กลิ่นอายของกำยานดอกกุ้ยฮวาที่เผาไหม้อย่างเชื่องช้าในเตาทองสัมฤทธิ์รูปทรงหงส์คาบแก้ว ไม่สามารถกลบกลิ่นคาวสนิมเหล็กจางๆ ที่ลอยอวลอยู่เบื้องหลังม่านไหมโปร่งสีมุกได้เลยแม้แต่น้อย
"พระราชโองการฉบับสุดท้าย... ช่างเป็นวาทศิลป์ที่รื่นหูยิ่งเพคะองค์รัชทายาท"
เสียงหวานใสราดรดด้วยหยาดน้ำค้างแข็งฉาบไว้ด้วยรอยยิ้มบางเบา หลินซูเหยาในอาภรณ์ปักดิ้นทองลายพฤกษาเหมันต์สีฟ้าครามเข้ม ขยับกายลุกขึ้นยืนช้าๆ อย่างสง่างาม ปิ่นหยกมันแพะบนมวยผมสั่นไหวตามจังหวะการเคลื่อนไหว ทุกย่างก้าวของนางเปี่ยมด้วยทรวดทรงอันเย้ายวนแต่ทว่าเยือกเย็นดุจพญางูขาวที่กำลังเลื้อยวนรอบเหยื่อ
เบื้องหน้าของนางคือองค์รัชทายาทจ้าวฉางYI ผู้มีพระพักตร์ถอดแบบมาจากองค์จักรพรรดิ ทว่าแววตากลับเต็มไปด้วยความกระวนกระวายและริษยาที่พยายามซ่อนไว้ภายใต้รอยยิ้มเสแสร้ง ในมือของเขากำม้วนกระดาษสีเหลืองทองอร่ามที่ผนึกด้วยตราหยกสำนักพระราชวังแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด
"หลินซูเหยา เจ้าอย่าได้บังอาจสามหามเกินไปนัก!" องค์รัชทายาทตวาดลั่น แม้จะพยายามลดเสียงลงเพื่อไม่ให้สะเทือนถึงตำหนักชั้นนอก "จ้าวเฟยหลงใกล้จะหมดลมหายใจอยู่รอมร่อ กองกำลังพยัคฆ์ทมิฬในมือเขาไร้ผู้นำ บัดนี้ราชสำนักปั่นป่วน โองการฉบับนี้คือทางรอดเดียวของเจ้า หากไม่อยากถูกประหารในฐานทุศีลร่วมกับกบฏ ก็จงคุกเข่ารับโองการแล้วส่งมอบตราประจำกองทัพเสียแต่โดยดี!"
ซูเหยาหาได้สะดุ้งสะเทือน นางเพียงปรายตามองม้วนพระราชโองการในมืออีกฝ่ายด้วยแววตาดุจมองเศษกระดาษไร้ค่า มุมปากหยักยิ้มขึ้นเล็กน้อยอย่างเย้ยหยัน
"ทางรอด? หรือว่า... ทางลัดสู่หลุมศพของหม่อมฉันกันแน่เพคะ"
นางก้าวเข้าไปใกล้ขึ้นอีกก้าว กลิ่นกายหอมเย็นดุจดอกเหมันต์โชยปะทะนาสิกขององค์รัชทายาทจนพระองค์ต้องผถَถอยหลังโดยไม่รู้ตัว "เสด็จพ่อทรงประชวรหนักบรรทมอยู่แต่ในห้องพระบรรทมร่วมเดือน จนถึงบัดนี้แม้แต่เงาพระพักตร์ยังไม่เคยปรากฏ พระราชโองการฉบับนี้... ตราพระราชลัญจกรประทับด้วยความยินยอมพร้อมใจ หรือประทับลงไปในยามที่พระสติเลอะเลือนกันแน่เพคะ องค์รัชทายาทผู้กตัญญู?"
