หย่าแล้วจบกัน อย่าฝันว่าจะได้ลูกคืน•ตอนที่ 4

บ้านที่ว่างเปล่า

ผลงานโดย บันทึกคนจร
เสียงปิดประตูห้องทำงานชั้นบนดังสะท้อนก้องกังวานในความเงียบงัน เป็นเสียงที่อคินทร์ไม่เคยใส่ใจไยดีตลอดระยะเวลาสามปีที่ผ่านมา ทว่าในยามค่ำคืนนี้ เสียงนั้นกลับทรงพลังราวกับค้อนเหล็กที่ทุบลงกลางหน้าอก จนเขาต้องหยุดมือจากการเซ็นเอกสารบนโต๊ะทำงานราคาแพง ความเงียบ... ไม่ใช่ความสงบสุข แต่มันคือความเวิ้งว้างที่กำลังกัดกินผนังห้องและพื้นที่ใช้สอยทีละน้อย ชายหนุ่มในชุดสูทสีเข้มที่ยังคงเนี๊ยบไร้ที่ติ ค่อยๆ เอนกายพิงพนักเก้าอี้หนังแท้ ดวงตาคมกริบกวาดมองไปรอบห้องทำงานขนาดใหญ่ที่กว้างขวางเกินความจำเป็น สายตาของท่านประธานหนุ่มผู้กุมอำนาจเหนืออาณาจักรธุรกิจนับพันล้าน กลับสะดุดเข้ากับความว่างเปล่าที่น่าหงุดหงิด บนโต๊ะทำงานตัวยาวไม่มีแก้วน้ำอุ่นที่รินวางไว้ให้โดยไม่ต้องเอ่ยปาก ไม่มีกระดาษโน้ตเตือนความจำด้วยลายมือกลมมนเรียบร้อย และที่สำคัญที่สุด... ไม่มีเงาร่างของหญิงสาวที่เคยเดินเข้ามาเงียบๆ เพื่อวางชุดสูทสำรองพร้อมรอยยิ้มเจื่อนๆ ที่เขาเคยคิดว่ามันน่ารำคาญ รินรดาเดินออกจากชีวิตเขาไปสามวันแล้ว และบ้านหลังโตที่เขาเคยภูมิใจนักหนากลับกลายเป็นกรงขังอันหนצוดเหน็บที่ไร้ซึ่งลมหายใจ อคินทร์ขมวดคิ้วแน่น ปลายนิ้วเรียวยาวเคาะโต๊ะทำงานเป็นจังหวะเพื่อขับไล่ความรู้สึกแปลกประหลาดที่กำลังตีรวนในอก เขาพยายามบอกตัวเองว่านี่คือสิ่งที่ควรจะเป็น การหย่าขาดจากผู้หญิงที่ผู้ใหญ่จัดหาให้เพื่อแลกกับความสงบเรียบร้อยในตระกูล คือทางออกที่ดีที่สุดไม่ใช่หรือ? เธอเป็นเพียงภรรยาในนาม เป็นผู้หญิงธรรมดาที่ไม่มีความน่าสนใจ ไม่มีแม้กระทั่งเสียงเรียกร้องหรือความทะเยอทะยานใดๆ นอกจากหน้าที่แม่บ้าน แต่วันนี้... เมื่อเขากลับมาถึงบ้านตอนสามทุ่ม บ้านทั้งหลังมืดสนิท ไม่มีแสงไฟจากห้องครัว ไม่มีกลิ่นอหารอ่อนๆ และที่สำคัญที่สุด ไม่มีเสียงเจื้อยแจ้วของเด็กหญิงตัวเล็กๆ ที่เคยวิ่งมาเกาะขา กางแขนอ้อนขอให้ออุ้มเหมือนในวันที่เขาเผลอเดินผ่านห้องนอนเล็กโดยไม่ได้ตั้งใจ "น่ารำคาญ..." อคินทร์พึมพำกับความว่างเปล่า เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูงแล้วเดินออกไปที่ระเบียงห้องนอนเพื่อสูดอากาศ แต่ความเย็นยะเยือกของลมยามค่ำคืนกลับไม่ได้ทำให้สมองปลอดโปร่งขึ้นเลย ภาพความทรงจำเมื่อสัปดาห์ก่อนผุดขึ้นมาในหัวอย่างไม่ได้รับเชิญ วันนั้น... วันที่รินรดายื่นซองเอกสารสีน้ำตาลให้เขาบนโต๊ะอาหาร *“ฉันเซ็นให้แล้วนะคะคุณอคินทร์... เราหย่ากันเถอะค่ะ”* น้ำเสียงของเธอนิ่งสนิท แววตาคู่สวยที่เคยไหวระริกด้วยความเจียมเนื้อเจียมตัวมาตลอดสามปี กลับว่างเปล่าและเด็ดเดี่ยวอย่างไร้ร่องรอย มันไม่ใช่การประชดประชัน ไม่ใช่การเรียกร้องความสนใจ แต่มันคือการตัดสินใจขั้นเด็ดขาดของผู้หญิงคนหนึ่งที่หมดรักและหมดแรงจะยื้อความสัมพันธ์ที่พังทลาย