เสียงถอนหายใจยาวนานที่เล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากหยักหนาของชายหนุ่ม ไม่ได้สร้างความรู้สึกผ่อนคลายให้บรรยากาศภายในห้องทำงานส่วนตัวแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม มันกลับทำหน้าที่ราวกับโซ่ตรวนที่ค่อย ๆ บีบรัดลำคอของรินรดาให้ตึงแน่นทีละน้อย
เอกสารรายงานการประชุมบนโต๊ะทำงานไม้สักทองราคาแพงถูกพลิกผ่านทีละหน้าอย่างเชื่องช้า แต่มันกลับดังชัดเจนก้องกังวานในโสตประสาทของหญิงสาว อคินทร์ไม่ได้กำลังตรวจทานตัวเลขผลประกอบการของบริษัทอย่างที่ควรจะเป็น สายตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาราคาแพงคู่นั้น กำลังลอบชำเลืองมองเธอผ่านสันแฟ้มเอกสารอยู่หลายครั้ง และทุกครั้งที่หางตานั้นกวาดมา รินรดารู้สึกเหมือนผิวหนังถูกกรีดด้วยใบมีดเล่มบาง
ความหวาดระแวงไม่ใช่สิ่งแปลกปลอมสำหรับรินรดาในเวลานี้ แต่มันคือสัญชาตญาณการเอาตัวรอดที่ถูกหล่อหลอมขึ้นมาจากบาดแผลฉกรรจ์ในอดีต
"คุณรินรดาครับ" น้ำเสียงทุ้มต่ำราบเรียบเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบที่กดดันจนน่าอึดอัด "ช่วงนี้คุณดู... เหม่อลอยบ่อยเกินไปหรือเปล่าครับ หรือว่ามีเรื่องอะไรที่กำลังกังวลใจเกี่ยวกับโปรเจกต์นี้"
รินรดาชะงักมือที่กำลังจัดเรียงเอกสารในแฟ้ม ปลายนิ้วเรียวเย็นเฉียบจนแทบไร้ความรู้สึก เธอยืดตัวขึ้นตรงโดยอัตโนมัติ รักษาระยะห่างและท่าทีให้เป็นมืออาชีพที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้หัวใจจะเต้นรัวระรัวราวกับกลองศึก
"ไม่มีอะไรค่ะ... เอ๊ย ไม่มีอะไรครับ ดิฉันหมายถึง ไม่มีอะไรที่เกี่ยวกับงานค่ะ ท่านประธาน" รินรดาเกือบหลุดสรรพนามคุ้นชินในอดีต โชคดีที่เธอเปลี่ยนคำลงท้ายได้ทันท่วงที แต่ท่าทีที่สะดุดและรอยยฝืน ๆ นั้นไม่สามารถรอดพ้นสายตาของอคินทร์ไปได้
ชายหนุ่มวางปากกาในมือลง เสียงโลหะกระทบพื้นโต๊ะดังชัดเจน เขาเอนหลังพิงพนักเก้าอี้หนังแท้ ดวงตาคมปลาบจ้องมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยแววตาที่ยากจะคาดเด, สายตาคู่นั้นที่เคยมีแต่ความเย็นชาและเหยียดหยามในยวันวาน บัดนี้กลับเต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้ที่พยายามปิดบังไว้อย่างมิดชิด
"คุณเรียกผมว่า 'ท่านประธาน' ด้วยความเคารพจริง ๆ หรือว่าคุณกำลังเกร็งอะไรบางอย่างเวลาที่อยู่ใกล้ผมกันแน่ รินรดา" อคินทร์เอ่ยชื่อเธอด้วยน้ำเสียงที่ทุ้มนุ่มผิดปกติ แต่มันกลับเต็มไปด้วยแรงกดดันมหาศาล "ผมแคสังเกตว่า... พักหลังมานี้ คุณพยายามหลบหน้าผมทุกครั้งที่มีโอกาส แม้กระทั่งเวลาที่เราต้องประชุมร่วมกัน คุณก็แทบไม่ยอมสบตาผมเลย"
รินรดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ความรู้สึกเหมือนถูกต้อนจนมุมเริ่มคืบคลานเข้ามาในอก เธอรู้ดีว่าอคินทร์เป็นคนช่างสังเกตและฉลาดเป็นกรด แค่การกระทำเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นการหลบสายตา หรือการเว้นระยะห่างเกินความจำเป็น ย่อมไม่รอดพ้นสายตาเหยี่ยวคู่นั้นไปได้
"ท่านประธานเข้าใจผิดแล้วล่ะครับ ดิฉันก็แค่... ทำหน้าที่ในฐานะเลขาฯ และผู้รับผิดชอบโครงการให้ออกมาดีที่สุดเท่านั้นเอง การรักษาระยะห่างที่เหมาะสม น่าจะเป็นเรื่องที่ถูกต้องและเป็นมืออาชีพมากกว่าไม่ใช่เหรอครับ" รินรดาเลือกใช้คำพูดที่ตั้งกำแพงสูงลิบลิ่ว พยายามบังคับน้ำเสียงให้มั่นคงที่สุด แม้ว่าข้างในจะสั่นไหวรุนแรง
อคินทร์หรี่ตาลงเล็กน้อย มุมปากหยักหนายกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบาที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา รอยยิ้มแบบที่ทำให้คนมองรู้สึกหนสันหลังวาบ
"มืออาชีพงั้นเหรอ..." อคินทร์ทวนคำ พลางลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสีเข้มก้าวเท้าเดินอ้อมโต๊ะทำงานเข้ามาใกล้ชิดขึ้นเรื่อย ๆ ทุกย่างก้าวของเขากดดันบรรยากาศในห้องให้แคบลง จนรินรดาต้องเผลอถอยหลังโดยสัญชาตญาณ จนแผ่นหลังบางไปชนเข้ากับชั้นวางเอกสารด้านหลัง
"ท่านประธาน... จะทำอะไรครับ" รินรดาเอ่ยเตือนเสียงสั่นเล็กน้อย เมื่อร่างสูงหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเธอในระยะประชิด กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือจางผสมกับกลิ่นบุหรี่จาง ๆ ลอยเข้าจมูก ภาพวันเก่า ๆ ที่เคยถูกผู้ชายคนนี้เมินเฉยและเหยียบย่ำหัวใจแวบเข้ามาในหัว
อคินทร์ไม่ได้รุกรานเธอเกินเลย แต่เขาใช้มือข้างหนึ่งเท้าลงบนชั้นวางเอกสาร กักตัวเธอไว้ในพื้นที่แคบ ๆ ระหว่างตัวเขากับชั้นวาง สายตาคมกราบกวาดมองใบหน้าที่พยายามแสดงความเข้มแข็งของเธออย่างพินิจพิเคราะห์
"ผมแค่อยากรู้ว่า... กำแพงที่คุณสร้างขึ้นมาเนี่ย มันหนาแน่นแค่ไหนกันแน่ รินรดา" อคินทร์กระซิบแผ่วเบา ใบหน้าของเขาโน้มลงมาใกล้จนเธอต้องเบือนหน้าหนี "คุณกลัวอะไรอยู่? กลัวการทำงานร่วมกับผม หรือว่า... กลัวว่าผมจะล่วงรู้ความลับอะไรบางอย่างที่คุณกำลังปิดบังเอาไว้กันแน่"
คำว่า 'ความลับ' กระแทกเข้ากลางใจของรินรดาอย่างจัง หัวใจของเธอหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม นัยน์ตาคู่สวยเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว แม้จะพยายามควบคุมสีหน้าให้เป็นปกติอย่างรวดเร็วเพียงใด แต่มันก็ไม่รอดพ้นสายตาของอคินทร์ที่จดจ้องอยู่ทุกอณู
