กระดาษแผ่นเล็กในมือสั่นระริก ไม่ใช่เพราะความหนาวเหน็บจากเครื่องปรับอากาศที่เร่งความเย็นจนเฉียบขาด แต่เป็นเพราะตัวอักษรไม่กี่บรรทัดตรงหน้ามันกำลังทำลายล้างโลกทั้งใบที่อคินทร์เคยสร้างขึ้นด้วยความมั่นใจ
*“...ผลตรวจ DNA ระหว่างคุณลันตากับท่าน ยืนยันความสัมพันธ์ทางสายเลือด... 100% เต็มครับ”*
ดวงตาคมกริบที่มักมองโลกด้วยความเย่อหยิ่งและถือดีมาตลอดชีวิต ไล่อ่านตัวเลขเปอร์เซ็นต์นั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับคนใกล้ตาบอดที่พยายามควaานหาแสงสว่างในความมืดมิด สมองของเขาสั่งการให้ปฏิเสธความจริงข้อนี้ แต่หัวใจกลับถูกบีบอัดจนแหลกสลาย รินรดาไม่ได้โกหก เธอไม่ได้แอบลักลอบมีความสัมพันธ์กับใครอย่างที่เขาเคยกล่าวหาด้วยความโกรธเกรี้ยวและอีโก้บังตาในอดีต เด็กหญิงลันตา... เลือดเนื้อเชื้อไขของเขาเอง เด็กน้อยที่เขาเคยผลักไส เคยเมินเฉย และเกือบจะทำร้ายจิตใจด้วยวาจาร้ายกาจมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
เสียงฟ้าร้องคำรามก้องกังวานจากภายนอก ท้องฟ้าที่เคยโปร่งใสกลับถูกกลืนกินด้วยเมฆฝนสีทะมึนในเวลาเพียงชั่วพริบตา ลมพายุโหมกระหน่ำซัดเข้าหากระจกใสบานใหญ่ของตึกสูงสำนักงานใหญ่ ก่อนที่แสงไฟทั่วทั้งชั้นจะกระพริบไหวสองสามครั้งแล้วดับสนิท ความมืดมิดเข้าโอบล้อมรอบตัว พร้อมๆ กับเสียงสัญญาณเตือนภัยฉุกเฉินที่ดังสนั่นหวั่นไหว
ระบบไฟฟ้าสำรองขัดข้อง ลิฟต์ทุกตัวถูกระงับการใช้งานทันที
อคินทร์ขบกรามแน่นจนสันนูนขึ้น เขากำกระดาษผลตรวจในมือจนยับยู่ยี่ ก่อนจะก้าวฉับๆ ออกจากห้องทำงานเพื่อมุ่งหน้าไปยังลานจอดรถชั้นใต้ดิน ความกังวลที่ไร้ที่มาเริ่มกัดกินขั้วหัวใจ รินรดานัดทนายความมาคุยเรื่องเอกสารสิทธิ์การดูแลบุตร และเวลานี้เธอกับลูกควรจะอยู่ที่ห้องรับรองชั้นล่าง
ทว่า... ในจังหวะที่เขาเดินมาถึงบันไดหนีไฟเพื่อลงไปยังชั้นล่าง ประตูเหล็กทึบกลับถูกดันเปิดออกพร้อมกับร่างระหงของหญิงสาวคุ้นตา
รินรดากำลังอุ้มร่างเล็กของน้องลันตาไว้แนบอก แก้มยุ้ยๆ ของเด็กน้อยขึ้นสีแดงระเรื่อด้วยพิษไข้ ดวงตากลมโตปิดสนิท ลมหายใจหอบกระชั้นผ่านริมฝีปากเล็กๆ นั่นคือภาพที่ทำให้อคินทร์ชะงักงัน ราวกับถูกตรึงไว้กับพื้น
"ริน..." เขาหลุดปากเรียกชื่อเธอ เสียงนั้นแห้งผากและสั่นพร่าอย่างที่เจ้าตัวไม่เคยเป็นมาก่อน
รินรดาสะดุ้งสุดตัว ดวงตาคู่สวยที่เคยฉายแววเด็ดเดี่ยวและเย็นชาเมื่อเผชิญหน้ากับเขา บัดนี้กลับเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและหวาดระแวง เธอก้าวถอยหลังโดยสัญชาตญาณ แขนเรียวโอบกระชับร่างของลูกสาวแน่นขึ้นราวกับกลัวว่าเขาจะเข้ามาแย่งชิงแก้วตาดวงใจดวงนี้ไปต่อหน้าต่อตา
"ถอยไปค่ะ... อ๋อ ไม่สี้ คุณไม่มีสิทธิ์มาสั่งอะไรฉัน ถอยทางให้ฉันด้วย ฉันต้องพาลันตาไปหาหมอ!" น้ำเสียงของเธอสั่นเครือแต่ยังคงไว้ซึ่งความแข็งกระด้างที่พยายามสร้างขึ้นเพื่อปกป้องตัวเอง
"ลันตา... เป็นอะไรทำไมถึงตัวร้อนขนาดนี้" อคินทร์ก้าวเข้าไปใกล้โดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกผิดบาปที่อัดแน่นอยู่ในอกทำให้เขาอยากเอื้อมมือไปแตะหน้าผากเด็กน้อย แต่กลับถูกรินรดาปัดมือออกอย่างไม่ลังเล
"อย่ามาแตะลูกฉัน!" เธอกรำเสียงลอดไรฟัน ดวงตาแดงก่ำด้วยหยาดน้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ไม่ให้ไหล "คุณยังทำลายชีวิตฉันไม่พออีกหรือคะคุณอคินทร์ ไล่ตะردฉันเหมือนหมูเหมือนหมา ดูถูกเหยียดหยามหยาดเหงื่อและศักดิ์ศรีของฉันสารพัด... ยังไม่สะใจพออีกเหรอ ถึงตามมาจองเวรแม้กระทั่งตอนที่ลูกฉันกำลังป่วยไข้แบบนี้!"
