กาน้ำชาเคลือบกระเบื้องลายครามลวดลายหมู่ปักษาเริงร่าบนกิ่งเหมันต์ ถูกยกขึ้นรินของเหลวสีอำพันใสลงในจองกระเบื้องบางดุจปีกจักจั่น ไอร้อนคุกรุ่นลอยกรุ่นกลิ่นหอมละมุนของดอกหมื่นลี้ผสมผสานเกสรบัวหิมะ ทว่าบรรยากาศภายในเรือนรับรองปีกตะวันตกของจวนอ๋องเจิ้นเป่ยกลับหนาแน่นไปด้วยความเย็นยะเยือก ราวกับถูกแช่แข็งไว้ด้วยน้ำค้างแข็งกลางเหมันตฤดู
หลินซูเหยานั่งหลังตรงสง่างามอยู่เบื้องหลังโต๊ะไม้จันทน์แดง นางสวมชุดกระโปรงยาวผ้าต่วนสีม่วงอ่อนปักลายกิ่งเหมันต์ด้วยด้ายเงินระยิบระยับ เรือนผมสีดำสนิทถูกเกล้าขึ้นอย่างประณีตด้วยปิ่นหยกขาวสลักรูปหงส์คาบกิ่งหลิว ดวงตาดอกท้อคู่งามสงบเยือกเย็นกวาดมองสตรีสามนางที่ยืนเรียงรายอยู่เบื้องหน้าด้วยท่าทีเย่อหยิ่งและจงเกลียดจงชังอย่างปิดไม่มิด
“พี่หญิงรอง… หรือควรจะเรียกว่าพระชายาดีเล่าเพคะ?” น้ำเสียงหวานหยดย้อยแต่แฝงด้วยเข็มพิษของอวี้อี๋เหนียง อนุภรรยาคนโปรดผู้กุมอำนาจการดูแลเรือนหลังในยามที่ไม่มีนายหญิงดังขึ้น นางสวมอาภรณ์ผ้าแพรต่วนสีแดงสดปักลายดอกโบตั๋นเบ่งบาน ขับเน้นใบหน้ารูปไข่ที่แต่งแต้มอย่างประจงให้โดดเด่น ทว่ารอยยิ้มที่มุมปากกลับเคลือบไปด้วยยาพิษ “ได้ยินว่าท่านเพิ่งกลับมาจากจวนเดิมด้วยท่าทีเปลี่ยนไปราวกับคนละคน คิดไม่ถึงว่าพอเหยียบย่างเข้าสู่จวนอ๋องแล้ว จะยังคงรักษาความสามห้าวหาญเช่นนี้ไว้ได้ ถึงกับกล้าสั่งปลดคนรับใช้เก่าแก่ของข้าออกอย่างไร้เหตุผล!”
ซูเหยาไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง นางเพียงยกจอกชาขึ้นจรดริมฝีปาก ปล่อยให้รสชาติขมอมหวานละมุนละไมแตะปลายลิ้น ก่อนจะวางจอกลงกระทบโต๊ะเบาๆ เกิดเสียง *กริ๊ง* ที่ดังก้องกังวานในความเงียบงัน
“ไร้เหตุผล?” ซูเหยาย้อนถาม น้ำเสียงราบเรียบดุจผิวน้ำในบึงใหญ่ไร้คลื่นลม “บ่าวไพร่ในเรือนรับใช้กระทำการยักยอกเสบียงและผ้าแพรหลวงที่ได้รับพระราชทานมาเพื่อใช้ในงานพิธีมงคล ถือเป็นการดูหมิ่นเบื้องสูงและเหยียบย่ำกฎระเบียบของจวนอ๋องเจิ้นเป่ย ข้าในฐานะชายาเอกที่ฮ่องเต้ทรงพระราชทานสมรสให้ มีอำนาจเด็ดขาดในการชำระล้างความสกปรกโสมมภายในเรือนหลังนี้ให้สะอาดบริสุทธิ์ หรือว่า… อวี้อี๋เหนียงมีความเห็นเป็นอื่นว่าบ่าวพวกนั้นสมควรได้รับการยกย่องสรรเสริญ?”
ประโยคเดียวบาดลึกดึงเอาสีหน้าของอวี้อี๋เหนียงให้บิดเบี้ยวลงชั่วขณะ นางกำผ้าเช็ดหน้าปักลายผีเสื้อในมือแน่นจนข้อต่องอเกร็ง ใครๆ ต่างก็รู้ว่าบ่าวกลุ่มนั้นเป็นคนของนางที่ส่งเข้าไปเพื่อสูบฉีดผลประโยชน์และคอยสอดส่องความเคลื่อนไหวของเรือนเอก การที่หลินซูเหยาลงดาบเชือดไก่ให้ลิงดูเช่นนี้ เท่ากับการตัดแขนตัดขาของนางไปครึ่งซีกแล้ว!