"ดิฉันจะไปมีความลับอะไรล่ะครับ ท่านประธานคงคิดมากไปเอง..." รินรดาเถียงกลับ น้ำเสียงเริ่มมีความแข็งกร้าวเจือปนเพื่อกลบเกลื่อนความตื่นตระหนก "ถ้าไม่มีเรื่องงานอื่นแล้ว ขอตัวไปเคลียร์เอกสารก่อนนะครับ"
เธอยกมือขึ้นหมายจะดันแผงอกกว้างให้ถอยห่าง แต่อคินทร์กลับคว้าข้อมือของเธอไว้ได้อย่างรวดเร็ว แรงบีบที่ข้อมือไม่ได้รุนแรงจนเจ็บ แต่มั่นคงและเด็ดขาดจนเธอไม่สามารถสะบัดหลุดได้
"ผมยังไม่ได้อนุญาตให้คุณไปไหนทั้งนั้น" อคินทร์เอ่ยเสียงต่ำ ดวงตาคมเข้มจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ "คุณรินรดา... คนเราจะระแวงใครสักคนได้มากขนาดนี้ มันต้องมีเหตุผล และเหตุผลของคุณ... มันก็น่าสนใจมากเสียด้วยสิ โดยเฉพาะเวลาที่คุณพูดถึงเรื่องครอบครัว หรือเรื่อง... เด็กคนนั้น"
คำว่า 'เด็กคนนั้น' ทำให้เลือดในกายของรินรดาเย็นเฉียบลงในพริบตา ความหวาดระแวงที่เธอมีต่ออคินทร์พุ่งทะยานขึ้นถึงขีดสุด เขาเริ่มสงสัยแล้วจริง ๆ หรือว่าเขาเริ่มรู้อะไรเกี่ยวกับน้องลันตา ลูกสาวผู้เป็นแก้วตาดวงใจของเธอแล้ว?
รินรดาเม้มริมฝีปากแน่นจนเป็นเส้นตรง ความเจ็บปวดและความโกรธแค้นในอดีตพรั่งพรูขึ้นมาผสมปนเปกับความหวาดกลัวในปัจจุบัน เธอสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ รวบรวมเศษ 1 ของความกล้าหาญทั้งหมดที่มี แล้วเงยหน้าขึ้นสบตากับอคินทร์ตรง ๆ โดยไม่หลบเลี่ยงอีกต่อไป
"ท่านประธานกำลังพูดถึงเรื่องอะไรอยู่เหรอครับ? ถ้าไม่มีอะไรทำ จะมาเสียเวลาจับผิดเลขาฯ แบบนี้ไม่ได้ช่วยให้โปรเจกต์มันคืบหน้าขึ้นมาหรอกนะครับ" รินรดาย้อนถามด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาและทรงพลังไม่แพ้กัน เธอกระชากข้อมือของตัวเองกลับด้วยแรงทั้งหมดที่มี จนหลุดจากการพันธนาการของเขาได้สำเร็จ
อคินทร์ยืนนิ่ง มองข้อมือว่างเปล่าของตัวเองครู่หนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวที่ตอนนี้ยืนจ้องหน้าเขาด้วยแววตาดุดันไม่ยอมแพ้ แววตาที่ทำให้เขาเห็นเงาของความเข้มแข็งที่ถูกสร้างขึ้นจากซากปรักหักพังในอดีต—แววตาที่ทำให้หัวใจที่ด้านชาของเขาเริ่มเจ็บปวดขึ้นมาอย่างประหลาด
ก่อนที่บรรยากาศระหว่างทั้งสองจะตึงเครียดไปมากกว่านี้ เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นขัดจังหวะสามครั้งติดต่อกัน
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
"ท่านประธานครับ เอกสารด่วนจากแผนกกฎหมายมาส่งครับ..." เสียงของเลขาฯ หน้าห้องดังลอดเข้ามา พร้อมกับบานประตูที่ถูกผลักเปิดออกเล็กน้อย
อคินทร์ถอนหายใจยาวอย่างหัวเสียเล็กน้อยที่ถูกขัดจังหวะ เขาผละออกจากตัวรินรดาอย่างจำใจ แต่สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าหวานที่กำลังหอบหายใจน้อย ๆ ด้วยความโกรธ