"รินรดา ฟังผมก่อน..."
"ไม่! ฉันจะไม่ฟังอะไรทั้งนั้น!" เธอกัดริมฝีปากแน่นจนห่อเลือด ความกดดันจากอาการป่วยของลูกสาวและความอัดอั้นตันใจที่สะสมมานานนับปีระเบิดออกมาเป็นหยาดน้ำตาที่ร่วงเผาะ "ปล่อยให้เราสองแม่ลูกได้ไปจากชีวิตคุณเสียทีเถอะค่ะ ถือว่าฉันขอร้อง... ปลดปล่อยเราไปเถอะนะ"
คำพูดตัดพ้อที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดนั้นเสียดแทงหัวใจของอคินทร์ยิ่งกว่าคมมีด เขากลืนก้อนสะอื้นลงคออย่างยากลำบาก ความทรมานจากการตระหนักรู้ว่าตนเองคือ "ผู้ร้าย" ตัวจริงในชีวิตของผู้หญิงคนนี้กำลังแผดเผาเขาให้มอดไหม้
*เปรี้ยง!*
เสียงฟ้าผ่าดังสนั่นหวั่นไหวพร้อมกับแรงสั่นสะเทือนจากภายนอก ทันใดนั้นโครงสร้างเพดานปูนด้านบนของบันไดหนีไฟก็ส่งเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าดน่ากลัว ฝุ่นผงและเศษปูนร่วงกราวลงมาราวกับหิมะ
"ระวัง!"
อคินทร์ไม่ทันคิดถึงชีวิตของตัวเอง สัญชาตญาณของความเป็นพ่อและสัญชาตญาณดิบของมนุษย์สั่งให้เขากระโจนเข้าหาร่างของรินรดาและเด็กน้อยในอ้อมแขนอย่างรวดเร็ว แรงปะทะทำให้ทั้งสามคนล้มกลิ้งลงไปกองกับพื้นในซอกมุมอับของชานชาลาบันไดหนีไฟ
*โครม!*
เสาปูนขนาดใหญ่และคานเหล็กหล่นลงมาปิดกั้นทางออกของบันไดหนีไฟไว้อย่างสนิท เสียงโลหะบิดเบี้ยวและเศษปูนร่วงหล่นดังสนั่นติดต่อกันหลายวินาที ก่อนที่ทุกอย่างจะตกอยู่ในความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัว มีเพียงเสียงลมหายใจหอบโยนและเสียงร้องไห้งอแงด้วยความตกใจของน้องลันตาเท่านั้นที่ทำลายความเงียบนั้นลง
ความมืดมิดเข้าปกคลุมทั่วบริเวณ มีเพียงแสงไฟฉุกเฉินสีส้มสลัวๆ จากมุมไกลที่ส่องลอดซอกปูนเข้ามา
อคินทร์นอนทาบทับอยู่บนร่างของรินรดาและลูกสาว แขนแกร่งทั้งสองข้างยันพื้นคอนกรีตไว้เพื่อไม่ให้น้ำหนักตัวกดทับร่างทั้งสองคนจนได้รับอันตราย ลมหายใจอุ่นร้อนของเขารดรินอยู่ใกล้ใบหน้าของหญิงสาวจนสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายเฉพาะตัวที่เขาเคยโหยหามาตลอดหลายเดือน
รินรดาเบิกตากว้างด้วยความตกใจ หัวใจของเธอเต้นระรัวจนแทบกระเด็นออกมานอกอก เมื่อตั้งสติได้เธอก็พยายามผลักไuอกกว้างของเขาออกทันที "ปล่อยนะ! ลุกขึ้นไปเดี๋ยวนี้!"
