ชายาคนนี้... ข้าขอหย่าตั้งแต่เมื่อวาน•ตอนที่ 36

คมดาบที่พุ่งเข้าใส่

ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
กลิ่นคาวเลือดเข้มข้นคละคลุ้งจนแทบสำลัก มันไม่ใช่กลิ่นโลหะจางๆ ของการบาดเจ็บทั่วไป หากแต่เป็นกลิ่นอายแห่งความตายที่โชยมาจากบาดแผลลึกฉกรรจ์บนแผ่นอกกว้างของบุรุษผู้ขึ้นชื่อว่าเป็นรัหนูหินผาแห่งแดนเหนือ ผ้าแพรปักลายมังกรห้าเล็บสีดำสนิทบัดนี้ชุ่มโชกไปด้วยโลหิตสีเข้มจนเกือบดำสนิท—พิษสลายกระดูกจากเงื้อมมือของศัตรูในเงา กำลังกัดกินเนื้อหนังและเส้นเอ็นของจ้าวเฟยหลงอย่างรวดเร็วดุจไฟลามทุ่ง "องค์อ๋อง..." เสียงอุทานตระหนกของเหล่าองครักษ์เงาถูกกลืนหายไปภายใต้สายตาคมกริบดั่งใบมีดที่ส่งสัญญาณห้ามปราม หลินซูเหยาก้าวเท้าเข้ามาในห้องโถงอับทึบด้วยจังหวะก้าวที่มั่นคง แม้ชายกระโปรงผ้าไหมปักลายดอกเหมยสีขาวบริสุทธิ์จะลากผ่านคราบเลือดนองบนพื้นหินอ่อน นางก็มิได้กะพริบตาหรือแสดงความหวาดกลัวแม้แต่น้อย สติปัญญาอันเฉียบคมและเลือดเย็นของแพทย์อัจฉริยะถูกปลุกขึ้นมาเต็มกำลัง ท่ามกลางสถานการณ์ที่แขวนอยู่บนเส้นด้ายระหว่างความเป็นกับความตาย ร่างสูงใหญ่ที่เคยสง่างามและคุกคามผู้คนด้วยรัศมีอันเยือกเย็น บัดนี้กลับนอนพิงอยู่กับพนักตั่งไม้จันทน์อย่างหมดเรี่ยวแรง เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายเต็มกรอบหน้าคมคายที่ซีดเผือดจนไร้สีเลือด ริมฝีปากที่มักเหยียดยิ้มเย้ยหยันโลกหล้าบัดนี้กลับมีคราบโลหิตสีดำไหลซึมไม่ขาดสาย ทว่าแม้ในยามที่ลมหายใจรวยรินใกล้ดับสูญ ดวงตาคู่นคมดุจเหยี่ยวคู่นั้นก็ยังคงจับจ้องมาที่ร่างบางของนาง ราวกับกลัวว่าภาพตรงหน้าจะเป็นเพียงภาพลวงตาจากความตาย "เจ้า... ไม่ควรเข้ามาใกล้ข้า" เสียงทุ้มต่ำแหบพร่าเอ่ยลอดไรฟันที่ขบเข้าหากันแน่นเพื่ออดกลั้นความเจ็บปวด จ้าวเฟยหลงพยายามยกมือขึ้นหมายจะปัดป้องนางออกห่าง ด้วยเกรงว่าพิษร้ายจะกระเซ็นมาโดนตัวสตรีในดวงใจ ทว่ากล้ามเนื้อทุกส่วนกลับชาหนึบจนแทบขยับไม่ได้ "หุบปากเสีย แล้วนอนนิ่งๆ เพคะ ท่านอ๋อง" ซูเหยาเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าเฉียบขาดและเด็ดเดี่ยวจนผู้ฟังต้องยอมจำนน นางทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าเบื้องหน้าเขา แว่นตาโลหะเงินเส้นบางสะท้อนแสงไฟจากตะเกียงสำริดวาววับ นิ้วเรียวบางภายใต้ถุงมือผ้าแพรสีขาวสะอาดเริ่มลงมือปลดสายคาดเอวและฉีกอาภรณ์ชุ่มเลือดของเขาออกอย่างไร้ความลังเล ผิวเนื้อแกร่งกำยำเผยต่อสายตา บาดแผลฉกรรจ์ลากยาวตั้งแต่ไหปลาร้าลงมาถึงซี่โครงซ้าย เนื้อเยื่อรอบปากแผลเริ่มเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำและส่งกลิ่นเหม็นเน่าจางๆ พิษนี้รุนแรงและพิสดารยิ่งนัก มันถูกปรุงขึ้นเพื่อทำลายล้างลมปราณและอวัยวะภายในโดยเฉพาะ หากเป็นหมอหลวงทั่วไป เกรงว่าคงทำได้เพียงยืนมองเขาสิ้นใจภายในหนึ่งก้านธูป "พิษเก้าวิญญาณสลาย... ช่างสรรหาวิธีการอันต่ำช้ามาใช้เสียจริง" ซูเหยาพึมพำกับตนเอง นัยน์ตาสีรัตติกาลหรี่แคบลงด้วยความกรุ่นโกรธที่ซ่อนอยู่ภายใต้ท่าทีสงบนิ่ง นางตวัดมือหยิบชุดเข็มเงินสเตอริไลซ์จากกระเป๋าผ้าไหมพกพาออกมาอย่างรวดเร็ว บรรยากาศภายในห้องเงียบงันจนได้ยินเสียงลมหายใจที่ติดขัดของจ้าวเฟยหลง เหล่าองครักษ์และสาวใช้ต่างยืนตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว ไร้ซึ่งผู้ใดกล้าส่งเสียงรบกวนสมาธิของพระชายผู้กำลังทำหน้าที่เสมือนยมทูตผู้ทวงคืนชีวิตจากเงื้อมมือมัจจุราช