“ท่านอย่าได้ยกเอาอำนาจชายาเอกมาขู่ขวัญพวกเรานะเพคะ!” ฟ่านอี๋เหนียง อนุอีกคนผู้มีมารยาและวาจาดุจงูพิษก้าวออกมาสมทบ นางหัวเราะเสียงแหลมสูง “ใครๆ ก็รู้ว่าท่านมิได้เป็นที่โปรดปรานของท่านอ๋องแม้แต่น้อย แต่งเข้าจวนมาครึ่งปี ท่านอ๋องเคยย่างกรายมาเหยียบเรือนของท่านสักกี่ครากันเชียว? การเป็นเพียงพระชายาในนาม ที่แม้แต่บ่าวไพร่ยังไม่ให้ความยำเกรง ยังกล้าทำตัวเป็นเจ้าเข้าเจ้าของ สั่งการซ้ายขวาไม่เกรงใจผู้ใด ระวังเถอะเพคะ… วันดีคืนดี หากท่านอ๋องทรงพิโรธขึ้นมา เกรงว่าแม้แต่ชื่อของท่านก็คงไม่เหลือให้จดจำในจวนหลังนี้!”
บรรยากาศในห้องตึงเครียดขึ้นจนแทบได้ยินเสียงลมหายใจ อวี้อี๋เหนียงและฟ่านอี๋เหนียงประสานสายตากันด้วยความได้ใจ โดยมีหลี่อี๋เหนียง อนุผู้เงียบขรึมและเจ้าเล่ห์ที่สุดยืนกอดอกมองสถานการณ์อยู่เงียบๆ คอยสังเกตการณ์ทุกฝีก้าว
ทว่า หลินซูเหยากลับไม่มีท่าทีหวาดหวั่นแม้แต่น้อย นางแย้มยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่งดงามดึงดูดใจแต่กลับแฝงด้วยความหนาวยะเยือกจนผู้อพบเห็นต้องสั่นสะท้าน
“เจ้าค่ะ… ข้าเป็นเพียงชายาในนามที่ท่านอ๋องไม่ทรงโปรดปราน” ซูเหยาเอ่ยทวนคำด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ทว่าทุกถ้อยคำกลับหนักแน่นดั่งค้อนเหล็กที่ทุบลงกลางใจคน “แต่พวกเจ้าเล่า… เป็นเพียง ‘อนุภรรยา’ ที่อาศัยเศษเสี้ยวความเมตตาจากสามีของผู้อื่นในการประทับยืนอยู่บนผืนแผ่นดินนี้ ต่อให้ท่านอ๋องจะทรงโปรดปรานพวกเจ้ามากเพียงใดในยามค่ำคืน แต่ยามเช้ามาถึง ศักดิ์ศรีของอนุก็ยังคงเป็นเพียงบ่าวรับใช้ที่มีทะเบียนสมรสรองรับอยู่ดี! การที่พวกเจ้ากล้าอาจหาญเดินเข้ามารุมต่อว่าชายาเอกผู้ได้รับการแต่งตั้งอย่างถูกต้องตามกฎหมายและราชโองการ… นี่หรือคือมารยาทและอบรมสั่งสอนที่ตระกูลของพวกเจ้าอบรมมา?”
*เพียะ!* เสียงตบโต๊ะเบาๆ ของซูเหยาไม่ได้ดังมากนัก แต่แรงกดดันมหาศาลที่แผ่ออกมาจากร่างระหงกลับทำให้สตรีทั้งสามถึงกับผงถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยไม่รู้ตัว
“พระ… พระชายา!” อวี้อี๋เหนียงหน้าซีดเผือดด้วยความโกรธแค้นและหวาดกลัว นางไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าสตรีผู้นี้ที่เคยอ่อนแอ ขี้ขลาด และยอมให้รังแกมาตลอด จะมีวาจาคมกริบและแววตาที่ดุร้ายปานสัตว์ป่าเช่นนี้ “ท่านกล้าดูหมิ่นฐานะของพวกเราหรือ!”