"สามหาม! เจ้ากล้ากล่าวหาว่าเราปลอมแปลงราชโองการหรือ!" จ้าวฉางอี้ตวาดกร้าว ใบหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธจัด มือข้างที่ถือโองการสั่นเทิราญ "ทหาร! ควบคุมตัวพระชายาอ๋องเจิ้นเป่ยไว้ ข้อหากบฏต่อแผ่นดิน!"
สิ้นเสียงตวาด เหล่าองครักษ์เสื้อแพรนับสิบชีวิตก็กรูเข้ามาล้อมรอบตำหนักชั้นใน ทว่า... ไม่มีใครกล้าขยับตัวเข้ามาแตะต้องนางแม้แต่ปลายนิ้ว
เพราะเบื้องหลังร่างระหงของหลินซูเหยา บานประตูไม้แกะสลักลายวิจิตรค่อยๆ ถูกผลักเปิดออกอย่างเชื่องช้า ท่ามกลางความเงียบงันราวกับหุบเหวแห่งความตาย ร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมสีดำสนิทปักลายมังกรห้าเล็บด้วยด้ายสีเงินยวงก้าวออกมา แผ่ไอสังหารเย็นเยียบที่แช่แข็งบรรยากาศในรัศมีร้อยลี้ให้กลายเป็นน้ำแข็งในพริบตา
จ้าวเฟยหลง!
บุรุษผู้ที่ข่าวลือบอกว่ากำลัง "ใกล้จะสิ้นใจ" กำลังยืนตระหง่านอยู่ตรงนั้น ใบหน้าคมคายหล่อเหลาดุจเทพสลักไร้ซึ่งร่องรอยของความเจ็บป่วย ดวงเนตรคมกริบดุจพญาอินทรีวาวโรจน์ด้วยความดุร้าย ทุกลมหายใจที่เขากระดิกคือความกดดันที่กดทับลงบนบ่าของทุกคนจนแทบทรุดลงไปกองกับพื้น
"ใคร... กล้ากล่าวหาชายาของเป่ยเปิ่น (เราอ๋องเจิ้นเป่ย) ว่าเป็นกบฏนะ"
น้ำเสียงทุ้มต่ำราบเรียบแต่น่าหวาดหวั่นดังขึ้น จ้าวเฟยหลงก้าวเดินเข้ามาด้วยฝีเท้าที่มั่นคง มือหนาเอื้อมไปโอบรอบเอวบางของหลินซูเหยาเข้ามาชิดกายอย่างถือสิทธิ์ ปลายนิ้วเรียวยาวลูบไล้เส้นผมยาวสลวยของนางอย่างทะนุถนอม ราวกับลืมไปเสียสนิทว่าเบื้องหน้าของตนคือองค์รัชทายาทแห่งต้าฉี
จ้าวฉางอี้หน้าถอดสี ถอยหลังกรูดจนสะดุดชายผ้าคลุมเกือบล้ม "เจ้า... เจ้ายังไม่ตาย! เป็นไปได้อย่างไร หมอหลวงบอกว่าพิษกู่กินถึงหัวใจแล้ว..."
