กลิ่นอายของโสมภูเขาป่าและเข็มเงินที่เคลือบด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อจากยุคปัจจุบัน ลอยอบอวลปะปนกับกลิ่นกำยานไม้กฤษณาในห้องบรรทมส่วนพระองค์ ความเงียบงันที่กดดันเสียจนข้าราชบริพารนอกห้องแทบไม่กล้าหายใจถูกฉีกกระชากด้วยเสียงหอบหายใจที่ติดขัดอย่างรุนแรง
หลินซูเหยาไม่ได้แสดงอาการตื่นตระหนกแม้แต่น้อย นางในชุดคลุมผ้าไหมปักลายเหมันต์สีขาวบริสุทธิ์ ขยับกายเข้าไปใกล้เตียงมังกรสลักลายวิจิตรด้วยกิริยาที่เยือกเย็นดั่งสายน้ำ ปิ่นปักผมหยกขาวสลักลายดอกโบตั๋นไหวตามจังหวะการก้าวเดินอย่างมั่นคง ในมือของนางถือกล่องเข็มฝังทองคำขาวที่สะท้อนแสงไฟจากคบเพลิงวาววับ
"หากช้าไปกว่านี้อีกสามลมหายใจ เส้นเลือดใหญ่ที่พระสมองของท่านอ๋องคงแตกดับสลายไปแล้วเพคะ" น้ำเสียงหวานใสแต่ราบเรียบราวกับไม่แยแสต่อความเป็นความตายดังขึ้น ท่ามกลางสายตาหวาดผวาของหมอหลวงชราทั้งสามคนที่ถูกเตะกระเด็นออกมาจากวงรัศมีก่อนหน้า
จ้าวเฟยหลง (อ๋องเจิ้นเป่ย) ในยามนี้พระพักตร์ซีดเผือดจนเกือบโปร่งแสง เม็ดพระสേদผุดพรายเต็มกรอบพักตร์คมคายที่ดุดัน แม้พิษกำเริบจะทำให้สติสัมปชัญญะพร่าเลือน แต่ดวงเนตรคมกราบที่ดุจพญาเหยี่ยวคู่นั้นยังคงหรี่มองสตรีตรงหน้าด้วยความระแวงระวังและอำนาจกดดันที่แผ่ซ่านออกมาตามสัญชาตญาณดิบของยอดแม่ทัพผู้ผ่านสนามรบมาโชกโชน พระหัตถ์ใหญ่กำเข้าหากันแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน พยายามต้านทานความเจ็บปวดที่ราวกับถูกไฟแผดเผา
"เจ้า... กล้าดียังไง..." สุรเสียงแหบพร่าแต่ทรงอำนาจลอดไรพระทนต์ออกมาอย่างยากเย็น พระองค์พยายามฝืนพระวรกายที่สั่นเทาไม่ให้แสดงความอ่อนแอต่อหน้า "สตรีสกุลหลิน... เจ้ามาเพื่อสังหารข้าตามคำสั่งของใคร"
ซูเหยาไม่ตอบคำถามนั้น นางเพียงส่งยิ้มบางเบาที่มุมปาก รอยยิ้มที่ไม่ได้มีความหวาดกลัว เจียมเนื้อเจียมตัว หรือประจบประแจงแม้แต่น้อย แต่มันคือรอยยิ้มของแพทย์ผู้เหนือกว่าโรคภัยและผู้ป่วยที่ดื้อรั้น นางก้าวเข้าไปประชิดพระวรกายแกร่งที่แผ่ไอความร้อนระอุ กลิ่นอายบุรุษเพศและกลิ่นโลหิตจางๆ ลอยเข้าจมูก แต่นางกลับไม่ถอยหลังแม้แต่นصفก้าว
"หม่อมฉันเป็นภรรยาตามพระราชโองการของท่านอ๋อง หากท่านตายในเรือนนี้ หม่อมฉันในฐานะชายาเอกย่อมต้องถูกฝังร่วมกับศพ... ชีวิตของท่านในยามนี้ จึงมีค่ามากกว่าทองคำทั้งห้องคลังเสียอีกเพคะ หม่อมฉันจะไม่มีวันยอมให้ท่านตายง่ายๆ เป็นอันขาด"
