เสียงปิดประตูห้องนอนใหญ่ที่ดังขึ้นเบาๆ ในยามวิกาล ไม่ได้สร้างความสนใจให้แก่ชายหนุ่มผู้กำลังจมดิ่งอยู่กับกองเอกสารบนโต๊ะทำงานแม้แต่น้อย อคินทร์ยังคงจรดปากกาลงบนกระดาษด้วยความมั่นใจ ไร้ซึ่งร่องรอยความลังเล เขามั่นใจในเกมอำนาจที่ตนเป็นผู้กุมหางเสือ มั่นใจว่าผู้หญิงคนนั้น—รินรดา—ไม่มีทางเลือกอื่นใดนอกจากก้มหน้ารับชะตากรรมที่เขาขีดเส้นเอาไว้ในใบหย่าฉบับนั้น
ทว่า ความเงียบงันภายในเพนท์เฮาส์หรูใจกลางเมืองในยามนี้ กลับมีความผิดปกติบางอย่างแฝงอยู่ มันไม่ใช่ความสงบสุขของการพักผ่อน แต่เป็นความว่างเปล่าที่เย็นเยียบราวกับบ้านร้าง
อคินทร์ขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างสะกิดใจ เขาละสายตาจากตัวเลขกำไรขาดทุนนับร้อยล้านบนหน้าจอไอפาด ก่อนจะก้าวเดินออกจากห้องทำงานด้วยฝีเท้าที่มั่นคงแต่แฝงไว้ด้วยความระแวง เขามุ่งตรงไปยังห้องนอนของภรรยา—หรือให้พูดให้ถูกคือ ห้องของอดีตภรรยาตามกฎหมาย
ก๊อก... ก๊อก...
ไร้ซึ่งเสียงตอบรับ ความเงียบงันยังคงทำหน้าที่ของมันอย่างซื่อสัตย์ อคินทร์ผลักบานประตูไม้เนื้อดีให้เปิดออกโดยไม่ต้องรออนุญาต แสงไฟสีส้มวลอ่อนจากโคมไฟหัวเตียงส่องกระทบผืนผ้าปูที่นอนที่เรียบตึง ไม่มีร่องรอยของการยับยู่ยี่ ไม่มีร่างบางที่มักจะนอนขดตัวด้วยความหนาวเหน็บอย่างที่เขาเคยเห็นจนชินตา
บนโต๊ะเครื่องแป้ง มีเพียงความว่างเปล่า และวัตถุชิ้นเล็กๆ ชิ้นหนึ่งที่สะท้อนแสงไฟระยิบระยับบาดตา
อคินทร์ก้าวเข้าไปใกล้ทีละน้อย หัวใจที่เคยเต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอเริ่มกระตุกวูบอย่างไร้สาเหตุ สัญชาตญาณดิบในตัวเตือนภัยว่ามีบางสิ่งที่ขาดหายไป... บางสิ่งที่เขาไม่เคยคิดว่าจะกล้าสูญเสีย
แหวนแต่งงานเพชรน้ำงาม เม็ดโตที่เขาเป็นคนเลือกซื้อด้วยตัวเองเพื่อผูกพันธะทางกฎหมายและสังคม ถูกถอดวางไว้อย่างเป็นระเบียบ เคียงคู่กับเอกสารใบหย่าที่ลงลายมือชื่อด้วยหมึกสีดำสนิท ลายมือของรินรดานิ่งสนิท ไร้ซึ่งรอยสั่นเครือ บ่งบอกถึงการตัดสินใจที่ผ่านการไตร่ตรองมาอย่างดีเยี่ยม ไม่ใช่แค่อารมณ์ชั่ววูบ
ข้างๆ กันนั้น มีกระดาษโน้ตแผ่นเล็กเขียนด้วยลายมือบรรจงทิ้งไว้:
*“ขอบคุณสำหรับอิสรภาพที่คุณกรุณามอบให้ค่ะ... และขอบใจที่ทำให้ฉันได้รู้ว่า ศักดิ์ศรีของคนเรา ไม่ได้มีไว้ให้ใครเหยียบย่ำซ้ำแล้วซ้ำเล่า”*