ซูเหยาจดจ่ออยู่กับการฝังเข็มสกัดจุดเพื่อตรึงพิษไม่ให้ไหลเข้าสู่หัวใจ มือเรียววาดผ่านจุดชีพจรหลักอย่างแม่นยำและรวดเร็วดุจสายฟ้าแลบ ทุกเข็มที่ปักลงไปคือการเดิมพันด้วยชีวิตของชายหนุ่มผู้เป็นสามีในนาม—และสามีในหัวใจที่นางเพิ่งตระหนักรู้ว่าตนเองไม่อาจสูญเสียเขาไปได้ "ซูเหยา..." จ้าวเฟยหลงเอ่ยเรียกนางเบาหวิว มือหนาที่สั่นเทาเอื้อมขึ้นมาคว้าชายเสื้อของนางไว้แน่น ราวกับกลัวว่านางจะเลือนหายไปในอากาศธาตุ "หากข้า... ไม่รอด... เจ้า... จงรีบหนีไป..." ซูเหยาชะงักมือไปชั่วขณะ นางเงยหน้าขึ้นสบตากับดวงตาคมที่ลẫมลึกคู่นั้น แววตาของแม่ทัพผู้เกรียงไกรในยามนี้ไม่มีความดุร้ายหลงเหลืออยู่เลย มีเพียงความห่วงใยอาลัยอาวรณ์ที่หนักหน่วงดั่งขุนเขา นางระบายยิ้มบางเบา เป็นรอยยิ้มที่งดงามหยาดเยิ้มท่ามกลางกลิ่นเลือดและคราบน้ำตาที่ถูกกลั้นไว้ "หม่อมฉันไม่เคยอนุญาตให้ผู้ใดมาสั่งให้ข้าหนี... และยิ่งไม่ใช่ท่าน ผู้เป็นสวามีของหลินซูเหยาคนนี้" กล่าวจบ นางก็จรดปลายมีดผ่าตัดขนาดเล็กที่ผ่านการลนไฟลงบนบาดแผลทันที โดยไม่รอให้เขาได้เอ่ยคำใดอีก เลือดสีดำทะลักออกมาทันทีที่คมมีดกรีดลงบนเนื้อเยื่อที่ตายแล้ว ความเจ็บปวดแสนสาหัสทำให้จ้าวเฟยหลงต้องหลับตาแน่นและคำรามต่ำในลำคอ เม็ดเหงื่อกาฬไหลท่วมใบหน้า ทว่ามือหนากลับยังคงกำชายเสื้อของนางไว้แน่น ไม่ยอมปล่อยแม้แต่ปลายนิ้วเดียว ซูเหยาทำงานแข่งกับเวลา นางต้องควักเอาพิษและเนื้อที่เน่าเสียออกให้หมด ก่อนจะหยดยาถอนพิษสูตรลับเฉพาะลงไปโดยตรง แม้เหงื่อจะซกเต็มใบหน้าและมือเรียวจะเริ่มสั่นด้วยความเหนื่อยล้า แต่นางก็ไม่มีทีท่าว่าจะยอมแพ้ สายตาของนางเด็ดเดี่ยวและมั่นคงยิ่งกว่าสิ่งใด ผ่านไปเนิ่นนานเท่าใดไม่มีผู้ใดล่วงรู้ จนกระทั่งสีหน้าของจ้าวเฟยหลงเริ่มมีเลือดฝาดกลับคืนมาเล็กน้อย ลมหายใจที่ติดขัดเริ่มสม่ำเสมอขึ้น และพิษสีดำที่ไหลซึมก็ถูกแทนที่ด้วยโลหิตสีแดงสด ซูเหยาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ด้วยความโล่งอก นางทรุดตัวลงนั่งพับเพียบกับพื้นด้วยความอ่อนระลึก ทว่าในวินาทีที่นางกำลังจะเอื้อมมือไปหยิบผ้าเช็ดหน้าเพื่อซับเหงื่อให้ตนเองนั้นเอง... *ปัง!* ประตูไม้แกะสลักบานใหญ่ของห้องโถงถูกถีบกระเด็นหลุดจากวงกบด้วยพลังลมปราณอันรุนแรง กลิ่นอายสังหารอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ซ่านเข้ามาปกคลุมทั่ว4ทิศ ร่างในชุดคลุมสีทองปักลายหงส์เพลิงก้าวเข้ามาอย่างเย่อหยิ่ง พร้อมกับรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมที่ปรากฏบนริมฝีปากขององค์ชายสาม—ผู้มาเยือนยามวิกาลที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะกล้าบุกรุกเข้ามาถึงเรือนชั้นในของอ๋องเจิ้นเป่ย "ดูท่า... ข้าจะมาขัดจังหวะการยื้อชีวิตท่านพี่ผู้สูงส่งกระมัง?" องค์ชายสามกวาดสายตามองภาพตรงด้วยแววตาสสมเพชและกระหายเลือด ก่อนจะสะบัดมือส่งกระดาษแผ่นหนึ่งตกลงแทบเท้าของซูเหยา "ในเมื่อท่านอ๋องใกล้จะสิ้นใจแล้ว พระชายา... ท่านควรมาฟัง 'พระราชโองการฉบับสุดท้าย' ที่เสด็จพ่อเพิ่งทรงมีรับสั่งให้ขหานำมามอบให้ด้วยพระองค์เองเสียดีกว่า" ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางผ่านคมดาบนี้ไปด้วยกันนะคะ
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ชายาคนนี้... ข้าขอหย่าตั้งแต่เมื่อวาน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%