟยหลง (อ๋องเจิ้นเป่ย) ในชุดเกราะทมิฬประดับลวดลายมังกรทอง ยืนค้ำโต๊ะแผนที่ด้วยมือทั้งสองข้าง ดวงเนตรคมกราบดุจพญาอินทรีคู่นั้นมิได้มองแผนที่เลยแม้แต่น้อย เขากำลังทอดมองสตรีผู้เป็นดั่งดวงใจด้วยแววตาลุ่มลึกและเต็มไปด้วยความระอาแกมเอ็นดู ภายใต้ความเยือกเย็นดุจน้ำแข็งที่เคยใช้สยบกองทัพนับล้าน บัดนี้กลับยอมจำนนต่อรอยยิ้มบางเบาที่มุมปากของนางแต่เพียงผู้เดียว
"เป่ยเยี่ยนยกพลประชิดชายแดนอุดร ห่างจากกำแพงเมืองเพียงสามลี้ เจ้ายังใจเย็นถึงขั้นนั่งเทียบยาสมานแผลให้พลทหารได้อีกหรือ... ซูเหยา" สุ้มเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้น แม้จะเจือแววดุอยู่บ้าง แต่กลับอ่อนโยนลงหลายส่วนเมื่อเอ่ยนามของนาง
"เพราะหม่อมฉันรู้ว่าท่านอ๋องผู้เกรียงไกรย่อมไม่ยอมให้ทหารของพระองค์เสียเลือดเนื้อโดยใช่เหตุอย่างไรล่ะเพคะ" ซูเหยาเงยหน้าขึ้นสบตาเขา รอยยิ้มที่จุดประกายขึ้นในดวงตานั้นเฉียบคมดั่งคมดาบที่ซ่อนอยู่ในฝักผ้าไหมแพรต่วน "อีกอย่าง... ข่าวกรองที่ท่านส่งคนไปสืบจากเมืองหลวง ส่งมาทันเวลาพอดีมิใช่หรือเจ้าค่ะ?"
จ้าวเฟยหลงแค่นหัวเราะในลำคออย่างพึงใจ เขายืดตัวขึ้นเต็มความสูง ร่างกำยำในชุดเกราะแผ่รังสีน่าเกรงขามจนนายกองทั้งหลายที่ยืนอยู่รอบห้องต่างพากันก้มหน้าหลบสายตา มีเพียงซูเหยาเท่านั้นที่ยังคงเชิดหน้าสบตากับเขาอย่างไม่เกรงกลัว
"สนับมือเหล็กของเจ้ารอบนี้คงไม่ได้เตรียมไว้แค่ทุบหัวพวกกบฏในเมืองหลวงกระmั่งถึงชายแดนกระมัง?" อ๋องเจิ้นเป่ยเอ่ยถามพลางยื่นมือไปปัดปอยผมที่คลอเคลียแก้มเนียนของนางออกอย่างแผ่วเบา สัมผัสอบอุ่นนั้นตัดกับสถานการณ์สงครามเบื้องหน้าอย่างสิ้นเชิง
"หม่อมฉันเพียงแต่คิดว่า... การจะรับมือกับศึกนอก ย่อมต้องเคลียร์ศึกในให้เรียบร้อยเสียก่อน" ซูเห่าวางพู่กันลง นางลุกขึ้นยืนเต็มความสูง อาภรณ์ปักดิ้นทองไหวระริกตามจังหวะการเคลื่อนไหว กลิ่นหอมจางๆ ของสมุนไพรจีนผสมผสานกับกลิ่นอายเฉพาะตัวของนางลอยกรุ่นอยู่ในบรรยากาศ "ท่านอ๋องโปรดดูนี่..."
นางชี้ไปยังจุดยุทธศาสตร์สำคัญบนแผนที่ "กองทัพเป่ยเยี่ยนมีจุดเด่นเรื่องทหารม้าที่รวดเร็วและชำนาญพื้นที่ราบสูง แต่พวกมันมีจุดตายที่เสบียง... เสบียงจำนวนมหศาลนี้ไม่ได้ถูกขนมาจากเป่ยเยี่ยนโดยตรงห้ามนึกสงสัย หากแต่ถูกกักตุนไว้ที่ 'คลังสินค้าตระกูลเว่ย' เมืองท่าทางใต้ ซึ่งเป็นเส้นทางเดียวกับที่ขุนนางฝ่ายกราบทูลฮ่องเต้ให้ตัดงบประมาณกองทัพของเราเมื่อเดือนก่อน"
นายกองเอกผู้หนึ่งสูดลมหายใจเข้าลึกๆ "หมายความว่า... เสบียงของข้าศึกถูกส่งผ่านพ่อค้าคนกลางที่เป็นสายให้พวกเราเองหรือพะย่ะค่ะ!"