“ข้าไม่ได้ดูหมิ่นพวกเจ้า…” ซูเหยาค่อยๆ ลุกขึ้นยืนช้าๆ อาภรณ์สีม่วงอ่อนทิ้งตัวลงตามสัดส่วนโค้งเว้าราวกับสายน้ำ นางก้าวเดินเข้าไปหาอวี้อี๋เหนียงทีละก้าวอย่างเชื่องช้า แต่ละก้าวที่กระทบพื้นห้องล้วนสร้างเสียงก้องกังวานราวกับเสียงกลองศึกที่เร่งเร้าจังหวะหัวใจของคู่สนทนาให้เต้นรัว “แต่ข้ากำลังเตือนสติพวกเจ้าต่างหาก ว่าในจวนหลังนี้ กฎระเบียบคือกฎระเบียบ ผู้ใดฝ่าฝืน… ต่อให้มีใบหน้าและเรือนร่างที่งดงามปานเทพธิดา ก็มีค่าไม่ต่างอะไรกับเศษฝุ่นผงที่ข้าสามารถปัดกวาดทิ้งได้ในคราเดียว”
นางหยุดยืนตรงหน้าอวี้อี๋เหนียง ระยะห่างเพียงคืบทำให้กลิ่นหอมเย็นของดอกหมื่นลี้จากตัวซูเหยาโชยปะทะนาสิกของอนุสาวรีเอก โดนความเย็นชาในดวงตาดอกท้อคู่นั้นสะกดให้อวี้อี๋เหนียงแข็งทื่อ ขยับเขยื้อนร่างกายไม่ได้ราวกับถูกตรึงไว้ด้วยมนตรา
“หากพวกเจ้าว่างนัก จนมีเวลามาเดินสายหาเรื่องข้าในเรือนเอก เช่นนั้นเริ่มต้นจากพรุ่งนี้เป็นต้นไป…” ซูเหษากระซิบด้วยน้ำเสียงกระซิบกระซาบดุจปีศาจร้ายที่ริมฝีปากของอีกฝ่าย “หน้าที่ในการตรวจสอบบัญชีรายจ่ายทั้งหมดของจวนอ๋องย้อนหลังสามปี และการทำความสะอาดคลังพัสดุหลวง… ข้าจะมอบหมายให้พวกเจ้าทั้งสามคนเป็นผู้รับผิดชอบร่วมกัน ห้ามปฏิเสธ และห้ามบกพร่อง หากมีข้อผิดพลาดแม้แต่น้อยนิด… ข้าจะถวายฎีกาฟ้องร้องความประพฤติของพวกเจ้าต่อท่านอ๋องด้วยตนเอง”
“ท่าน… ท่านรังแกคนเกินไปแล้วนะเพคะ!” ฟ่านอี๋เหนียงกรีดร้องออกมาด้วยความตกใจ การตรวจสอบบัญชีรายจ่ายสามปีและการทำความสะอาดคลังพัสดุหลวงเป็นงานหนักหนาสสาหัสที่ใช้เวลานับเดือน แถมยังมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกจับผิดได้ง่าย นี่มันคือการกลั่นแกล้งกันชัดๆ!
“รังแกหรือ?” ซูเหยาหันกลับมามองด้วยหางตา รอยยิ้มเยาะเย้ยปรากฏขึ้นที่มุมปาก “นี่เรียกว่าความเมตตาต่างหากเล่า… ที่ข้าไม่ส่งพวกเจ้าไปโบยสามสิบไม้ฐานลบiลู่พระชายาเอก”
บรรยากาศในห้องยังคงระอุไปด้วยเพลิงริษยาและความพ่ายแพ้ อวี้อี๋เหนียงกัดริมฝีปากจนห่อเลือด ความแค้นพุ่งพล่านจนแทบจะกระอักออกมาเป็นโลหิต ทว่าก่อนที่ใครจะได้เอื้อนเอวาโต้ตอบสิ่งใดออกไปอีก เสียงฝีเท้าหนักแน่นและมั่นคงของบุรุษผู้หนึ่งก็ดังขึ้นจากนอกประตูเรือน
*ตึง… ตึง… ตึง…*
เสียงรองเท้าบูทหนังแท้กระทบพื้นหินศิลาภายนอกเรือน พร้อมกับออร่าอำมหิต เยือกเย็น และทรงพลังที่แผ่ขยายเข้ามาปกคลุมทั่วทั้งบริเวณจนอุณหภูมิลดฮวบลงอย่างฉับพลัน
สตรีทั้งสามหน้าถอดสีทันที พวกนางจำเสียงฝีเท้าและกลิ่นอายอันเป็นเอกลักษณ์นี้ได้ดีที่สุด—ท่านอ๋องจ้าวเฟยหลงเสด็จมาแล้ว!
