กลิ่นอับชื้นของสารเคมีฆ่าเชื้อปะปนกับกลิ่นคาวเลือดจางๆ ภายในห้องดับจิตโรงพยาบาลตำรวจ ช่างเป็นกลิ่นที่ปารมีคุ้นเคยเสียจนน่าสมเพช ปลายปากกาโลหะในมือของเธอกดลงบนสมุดบันทึกเล่มเล็กแน่นจนข้อต่อนิ้วขาวซีด ดวงตาคู่คมกวาดมองร่างไร้วิญญาณบนเตียงสแตนเลสเย็นเฉียบ ร่างนั้นคือ "นายชูชาติ" ประจักษ์พยานปากเอกคนเดียวที่จะขึ้นเบิกความในคดีฆาตกรรมหน้ากากหิน—และตอนนี้ เขาไม่มีวันได้พูดความจริงอะไรอีกต่อไปแล้ว
"สภาพศพเบื้องต้น แพทย์นิติเวชระบุว่าเกิดจากภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันจากการได้รับสารพิษชนิดออกฤทธิ์เร็ว" เสียงทุ้มต่ำของสารวัตรธนาดังขึ้นจากมุมห้อง ใบหน้าคมเข้มเต็มไปด้วยร่องรอยความเหนื่อยล้าและแววตาระuมระกำ เขาขยับเข้ามาใกล้ปารมีเล็กน้อย ราวกับต้องการใช้ร่างกายของตนเองบังภาพอันหดหู่เบื้องหน้า "ไม่มีร่องรอยการต่อสู้ ไม่มีรอยเข็มฉีดยา มีเพียงคราบกาแฟกึ่งสำเร็จรูปบนโต๊ะข้างเตียงที่ปนเปื้อนไซยาไนด์... มันเป็นการฆาตกรรมที่แนบเนียนอย่างไร้ที่ติ ปารมี"
ปารมีไม่ได้หันไปมองเพื่อนสนิท สายตาของเธอยังคงตรึงอยู่กับเปลือกตาที่ปิดสนิทของศพ มือเรียวบางภายใต้ถุงมือยางเอื้อมไปหยิบแฟ้มประวัติการรักษาที่ปลายเตียงขึ้นมาพลิดูอย่างรวดเร็ว สมองอันเฉียบคมประมวลผลทุกรายละเอียดด้วยความเร็วสูง
"แนบเนียนเหรอคะธนา?" ปารมีเอ่ยขึ้น น้ำเสียงราบเรียบเย็นชาจนน่ากลัว แต่แฝงไปด้วยคลื่นอารมณ์ที่ปั่นป่วนอยู่ภายใน "นี่ไม่ใช่ความแนบเนียน... นี่คือการประกาศสงคราม พวกมันกำลังบอกเราว่า ต่อให้มีพยานที่กุมความลับทั้งหมดไว้ในมือ ก็ไม่มีค่าอะไรเลยในเมืองที่กฎหมายเป็นแค่กระดาษแผ่นเดียว"
"ฉันเตือนคุณแล้ว ปารมี" ธนาถอนหายใจยาวด้วยความอึดอัด มือหนายกขึ้นเสยผมสีเข้มที่ชื้นเหงื่ออย่างหงุดหงิด "คดีนี้มันใหญ่เกินกว่าที่ทนายความอย่างคุณจะแบกรับไหว คนที่อยู่เบื้องหลังไม่ใช่แค่ฆาตกรโรคจิตใส่หน้ากาก แต่มันคือโครงสร้างอำนาจมืดที่มีรากเหง้าหยั่งลึกอยู่ในระบบยุติธรรมนี้ ถ้าคุณยังดื้อดึงขุดคุ้ยต่อไป คุณจะเป็นรายต่อไป... เข้าใจไหม?"