อคินทร์แค่นหัวเราะออกมาเบาๆ ในลำคอ รอยยิ้มเยาะหยันผุดขึ้นที่มุมปากตามความเคยชินของชายผู้ไม่เคยพ่ายแพ้
"คิดว่าจะเล่นเกมหนีตามสไตล์ละครน้ำเน่าอย่างนั้นหรือ รินรดา..." เขาพึมพำกับความว่างเปล่า ดวงตาคมกริบฉายแววกรุ่นโกรธขึ้นมาทันที "เธอคิดว่าหนีออกไปจากกรงนี้ได้ แล้วจะไปรอดในโลกกว้างลำพังอย่างนั้นสินะ"
เขากดโทรศัพท์มือถือต่อสายตรงหาเลขาคนสนิททันทีด้วยความหงุดหงิดที่เริ่มก่อตัว
"เช็คดูซิว่า รินรดาจองตั๋วเครื่องบินไปที่ไหน หรือออกเดินทางไปกับรถคันไหนของตระกูล..." อคินทร์ออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบขาดตามวิสัยท่านประธาน
(ท่านครับ...) ปลายสายอึกอัก น้ำเสียงสั่นเทาจนน่าประหลาดใจ (ผมตรวจสอบกล้องวงจรปิดของคอนโดฯ แล้วครับคุณรินเธอไม่ได้ใช้รถยนต์ส่วนกลาง และไม่ได้ขึ้นแท็กซี่หน้าตึก... เธอก้าวขึ้นรถตู้สีดำคันหนึ่งที่มีคนมารับตั้งแต่เมื่อสองชั่วโมงก่อนแล้วครับ และ...)
"และอะไร ทำไมต้องพูดติดอ่าง" อคินทร์เริ่มหมดความอดทน
(ทะเบียนรถคันนั้น... เป็นรถในเครือบริษัท LogisCorp ของตระกูลภัทรธนากรครับท่าน)
ร่างสูงชะงักไปชั่วขณะ ลมหายใจสะดุดกึก โลกทั้งใบคล้ายหยุดหมุนไปชั่ววินาที
ภัทรธนากร... ศัตรูทางธุรกิจตัวฉกาจที่กำลังไล่บี้บริษัทของเขาในตลาดหลักทรัพย์ และเป็นตระกูลที่อคินทร์เกลียดชังเข้าไส้ ทำไมรินรดาถึงไปเกี่ยวข้องกับคนพวกนั้นได้? ผู้หญิงที่ใช้ชีวิตอยู่แต่ในกรอบของบ้าน ขjาดความมั่นใจ และไม่เคยสนใจเรื่องธุรกิจเลยสักนิด เหตุใดจึงเลือกเส้นทางที่เปรียบเสมือนการเดินเข้าปากเสือเช่นนี้?
"สืบให้รู้ว่าใครเป็นคนส่งรถมารับ และตอนนี้พวกเขาอยู่ที่ไหน" อคินทร์สั่งการเสียงเข้ม ความเยือกเย็นเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความระอุของโทสะที่พุ่งพล่าน
(เกรงว่าจะตามยากครับท่าน... เพราะเส้นทางการเดินทางถูกปิดกั้นสัญญาณ GPS ทั้งหมดทันทีที่รถคันนั้นเคลื่อนตัวออกนอกเขตปริมณฑล เหมือนกับว่ามีมืออาชีพคอยจัดการให้อย่างราบคาบ และ...) เลขาเว้นวรรคไปครู่ใหญ่ ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้อคินทร์แทบอยากจะขว้างโทรศัพท์ทิ้ง (คุณรินรดาไม่ได้เดินทางไปคนเดียวนะครับ... มีการเบิกเวชภัณฑ์และของใช้สำหรับเด็กอ่อนจากห้องเก็บของชั้นใต้ดินเมื่อช่วงเย็นด้วยครับ)
เด็กอ่อน...