ตอนนั้นเขากล่าวว่าอย่างไรนะ? อคินทร์แค่นยิ้มเยาะให้กับความอวดดีของตัวเองในอดีต เขาจำได้แม่นว่าเขาตอบกลับเธอด้วยน้ำเสียงเยەชาและเหยียดหยามเพียงใด *“คิดว่าการหย่าจะทำให้เธอพ้นไปจากชีวิตฉันได้ง่ายๆ งั้นสินะ? แต่อย่าลืมว่าสมบัติทุกชิ้นในบ้านหลังนี้เป็นของฉัน รินรดา... เธอเดินออกไปตัวเปล่าได้เลยถ้าต้องการแบบนั้น”* และเธอก็เดินออกไปจริงๆ... เดินออกไปพร้อมกับกระเป๋าเดินทางใบเล็กเพียงสองใบ และเด็กหญิงลันตาวัยสองขวบที่เกาะไหล่แมวแน่นโดยไม่แม้แต่จะหันมามองพ่อแท้ๆ อย่างเขาเลยสักนิด รอยยิ้มเย้ยหยันเลือนหายไปจากใบหน้าคมคาย อคินทร์กำมือแน่นจนเส้นเลือดปูดโปーン ความรู้สึกกระวนกระวายใจที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนกำลังแผดเผาช่องท้อง เขาเดินกลับเข้ามาในห้องนอนใหญ่ที่เงียบเหงา เตียงนอนขนาดคิงไซส์ถูกคลุมด้วยผ้าปูที่นอนเรียบตึงไร้รอยยับ ไม่มีร่องรอยของการใช้งานฝั่งซ้าย ไม่มีแม้แต่กลิ่นหอมจางๆ ของแชมพูเด็กหรือกลิ่นแป้งเด็กที่เคยติดจมูกเขาเวลาที่เด็กน้อยแอบคลานขึ้นมานอนเล่นบนเตียง บ้านหลังนี้กว้างใหญ่เกินไป... หรือแท้จริงแล้ว หัวใจของเขากันแน่ที่มันว่างเปล่าจนสะท้อนเสียงก้อง? เสียงโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะหัวเตียงดังขึ้นทำลายความเงียบ อคินทร์สะارتเล็กน้อยก่อนจะหยิบขึ้นมาดูหน้าจอ ปลายสายคือ "กรณ์" เพื่อนสนิทที่เป็นทนายความประจำตระกูล "ว่าไง มีอะไร?" อคินทร์กรอกเสียงทุ้มต่ำลงไป พยายามควบคุมน้ำหนักเสียงให้ราบเรียบที่สุด *(“แกจัดการเรื่องเอกสารการหย่าเรียบร้อยดีใช่ไหมอคินทร์? ฉันแค่จะโทรมาเช็กความเรียบร้อย เพราะทางฝั่งคุณนายใหญ่ท่านยังเป็นห่วงเรื่องนี้อยู่”)* เสียงของกรณ์ลอดผ่านสายมาด้วยความระมัดระวัง "เรียบร้อยดีทุกอย่าง เซ็นเรียบร้อยแล้ว เธอเอาไปหมดแล้ว" อคินทร์ตอบสั้นๆ *(“แล้ว... น้องลันหาล่ะ? แกปล่อยให้เด็กไปกับเธอด้วยจริงๆ น่ะหรืออคินทร์ นั่นลูกสาวแท้ๆ ของแกนะเว้ย”)* กรณ์ถามด้วยน้ำเสียงประหลาดใจระคนไม่เห็นด้วย คำว่า *ลูกสาวแท้ๆ* ราวกับมีดสั้นที่กรีดซ้ำลงบนแผลเดิม อคินทร์นิ่งเงียบไปชั่วขณะ ดวงตาคมกวาดมองไปที่มุมห้องซึ่งเคยมีคอกกั้นเด็กและของเล่นกระจัดกระจายอยู่ ตอนนี้มันถูกเก็บกวาดจนสะอาดเกลี้ยงเกลา ราวกับว่าไม่เคยมีเด็กตัวเล็กๆ วิ่งซนอยู่ในบ้านหลังนี้มาก่อน "ฉันจะเอาสิทธิ์เลี้ยงดูเด็กมาได้ยังไง ในเมื่อฉันเป็นคนไล่พวกเขาออกไปเอง..." อคินทร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่าลงอย่างไม่รู้ตัว เพิ่งตระหนักในวินาทีนั้นเองว่า เขาสูญเสียอะไรไปบ้างเพื่อแลกกับความอีโก้และศักดิ์ศรีจอมปลอมของตนเอง *(“แกพลาดแล้วล่ะเพื่อน... สามปีที่ผ่านมา แกอาจจะคิดว่าแกเป็นฝ่ายชนะ แต่เชื่อฉันเถอะ ผู้หญิงอย่างรินรดา ถ้าเธอตัดสินใจตัดขาดแล้ว เธอจะไม่หันหลังกลับมามองอีกเลย