ปารมีหันขวับมามองสหายสนิท ดวงตาสีเทาเข้มสะท้อนแสงไฟนีออนวับวาว เธอยิ้มเยาะที่มุมปาก รอยยิ้มที่ไม่ได้มีความสุขแม้แต่น้อย
"ถ้าฉันกลัวตาย ฉันคงเลิกเป็นทนายความตั้งแต่คืนวันที่ครอบครัวของฉันถูกเผาตายในบ้านพักเมื่อสิบปีก่อนแล้วค่ะ, สารวัตร" คำพูดนั้นคมกริบราวกับใบมีดที่กรีดลงบนแผลเก่า ทำให้ธนาชะงักไปทันที "พยานคนนี้ตาย...ไม่ได้แปลว่าความจริงตายตามเขาไปด้วย"
บรรยากาศภายในห้องดับจิตเงียบงันลงทันที มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่คำรามเบาๆ เป็นระยะ เคมีระหว่างคนทั้งสองเต็มไปด้วยความตึงเครียด อุดมการณ์ของตำรวจที่ต้องการรักษาระบบและปกป้องเธอกำลังปะทะเข้ากับความดื้อรั้นและไฟแค้นที่ไม่มีวันดับมอดของทนายสาวอย่างรุนแรง
ในจังหวะนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักแน่นคู่หนึ่งก็ดังสะท้อนก้องมาจากทางเดินด้านนอก ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ด้วยจังหวะจะโคนที่มั่นคงและเยือกเย็น ราวกับไม่ได้มีความเกรงกลัวต่อสถานการณ์อันตึงเครียดนี้เลยแม้แต่น้อย
ธนาชักมือเข้าหาซองปืนพกที่เอวโดยสัญชาตญาณ ดวงตาคมกวาดมองไปที่ประตูห้องที่ปิดสนิท
ประตูกระจกฝ้าถูกผลักเปิดออกอย่างช้าๆ ร่างสูงโปรดในชุดสูทสีดำสนิทก้าวเข้ามาในห้อง กลิ่นอายความเย็นชาอันเป็นเอกลักษณ์แผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ สถาปนิกหนุ่มผู้มีรอยยิ้มปริศนาประดับบนใบหน้าเสมอ... กันต์ กنتพัฒน์
"ดูเหมือนว่าผมจะมาทันเวลาไว้อาลัยให้กับ 'ความยุติธรรม' ที่เพิ่งสิ้นลมพอดิบพอดีสินะครับ" กันต์เอ่ยขึ้น น้ำเสียงนุ่มนวลแต่ชวนให้รู้สึกสันหลังวาบ สายตาคู่คมกริบกวาดมองร่างไร้ลมหายใจของชูชาติแวบหนึ่ง ก่อนจะเบนมาสบตากับปารมีด้วยประกายตาดุดันที่ยากจะคาดเดา
ธนาพุ่งตัวเข้าไปขวางหน้าปารมีทันที มือขวาแตะด้ามปืนแน่น "แกเข้ามาที่นี่ได้ยังไง! ที่นี่คือเขตหวงห้ามของโรงพยาบาลและตำรวจ ถอยออกไปซะ ไม่งั้นฉันจะข้อหาบุกรุก!"
กันต์ไม่ได้แสดงท่าทีหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย เขายกมือขึ้นระดับอกเล็กน้อย มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นอย่างมีความหมาย ดวงตาสีดำสนิทคู่นั้นจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของปารมี ราวกับมองทะลุผ่านเกราะกำบังทั้งหมดของเธอ
"ใจเย็นๆ ครับสารวัตรธนา..." กันต์เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ราวกับกำลังพูดคุยเรื่องดินฟ้าอากาศ ทว่าถัดจากนั้นคือประโยคที่ทำให้ลมหายใจของปารมีสะดุดกะทันหัน "ตำรวจอาจจะคิดว่าพยานปากเอกคนนี้ตายสนิทแล้ว... แต่คุณผู้หญิงครับ คุณไม่สงสัยเหรอว่า ทำไมก่อนที่เขาจะตาย เขาถึงส่ง 'ของขวัญ' ชิ้นสุดท้ายมาให้ผม... ไม่ใช่คุณ?"
ปารมีผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้ หัวใจเต้นระรัวด้วยความตื่นตระหนกและท้าทายในเวลาเดียวกัน สมองของเธอกรีดร้องเตือนภัย แต่สัญชาตญาณนักกฎหมายกลับพุ่งพล่านถึงขีดสุด
"คุณหมายความว่ายังไง... กันต์?" ปารมีก้าวเข้ามาประชิดตัวชายหนุ่ม กลิ่นกายสะอาดเจือกลิ่นฝนจางๆ ปะทะเข้ากับโสตประสาท เธอกัดริมฝีปากแน่นเมื่อพบว่าระยะห่างระหว่างเธอกับผู้ต้องสงสัยคนสำคัญรายนี้ใกล้กันจนเกินไป
กันต์ก้มตัวลงกระซิบข้างใบหูของเธอ เสียงกระซิบนั้นแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบของปีศาจยามค่ำคืน แต่กลับชัดเจนก้องกังวานในโสตประสาทของหญิงสาว
"เขาทิ้งรหัสผ่านตู้เซฟนิรภัยที่เก็บหลักฐานทั้งหมด...ไว้ที่ผม และบอกว่าคุณคือคนเดียวที่จะไขปริศนากล่องนี้ได้" กันต์ผละออกมาช้าๆ ดวงตาสีเทาเข้มของปารมีสบประสานกับดวงตาสีดำสนิทของเขาอย่างไม่มีใครยอมใคร ก่อนที่เขาจะยื่นแฟลชไดรฟ์โลหะสีเงินวาววับชิ้นเล็กๆ ออกมาวางไว้บนฝ่ามือของเธอที่ยังสวมถุงมือยาง "เกมเพิ่งเริ่มต้นต่างหากล่ะครับ... ทนายปารมี"
ธนาหน้าถอดสี รีบคว้าข้อมือปารมีเพื่อดึงเธอกลับมา "ปารมี! อย่าไปรับมัน! นั่นมันหลุมพรางชัดๆ!"
ทว่า...สายตาของปารมีกลับถูกสะกดไว้ที่แฟลชไดรฟ์ในมือ ความมืดมิดรอบตัวราวกับบีบแคบลง เมื่อเธอเงยหน้าขึ้นเพื่อจะซักไซ้ไล่เลียงความจริงจากชายหนุ่ม แสงไฟนีออนบนเพดานห้องดับจิตก็เกิดกะพริบถี่ๆ สองสามครั้ง ก่อนที่กระแสไฟจะดับวูบลงทั้งห้อง ทิ้งให้ความมืดมิดเข้าปกคลุมชั่วขณะ... และเมื่อแสงไฟฉุกเฉินสีแดงสลัวติดขึ้นมาอีกครั้ง ร่างของกันต์ก็หายลับไปอย่างไร้ร่องรอย ราวกับเขาไม่เคยยืนอยู่ตรงนั้นตั้งแต่แรก มีเพียงความเย็นเยียบของอากาศและแฟลชไดรฟ์ในมือที่ยังคงอุ่นไอร้อนจางๆ ยืนยันว่าทุกอย่างไม่ได้เป็นเพียงความฝัน
และบนผนังกระจกใสเบื้องหน้า... มีรอยลิปสติกสีแดงสดเขียนทับเงาสะท้อนใบหน้าของเธอไว้เป็นตัวเลขพิกัด GPS ชุดหนึ่ง ซึ่งชี้ตรงไปยังสถานที่ที่ไม่มีใครคาดคิด—บ้านพักร้างปลายอ่าวริมทะเลที่ครอบครัวของเธอเคยถูกเผาทำลายเมื่อสิบปีก่อน
---
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งสู่ความมืดมิดนี้ไปด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ - เงาจันทราลี้ลับ
คดีซ่อนปม ทนายเงาปริศนา•ตอนที่ 18
พยานปากเอกที่หายตัวไป
ผลงานโดย เงาจันทราลี้ลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงาจันทราลี้ลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คดีซ่อนปม ทนายเงาปริศนา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!