คำพูดที่ตรงไปตรงมาและเย่อหยิ่งในแบบของนาง ทำให้จ้าวเฟยหลงถึงกับชะงักไปชั่วขณะ ดวงเนตรคมกราบจดจ้องมองลึกลงไปในดวงตากลมโตคู่นั้น พยายามค้นหาความจริงใจหรือเล่ห์กลซ่อนเร้น ทว่าในดวงตาคู่นั้นกลับว่างเปล่า เยือกเย็น และมั่นคงดั่งขุนเขา ไร้ซึ่งความหวาดหวั่นต่ออำนาจของพระองค์อย่างสิ้นเชิง
"บังอาจนัก..." อ๋องเจิ้นเป่ยเค้นเสียงลอดไรฟัน ทว่ายังไม่ทันที่พระองค์จะได้ตรัสสิ่งใดต่อ ซูเหยาพลันยื่นมือเรียวขาวดึงสาบฉลองพระองค์ออกอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด จนหมอหลวงชราด้านหลังต้องอุทานออกมาด้วยความตกใจระคนหวาดเสียว
"อย่าขยับเพคะ!" นางเอ่ยเสียงเฉียบขาด มือข้างหนึ่งกดจุดชีพจรสำคัญที่ต้นพระ ग्रीวอย่างแม่นยำเพื่อสกัดกั้นการไหลเวียนของโลหิตที่พุ่งพล่านขึ้นสู่เบื้องบน ส่วนมืออีกข้างดึงเข็มเงินเล่มยาวที่ผ่านการลนไฟฆ่าเชื้อออกมาอย่างรวดเร็ว
บรรยากาศในห้องบรรทมเงียบสงัดลงทันfวบ เสียงลมหายใจที่ติดขัดของอ๋องเจิ้นเป่ยค่อยๆ ผ่อนคลายลงทีละน้อย เมื่อเข็มเงินเล่มแรกถูกฝังลงบนจุดฝังเข็มบริเวณพระศออย่างแม่นยำราวกับจับวาง ความเจ็บปวดที่แผดเผาร่างกายมานานแรมปีค่อยๆ มลายหายไปราวกับปาฏิหาริย์ ความรู้สึกเย็นสบายแผ่ซ่านไปทั่วร่าง จนดวงเนตรที่เคยดุดันและเต็มไปด้วยความระแวงเริ่มอ่อนลง คลายความเกร็งขืนลงทีละนิด
สายตาของจ้าวเฟยหลงในยามนี้ที่มองสตรีผู้กำลังตั้งใจรักษาพระองค์อย่างพิถีพิถัน เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความซับซ้อนลุ่มลึก พระองค์ไม่เคยพบสตรีใดที่มีความกล้าหาญ เด็ดเดี่ยว และมีฝีมือทางการแพทย์ที่เหนือล้ำถึงเพียงนี้มาก่อน นางไม่ได้รักษาพระองค์ด้วยความหวาดกลัวหรือความภักดีจอมปลอม แต่นางปฏิบัติกับพระองค์ราวกับพระองค์เป็นเพียง "คนไข้คนหนึ่ง" ที่นางต้องเอาชนะให้ได้เท่านั้น
ผ่านไปชั่วก้านธูป เม็ดพระศеদที่เคยผุดพรายทั่วพระพักตร์ก็แห้งลง ลมหายใจสม่ำเสมอกลับคืนสู่ภาวะปกติ จ้าวเฟยหลงลืมพระเนตรขึ้นอีกครั้ง ความปวดร้าวที่เคยกัดกินพระสมองหายเป็นปลิดทิ้ง เหลือเพียงความรู้สึกปลอดโปร่งอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในรอบหลายปี
ซูเหยาเก็บเข็มเงินเล่มสุดท้ายกลับเข้ากล่องด้วยท่าทีสงบเรียบร้อย นางถอยหลังออกไปสองก้าว ย่อกายคารวะตามธรรมเนียมอย่างงดงามไร้ที่ติ "อาการของท่านอ๋องถูกระงับไว้ชั่วคราวแล้วเพคะ หม่อมฉันจะเขียนเทียบยาบำรุงให้เสวยติดต่อกันเจ็ดวัน พิษในพระโลหิตจะลดลงครึ่งหนึ่ง... แต่ขอเตือนด้วยความหวังดีว่า หากท่านยังฝืนใช้พลังภายในหักโหมราชกิจอีก แม้แต่เทพเซียนก็ไม่อาจยื้อชีวิตท่านไว้ได้แล้วเพคะ"
จ้าวเฟยหลงค่อยๆ พยุงพระวรกายลุกขึ้นประทับนั่งพิงหัวเตียง พระเนตรคมกราบยังคงจับจ้องมองดวงหน้าเนียนนุ่มของนางไม่วางตา มุมพระโอษฐ์หยักลึกยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่หาได้ยากยิ่งและเต็มไปด้วยความหมายลึกซึ้งที่อ่านไม่ออก
"เจ้าช่วยชีวิตข้า... เจ้าอยากได้อะไรเป็นรางวัล ข้าให้เจ้าได้ทุกอย่าง แม้กระทั่งตำแหน่งอำนาจในวังหลัง หรือ... การหย่าร้างที่เจ้าเคยเรียกร้องเมื่อวานนี้?"
คำถามยอกย้อนที่แฝงไว้ด้วยการหยั่งเชิง ทำให้หลินซูเหยาชะงักไปชั่วพริบตา นางเงยหน้าขึ้นสบพระเนตรกับพระองค์ตรงๆ แววตาคมกราบคู่นั้นสะท้อนเงาร่างของนางไว้อย่างชัดเจน ไร้ซึ่งช่องโหว่ใดๆ ให้โจมตี
ทว่า ในขณะที่ซูเหยาอ้าปากกำลังจะเอ่ยคำตอบเพื่อปิดเกมเจรจานี้ เสียงฝีเท้าเร่งรีบและเสียงเคาะประตูรั้วเรือนชั้นในอย่างร้อนรนก็ดังแทรกขึ้นทำลายความเงียบ
"กราบทูลท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วเพคะ...!" เสียงกรีดร้องของสาวใช้ประจำเรือนดังลั่นเข้ามา ก่อนที่บานประตูห้องจะถูกผลักเปิดออกอย่างไร้พิธีรีตอง ข้ารับใช้คนสนิทวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาคุกเข่าตัวสั่นเทา "ราชโองการสมรสพระราชทานฉบับใหม่จากฮองเฮา... ถูกส่งมาถึงหน้าจวนแล้วเพคะ!"
จ้าวเฟยหลงหรี่พระเนตรลงทันที รังสีสังหารแผ่ซ่านออกมาจากพระวรกายแกร่งอีกครั้งในเสี้ยววินาที ขณะที่หลินซูเหยาหันขวับไปมองทิศทางประตูหน้าจวน ดวงตาคู่สวยหรี่แคบลงด้วยความระแวงระวัง เกมการเมืองในวังหลังไม่ได้ยอมให้ingนางหายใจหายคอแม้แต่ชั่วลมหายใจเดียวจริงๆ
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางในเกมพลิกแค้นที่ไร้ความปรานีนี้ด้วยนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
ชายาคนนี้... ข้าขอหย่าตั้งแต่เมื่อวาน•ตอนที่ 5
สายตาจากท่านอ๋อง
ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ชายาคนนี้... ข้าขอหย่าตั้งแต่เมื่อวาน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!