และระวังเถอะ... วันหนึ่งแกจะรู้ซึ้งว่าบ้านที่ไม่มีเสียงหัวเราะของลูก มันเหงาจนไม่อยากหายใจขนาดไหน”)* สายถูกตัดไปแล้ว แต่อคินทร์ยังคงถือโทรศัพท์ค้างไว้แนบหู เสียงของกรณ์ยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท ชายหนุ่มทรุดตัวลงนั่งขอบเตียงอย่างหมดแรง ความรู้สึกอ้างว้างแผ่ซ่านไปทั่วร่าง เขาไม่เคยคิดเลยว่าความเงียบสงบที่ตนเองโหยหานักหนาในยามทำงาน จะน่ากลัวและบีบคั้นหัวใจได้ถึงเพียงนี้ สายตาของเขาเหลือบไปเห็นกรอบรูปใบเล็กที่คว่ำหน้าอยู่บนโต๊ะทำงานของรินรดา ซึ่งถูกทิ้งไว้โดยไม่ได้ตั้งใจ มือหนายื่นไปหยิบมันขึ้นมาด้วยความลังเล ก่อนจะพลิกดูภาพด้านใน ภาพถ่ายครอบครัวที่เขาจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าถูกถ่ายขึ้นเมื่อไหร่ เป็นภาพรินรดายิ้มอ่อนโยนขณะอุ้มเด็กหญิงลันตาวัยขวบเศษไว้แนบอก ส่วนเขายืนอยู่ด้านหลังด้วยใบหน้าเรียบเฉย เยชา และไร้อารมณ์ ดวงตาในภาพของเขาไม่ได้มองมาที่ภรรยาหรือลูกเลยด้วยซ้ำ แต่มองเลยไปที่อื่นราวกับต้องการหลีกหนีจากเฟรมภาพนั้น ทว่าในวินาทีนี้... หัวใจที่ด้านชามาตลอดของอคินทร์กลับกระตุกวูบอย่างแรง เมื่อปลายนิ้วโป้งของเขาเผลอลูบไล้ไปบนใบหน้าของเด็กหญิงตัวน้อยในภาพ ดวงตากลมโตและรอยยิ้มจิ้มลิ้มนั้นช่างสะท้อนเงาของเขาเองอย่างชัดเจน เสียงเตือนข้อความเข้าจากแอปพลิเคชันปริศนาดังขึ้นเบาๆ บนหน้าจอโทรศัพท์ที่วางอยู่ข้างตัว อคินทร์ขมวดคิ้วด้วยความรำคาญ ก่อนจะหยิบขึ้นมาเปิดดูด้วยความหงุดหงิด คิดว่าเป็นข้อความแจ้งเตือนจากบริษัทหรือธนาคาร แต่ทว่า... สิ่งที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอ กลับไม่ใช่ตัวเลขทางธุรกิจ หรือรายงานการประชุม มันคือภาพถ่ายความละเอียดสูงสามภาพ... ภาพแรกคือภาพของรินรดาที่กำลังยืนยิ้มแย้มอย่างมีความสุขหน้าร้านกาแฟเล็กๆ แห่งหนึ่ง บรรยากาศรอบตัวเธอดูสดใสและมีชีวิตชีวาอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อนตลอดสามปีที่อยู่กับเขา ภาพที่สองคือภาพของน้องลันตากำลังวิ่งเล่นบนสนามหญ้าสีเขียวขจีในชุดกระโปรงฟูฟ่องสีชมพู โดยมีมือของชายหนุ่มแปลกหน้าคนหนึ่งยื่นเข้าไปลูบศีรษะของเด็กน้อยด้วยความเอ็นดู และภาพสุดท้าย... เป็นภาพโคลสอัปเอกสารแผ่นหนึ่งที่ถูกวางทอดไว้บนโต๊ะ พร้อมกับข้อความสั้นๆ ส่งตรงจากเบอร์แปลกที่ทำให้เลือดในกายของอคินทร์เย็นเฉียบลงในพริบตา *“ขอบคุณนะคุณอคินทร์ ที่ใจดีสละสิทธิ์ความเป็นพ่อ... ตอนนี้ลูกสาวของคุณ มีพ่อคนใหม่ที่ดูแลดีกว่าคุณหลายร้อยเท่าแล้วล่ะครับ”* ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้ากระดาษแห่งความเจ็บปวดนี้ด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ
สารจากนักเขียน (บันทึกคนจร)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หย่าแล้วจบกัน อย่าฝันว่าจะได้ลูกคืน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%