คำว่าเด็กอ่อนดังก้องอยู่ในโสตประสาทของอคินทร์ราวกับเสียงระฆังมรณะ ภาพความทรงจำในอดีตผุดขึ้นมาเป็นฉากๆ หญิงสาวที่มักจะแอบร้องไห้เงียบๆ ในห้องครัว ท้องที่เริ่มนูนขึ้นเล็กน้อยภายใต้ชุดคลุมท้องหลวมโคร่งที่เขาเคยปัดตกความสนใจว่าเป็นแค่ความอ้วน หรืออาการป่วยเล็กๆ น้อยๆ ของเธอ
เขานึกถึงเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ วัยสองขวบที่เขาเคยบังเอิญเห็นในเอกสารการเบิกค่าใช้จ่ายของแม่บ้าน... เด็กคนที่เขาไม่เคยใส่ใจจะชายตามอง เพราะคิดว่าเป็นลูกของคนรับใช้ในบ้าน
ความจริงบางอย่างที่ถูกปิดตายด้วยความหยิ่งทะนงและอคติกำลังจะพังทลายลงมาตรงหน้า หัวใจของอคินทร์กระหน่ำเต้นด้วยความหวาดหวั่นที่เขาไม่เคยสัมผัสมาก่อนในชีวิต
รินรดานำสายเลือดของเขาหนีไป... หนีไปพร้อมกับความเกลียดชังที่เขาเป็นคนมอบให้เธอกับมือ
อคินทร์กำโทรศัพท์ในมือแน่นจนข้อต่อนิ้วขึ้นสีขาวโพลน ดวงตาคมกริบมองไปยังแหวนแต่งงานที่วางอยู่บนโต๊ะ รอยแหวนจางๆ ที่นิ้วนางข้างซ้ายของเธอยังคงหลงเหลือเป็นรอยแผลเป็นแห่งการจองจำ
"เธอคิดว่าจะพาลูกหนีฉันพ้นอย่างนั้นหรือ รินรดา..." อคินทร์แค่นยิ้มหยันออกมาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันเต็มไปด้วยความคลุ้มคลั่งที่ถูกกักเก็บไว้ "ต่อให้เธอหนีไปสุดขอบโลก แผ่นดินนี้ก็ไม่มีที่ให้เธอยืน ถ้าฉันยังไม่อนุญาต!"
ทว่า ในขณะที่เขากำลังจะก้าวขาออกจากห้องเพื่อตามล่าเธอกลับมา เสียงข้อความแจ้งเตือนจากอีเมลส่วนตัวก็ดังขึ้นขัดจังหวะ
*ติ๊ง*
อคินทร์หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดดูด้วยความรำคาญใจ ทว่าทันทีที่เห็นภาพถ่ายแนบมาพร้อมกับเอกสารฉบับใหม่ ร่างกายของเขาก็แข็งทื่อราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหิน
มันคือภาพสำเนาสูติบัตรของเด็กหญิงคนหนึ่ง... ชื่อบิดาถูกเว้นว่างไว้ แต่ชื่อมารดาคือ "รินรดา" และภาพถ่ายใบหน้าของเด็กน้อยวัยสองขวบที่กำลังส่งยิ้มกว้างให้กล้อง ดวงตากลมโตคู่นั้น... จมูกรั้นๆ แบบนั้น... และรอยยิ้มที่ถอดแบบมาจากกระจกเงาของเขาเองอย่างไม่มีผิดเพี้ยน
และด้านล่างสุดของอีเมล มีข้อความสั้นๆ จากเบอร์แปลกส่งตรงเข้ามาขยี้หัวใจ:
*"ยินดีด้วยครับ คุณอคินทร์... คุณเพิ่งสูญเสียสิทธิ์ในการเป็นพ่อของเด็กคนนี้ไปตลอดกาล"*
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้ากระดาษแห่งความเจ็บปวดนี้ด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ
หย่าแล้วจบกัน อย่าฝันว่าจะได้ลูกคืน•ตอนที่ 3
จากกันโดยไม่หันหลังกลับ
ผลงานโดย บันทึกคนจร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกคนจร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หย่าแล้วจบกัน อย่าฝันว่าจะได้ลูกคืน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!