อวี้อี๋เหนียงรีบเปลี่ยนสีหน้าเป็นความน่าสงสารทันที น้ำตาคลอเบ้าเตรียมจะพุ่งเข้าไปฟ้องสามีผู้ทรงอำนาจ ทว่าจังหวะนั้นเอง ประตูไม้บานสลักก็ถูกผลักเปิดออกด้วยมือหนาของบุรุษในชุดคลุมสีดำสนิทปักลายมังกรทอง
จ้าวเฟยหลงก้าวเข้ามาในห้องด้วยใบหน้าหล่อเหลาดุดัน ดวงคมกริบดุจเหยี่ยวสอดส่ายกวาดมองสถานการณ์ภายในห้องช้าๆ ก่อนที่สายตาคู่นั้นจะหยุดนิ่งอยู่ที่ร่างระหงของหลินซูเหยาที่ยืนสง่านิ่งอยู่กลางวงล้อม
ทว่า… สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดเกิดขึ้น
ท่านอ๋องผู้ขึ้นชื่อเรื่องความโหดเหี้ยมและเกลียดชังความวุ่นวายในเรือนหลัง กลับไม่ได้เอ่ยปากด่าทอหรือลงโทษพระชายาเอกผู้สร้างเรื่องอย่างที่อวี้อี๋เหนียงคาดหวัง ร่างสูงใหญ่ก้าวผ่านหน้าบรรดานอนุภรรยาไปราวกับพวกนางเป็นเพียงอากาศธาตุ ก่อนจะหยุดยืนเบื้องหน้าซูเหยา ดวงตาคู่นั้นอ่อนแสงลงวบหนึ่งพร้อมกับน้ำเสียงทุ้มต่ำที่เอמהขึ้นด้วยความห่วงใยที่ซ่อนเร้น
“เหตุใดเจ้าจึงมายืนรับลมอยู่ที่นี่นานนัก… อากาศเย็นเยียบเช่นนี้ เดเดี๋ยวจะล้มป่วยเอาได้”
คำพูดนั้นสะท้านสะเทือนหัวใจของสตรีทุกคนในห้องจนแทบหยุดหายใจ อวี้อี๋เหนียงอ้าปากค้าง ฟ่านอี๋เหนียงหน้าซีดเผือดจนไร้สีเลือด นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน? ท่านอ๋องผู้ไม่เคยชายตามองพระชายาผู้นี้ เหตุใดวันนี้จึงทรงเอמהด้วยความอาทรเช่นนี้เล่า?
ซูเหยาเงยหน้าขึ้นสบตากับบุรุษผู้ทรงอำนาจที่สุดในแคว้น รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปากของนาง ก่อนที่นางจะเอ่ยสวนขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่ท้าทาย
“หม่อมฉันกำลังสั่งสอน ‘บ่าว’ ที่ไร้มารยาทในเรือนให้รู้จักที่ต่ำที่สูงเพคะ… ท่านอ๋องคิดว่าหม่อมฉันทำเกินไปหรือไม่?”
จ้าวเฟยหลงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ปรายตามองบรรดานุภรรยาที่ตัวสั่นงันท่ามกลางความกดดัน ก่อนจะหันกลับมามองสตรีตรงหน้าด้วยแววตาที่ลุ่มลึกและเต็มไปด้วยความเอ็นดูระคนขบขัน
“ในจวนนี้… นอกเหนือจากตัวข้าแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างรวมถึงคนเหล่านี้ ล้วนแต่อยู่ใต้ฝ่าเท้าของชายาเอกทั้งสิ้น” จ้าวเฟยหลงกล่าวด้วยน้ำเสียงประกาศิตที่เฉียบขาดดึงดูดใจ “เจ้าอยากจะจัดการอย่างไร ก็ตามใจเจ้าทั้งหมด… แต่ตอนนี้ มีเรื่องเร่งด่วนยิ่งกว่ากำลังรอเราอยู่”
ซูเหยาขมวดคิ้วเล็กน้อย “เรื่องเร่งด่วนอันใด?”
จ้าวเฟยหลงยื่นมือหนาออกมาคว้าข้อมือเรียวของนางไว้อย่างถือวิสาสะ ก่อนจะกระซิบข้างใบหูของนางด้วยน้ำเสียงที่ทำให้ลมหายใจของซูเหยาสะดุดกัก
“ม้าเร็วจากชายแดนเพิ่งควบตะบึงมาถึง… มีราชโองการลับและ ‘ยาพิษ’ ฉบับใหม่ถูกส่งตรงมาจากฮ่องเต้ โดยมีเป้าหมายคือชีวิตของเจ้าและข้า… ในคืนนี้”
*ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมติดตามเกมเชือดเฉือนในเรือนหลังนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ*
ชายาคนนี้... ข้าขอหย่าตั้งแต่เมื่อวาน•ตอนที่ 6
เกมในจวนแม่ทัพ
ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ชายาคนนี้... ข้าขอหย่าตั้งแต่เมื่อวาน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!