"ถูกต้อง" ซูเหายิ้มรับ ดวงตาดอกท้อทอประกายเจ้าเล่ห์ "พวกมันคิดจะใช้สงครามครั้งนี้บีบให้ท่านอ๋องต้องถอนกำลังกลับเมืองหลวงเพื่อรักษาฐานอำนาจ โดยใช้ความอดอยากของราษฎรและทหารเป็นเครื่องมือ... แต่น่าเสียดาย ที่พวกมันคำนวณพลาดไปอย่างหนึ่ง"
"พลาดที่ข้ามีชายาเช่นเจ้า" จ้าวเฟยหลงต่อประโยคให้ด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ ดวงตาคมกริบกวาดมองแผนการที่นางวางไว้เป็นฉากๆ อย่างละเอียดลออ ทุกย่างก้าว ทุกหมากที่นางเดิน ล้วนส2ะท้อนสติปัญญาที่เหนือล้ำกว่าบุรุษในราชสำนักรวมกันเสียอีก
"หม่อมฉันมิกล้ารับคำชมเพคะ" ซูเหยาเอ่ยถ่อมตัวด้วยรอยยิ้ม แต่แววตากลับเด็ดเดี่ยว "ในเมื่อพวกมันอยากเล่นเกมตัดกำลังนัก รwanนี้หม่อมฉันก็จะใช้ 'กลยุทธ์ยืมดาบฆ่าคน' และ 'ยุทธการปิดฟ้าข้ามทะเล' ส่งของขวัญชิ้นใหญ่ไปต้อนรับแม่ทัพเป่ยเยี่ยนเสียหน่อย... ทหาร!"
"มีสิ่งใดจะบัญชา พระชายา!" นายกองและแม่ทัพย่อยคุกเข่าประสานมือรับคำสั่งพร้อมเพรียงกันอย่างพร้อมใจ
"นำกองกำลังหน่วยเงาทมิฬของท่านอ๋อง ลอบเข้าไปเผาโกดังเสบียงที่เมืองท่าทางใต้ในคืนนี้ทันที! ส่วนที่หน้าด่านอุดร... ให้ตรึงกำลังตั้งรับด้วยค่ายกลค่ายกลแปดทิศที่หม่อมฉันเพิ่งร่างขึ้น ห้ามปะทะโดยตรงเด็ดขาด จนกว่าเสบียงของพวกมันจะหมดลงและม้าศึกเริ่มล้มตายด้วยความหิวกระหาย... ถึงเวลานั้น เราค่อยออกไปเก็บกวาดซากหมาป่าหิวโซพวกนั้นทีเดียวเจ้าค่ะ!"
น้ำเสียงเด็ดขาดและเฉียบคมของซูเหยาดังก้องไปทั่วห้องบัญชาการ ราวกับเสียงประกาศิตที่ไม่มีผู้ใดกล้าฝ่าฝืน จ้าวเฟยหลงมองดูภรรยาของตนด้วยความลุ่มหลงระคนฮึกเหิม สตรีผู้นี้มิใช่เพียงแค่ดอกไม้ประดับจวนอ๋อง หากแต่คือนางพญาผู้กุมชะตากรรมของแผ่นดินไว้ในอุ้งมืออย่างแท้จริง
ทว่า... ในจังหวะที่บรรยากาศกำลังฮึกเหิมและแผนการทุกอย่างกำลังดำเนินไปตามหมากที่วางไว้ เสียงฝีเท้าเร่งรีบก็ดังขึ้นจากด้านนอกห้องบัญชาการ ขัดจังหวะความเงียบสงบยามราตรี
*ปัง!*
ประตูไม้สักทองถูกผลักเปิดออกอย่างแรง ขันทีสนิทในชุดสีน้ำเงินเข้มวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาคุกเข่าลงกับพื้น เนื้อตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว หยดเหงื่อผุดพรายเต็มใบหน้าซีดเผือด ราวกับเพิ่งไปพบเจอภูตผีปีศาจมาหมาดๆ
"ท... 𠊎... ท่านอ๋อง! พระชายา! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพะย่ะค่ะ!" ขันทีผู้นั้นละล่ำละลักละลานจนแทบจับใจความไม่ได้
จ้าวเฟยหลงขมวดคิ้วมุ่น รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมาจากร่างทันที "มีเรื่องอันใด เหตุใดจึงเสียมารยาทเช่นนี้!"
ขันทีผู้นั้นก้มกราบจนหน้าผากแนบพื้น ร่างกายสั่นเทิ้มยิ่งกว่าเดิม ก่อนจะส่งเสียงสั่นเครือเอ่ยถ้อยคำที่ทำให้บรรยากาศภายในห้องเย็นเยียบลงจนถึงขั้วหัวใจ
"ม... มีพระราชโองการด่วนจากเมืองหลวง... ฮ่องเต้ทรง... ฮ่องเต้ทรงมีพระราชสาส์นลับตรัสสั่งให้ปลดท่านอ๋องออกจากตำแหน่งแม่ทัพอุดร พร้อมทั้ง... พร้อมทั้งมีรับสั่งให้จับกุมพระชายาในข้อหา... ในข้อหากบฏคบคิดกับข้าศึกพะย่ะค่ะ!"
สิ้นเสียงนั้น ความเงียบงันราวกับความตายก็เข้าปกคลุมห้องบัญชาการทันที จ้าวเฟยหลงชะงักค้าง ดวงตาคมกริบเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความดุร้ายราวดั่งพญามารที่พร้อมจะฉีกกระชากทุกสิ่งเป็นชิ้นๆ
ส่วนซูเหยา... นางมิได้ตกใจตื่นตระหนกตามคาด ดวงตาดอกท้อคู่นั้นกลับหรี่ลงเล็กน้อย รอยยิ้มเยือกเย็นผุดขึ้นที่มุมปากอย่างแผ่วเบา เมื่อนางก้มลงมองราชโองการในมือของขันที ที่ผนึกด้วยลัญจกรหยกขาวบริสุทธิ์... ลัญจกรที่นางคุ้นเคยเป็นอย่างดี
เงียบแต่ฟาดเรียบค่ะ!
ชายาคนนี้... ข้าขอหย่าตั้งแต่เมื่อวาน•ตอนที่ 35
กลศึกกุนซือหญิง
ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ชายาคนนี้... ข้าขอหย่าตั้งแต่เมื่อวาน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!