"เข้ามาวางไว้บนโต๊ะ" อคินทร์สั่งเสียงเข้ม โดยไม่ละสายตาไปจากรินรดา "ส่วนคุณ... รินรดา กลับไปทำงานของคุณซะ แต่เรื่องที่เราคุยกัน... ยังไม่จบแค่นี้แน่"
รินรดากำมือแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือ เธอไม่ตอบโต้อะไรอีก หมุนตัวเดินจ้ำอ้าวออกจากห้องทำงานของท่านประธานด้วยความรู้สึกที่ปั่นป่วนในท้อง ความหวาดระแวงกัดกินจิตใจจนเธอแทบหายใจไม่ออก เขากำลังเข้าใกล้ความจริงเข้าไปทุกที เธอกำลังเดินอยู่บนเส้นด้ายที่พร้อมจะขาดผึ่งได้ทุกเมื่อ
หญิงสาวเดินกลับมาถึงโต๊ะทำงานของตัวเอง ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ด้วยความอ่อนล้า มือเรียวหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาด้วยมือที่ยังคงสั่นเทา เธอเปิดดูรูปภาพล่าสุดในแกลเลอรี—ภาพรอยยิ้มสดใสของเด็กหญิงตัวน้อยวัยสองขวบที่กำลังชูของเล่นอวดเธอด้วยความไร้เดียงสา
"แม่คะ... คิดถึงจังเลย" เสียงใส ๆ ของน้องลันตาในความทรงจำดังขึ้นในหัว ยิ่งทำให้หัวใจของรินรดาบีบรัดด้วยความกลัว หากอคินทร์แย่งลูกไป เธอคงไม่เหลืออะไรในชีวิตอีกแล้ว
ในขณะที่รินรดากำลังจมอยู่กับความหวาดระแวงและพยายามคิดหาทางปกป้องลูกน้อยให้พ้นจากเงื้อมมือของอดีตสามี เสียงแจ้งเตือนข้อความในโทรศัพท์มือถือของเธอก็สั่นขึ้นมาเบา ๆ บนหน้าจอ
เป็นข้อความจากพี่เลี้ยงที่บ้าน ส่งรูปถ่ายและข้อความสั้น ๆ มาให้
*「คุณรินคะ แย่แล้วค่ะ... มีผู้ชายท่าทางภูมิฐานคนหนึ่ง มายืนด้อม ๆ มอง ๆ อยู่หน้าบ้านเราค่ะ เขาบอกว่า... กำลังตามหาเด็กผู้หญิงวัยสองขวบค่ะ!」*
หัวใจของรินรดาร่วงหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม ทั่วทั้งร่างชาดิกราวกับถูกสายฟ้าฟาดลงกลางหัว สมองขาวโพลนในพริบตา เมื่อเงยหน้าขึ้นมองผ่านกระจกใสของสำนักงาน เธอก็สบตากับอคินทร์ที่กำลังยืนมองลงมาจากหน้าต่างห้องทำงานชั้นบนของเขาพอดี รอยยิ้มมุมปากที่แฝงความหมายบางอย่างถูกส่งตรงมายังเธอ ราวกับประกาศกร้าวว่า... เกมนี้ เธอไม่มีวันหนีเขาพ้นอีกต่อไปแล้ว!
----------------------------------------
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งกำลังใจให้อย่างเสมอมานะครับ
หย่าแล้วจบกัน อย่าฝันว่าจะได้ลูกคืน•ตอนที่ 22
ความหวาดระแวงในใจ
ผลงานโดย บันทึกคนจร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกคนจร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หย่าแล้วจบกัน อย่าฝันว่าจะได้ลูกคืน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!