"พิษรึ?" จ้าวเฟยหลงแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นเย็นยะเยือกเสียจนกระดูกสันหลังขององค์รัชทายาทเย็นวาบ "ถ้าไม่ใช่เพราะเปิ่นเปิ่นจงใจดื่มยาพิษถ้วยนั้นเพื่อควานหาตัวหนอนบ่อนไส้ในวังหลวง ป่านนี้หัวของคนแถวนี้คงหลุดจากบ่าไปนานแล้ว... เสด็จพี่"
คำว่า "เสด็จพี่" ถูกเน้นเสียงหนักหน่วง ท่ามกลางความตึงเครียดที่พุ่งสูงถึงขีดสุด ความแตกแยกของเหล่าเชื้อพระวงศ์ในยามวิกฤตมิได้ซ่อนเร้นอยู่อีกต่อไป มันถูกฉีกกระชากออกต่อหน้าธารกำนัลอย่างไร้ความปรานี
ซูเหยาเงยหน้าขึ้นสบตากับสามี มุมปากยังคงประดับรอยยิ้มรู้ทัน นางยกมือขึ้นแตะเบาๆ ที่แผงอกกว้างของเขา ส่งสัญญาณเตือนเป็นนัยว่าอย่าเพิ่งใช้กำลังหักหาญในตอนนี้
จ้าวเฟยหลงก้มลงมองสตรีในอ้อมกอด แววตาดุร้ายเมื่อครู่พลันอ่อนแสงลงจนแทบหยาดเยิ้ม เขาเอียงใบหน้ากระซิบข้างใบหูของนางด้วยเสียงที่ได้ยินกันเพียงสองคน "เจ้าคนผู้นี้รังแกเจ้าหรือ เดี๋ยวจัดการเสร็จ เปิ่นเปิ่นจะพาเจ้าไปลงโทษที่ห้องนอน"
ซูเหยาถลึงตาใส่เขาเล็กน้อยอย่างหมั่นไส้ ก่อนจะหันกลับไปเผชิญหน้ากับองค์รัชทายาทที่ตอนนี้เหงื่อกาฬไหลท่วมพระนลาฏ
"องค์รัชทายาทเพคะ..." ซูเหยาเอ่ยด้วยน้ำเสียงหวานหยาดเยิ้ม ทว่าแววตากลับคมกริบดุจใบมีดโกน "พระราชโองการฉบับนั้น ในเมื่อท่านทรงถือมันไว้ในมืออย่างมั่นใจนัก... ทำไมไม่ลองเปิดอ่านให้ทุกคนในที่นี้ได้สดับรับฟังเป็นบุญตาเล่าเพคะ ว่าท้ายที่สุดแล้ว... แผ่นดินนี้กำลังจะตกเป็นของใครกันแน่"
จ้าวฉางอี้ตัวสั่นเทา มือที่กำม้วนโองการสั่นระริกจนควบคุมไม่อยู่ เขารู้ดีว่าหากเปิดอ่านออกไป แผนการทั้งหมดจะพังทลาย แต่หากไม่เปิด... ศาลเตี้ยของอ๋องเจิ้นเป่ยก็พร้อมจะเด็ดหัวเขาในทันที
ทว่า ในวินาทีที่ความกดดันแผ่ซ่านจนแทบหายใจไม่ออกนั้นเอง เสียงฝีเท้าเร่งรีบของขันทีเฒ่าคนสนิทประจำพระองค์ฮ่องเต้ก็ดังแหวกความเงียบเข้ามาจากนอกตำหนัก พร้อมกับเสียงตะโกนที่ทำให้ทุกคนต้องหยุดหายใจ
"พระราชทาน... พระราชโองการด่วนที่สุดจากห้องพระบรรทม! ฮ่องเต้ทรง... สวรรคตแล้ว!"
สิ้นคำประกาศนั้น ร่างขององค์รัชทายาททรุดฮวบลงคุกเข่ากับพื้นทันทีด้วยความตกตะลึง ทว่าจ้าวเฟยหลงกลับไม่แม้แต่จะชายตามองศพหรือข่าวการสวรรคตนั้น ดวงเนตรสีนิลคู่คมกลับหันขวับไปมองยังมุมมืดของตำหนักที่ปรากฏเงาร่างของบุคคลปริศนาผู้หนึ่งก้าวออกมา พร้อมกับรอยยิ้มปริศนาที่แขวนอยู่บนริมฝีปากของคนผู้นั้น
"ช้าก่อนท่านอ๋อง..." น้ำเสียงคุ้นเคยเอ่ยขึ้นพร้อมกับโยนป้ายคำสั่งเลือดลงแทบเท้าของหลินซูเหยา "เกมนี้... ยังเพิ่งเริ่มต้นต่างหากเล่า"
(ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและฟาดฟันไปพร้อมกับความเงียบแต่เชือดเฉือนนี้นะคะ)
ชายาคนนี้... ข้าขอหย่าตั้งแต่เมื่อวาน•ตอนที่ 37
เงื่อนตายในวังหลวง
ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ชายาคนนี้... ข้าขอหย่าตั้งแต่เมื่อวาน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!