"ชusะก่อน... อย่าเพิ่งขยับ" เสียงของอคินทร์ทุ้มต่ำและจริงจัง สายตาคมกวาดมองไปรอบตัวเพื่อประเมินสถานการณ์ ทางออกถูกปิดตาย ฝุ่นปูนหนาทึบทำให้หายใจลำบาก และที่สำคัญที่สุด... ประตูเหล็กหนาหนักถูกแรงกระแทกจนล็อกตายสนิทจากด้านนอก
พวกเขากำลัง "ติดอยู่ข้างใน" ด้วยกันในพื้นที่แคบๆ ที่มีเพียงอากาศน้อยนิดและความเงียบงัดข้อ
อคินทร์ค่อยๆ พยุงตัวลุกขึ้นยืนอย่างทุลักทุเล ก่อนจะเอื้อมมือไปช่วยประคองรินรดาให้ลุกขึ้นตาม เธอยังคงแสดงท่าทีระแวดระวัง ถอยกรูดไปจนชิดผนังปูนเย็นเฉียบ พร้อมกับกอดน้องลันตาไว้แน่นในอ้อมแขน เด็กน้อยเริ่มมีอาการตัวร้อนจัดขึ้นอีกครั้งจนส่งเสียงครางฮือด้วยความทรมาน
"ลันตา... ลูกแม่ ทนหน่อยนะคนเก่ง เดี๋ยวเราก็ได้ออกไปแล้ว" รินรดากระซิบปลอบลูกน้อย หยาดน้ำตาไหลอาบแก้มด้วยความจนมุม เธอหันมามองหน้าอคินทร์ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเคียดแค้นระคนตัดพ้อ "พอใจหรือยังคะ? ที่เราต้องมาติดอยู่ในสภาพแบบนี้... เป็นเพราะคุณ เป็นเพราะความซวยที่ฉันเคยเข้าไปพัวพันกับคนใจร้ายอย่างคุณแท้ๆ!"
อคินทร์ไม่ได้โต้เถียง เขาเพียงแต่สบตาเธอนิ่ง แววตาของท่านประธานผู้ทรงอิทธิพล บัดนี้ไม่มีความเย่อหยิ่งเหลืออยู่เลย มีแต่ความสำนึกผิดและความเจ็บปวดร้าวลึกที่สะท้อนออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ
มือหนายื่นออกไปหมายจะอังหน้าผากของเด็กน้อยเพื่อตรวจดูอาการ แต่รินรดาเบี่ยงตัวหนingสุดชีวิต
"อย่ามาทำเป็นห่วงลูกฉัน!" เธอตวาดเสียงสั่น
"ผมเป็นพ่อของแก..." อคินทร์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งแต่มั่นคง ทรงพลังพอที่จะหยุดคำพูดทุกคำของรินรดาให้ค้างเติ่งอยู่ในลำคอ
หญิงสาวชะงักงัน ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างด้วยความตกใจระคนไม่เชื่อหู "คุณ... คุณพูดว่าอะไรนะ?"
อคินทร์แค่นยิ้มสมเพชตัวเอง เขาควักกระดาษแผ่นยับAี่ที่เพิ่งขยำเมื่อครู่로부터กางออกให้เธอดู แม้ในความมืดสลัว แต่ตัวหนังสือและตราประทับของโรงพยาบาลชื่อดังก็ยังเด่นชัดพอที่จะทำให้คนอ่านใจหายวาบ
*“ผลตรวจ DNA... ยืนยันความสัมพันธ์ทางสายเลือด 100% เต็ม”*
รินรดาหน้าซีดเผือดริมฝีปากสั่นระริก เธอมองหน้าอคินทร์สลับกับกระดาษในมือด้วยความรู้สึกที่อธิบายเป็นคำพูดไม่ได้ ความลับที่เธอพยายามปกปิดมาตลอดสองปี พังทลายลงในค่ำคืนที่พายุโหมกระหน่ำและพวกเขากำลังติดอยู่ใต้ซากตึกนี้
ก่อนที่รินรดาจะทันได้เปล่งเสียงใดออกมา อคินทร์ก็ก้าวเข้าไปประชิดตัวเธออย่างไร้ซึ่งการหลบเลี่ยง มือใหญ่เอื้อมไปแตะหน้าผากของน้องลันตาที่กำลังหายใจรวยรินอย่างอ่อนแรง ก่อนที่เขาจะเงยหน้าขึ้นสบตากับเธอตรงๆ ด้วยแววตาที่เด็ดเดี่ยวและไร้ทางถอย
"เราติดอยู่ที่นี่ด้วยกัน... และต่อจากวินาทีนี้ไป ผมไม่มีวันปล่อยให้คุณกับลูกคลาดสายตาไปไหนอีกเด็ดขาด แม้แต่ก้าวเดียวก็อย่าหวังเลยว่ารินรดา"
*ครืดดด... ปั้ง!*
เสียงสัญญาณเตือนภัยดับลงกะทันหัน พร้อมๆ กับเสียงวิทยุสื่อสารขนาดเล็กที่เหน็บอยู่ตรงปกเสื้อสูตรของอคินทร์ซึ่งถูกกระแทกจนเปิดทำงานโดยอัตโนมัติ เสียงปลายสายดังแทรกซึมเข้ามาท่ามกลางความเงียบงัดข้อ
*"ท่านประธานครับ! ทีมกู้ภัยพบจุดที่ท่านติดอยู่แล้วครับ แต่... มีรายงานด่วนแจ้งเข้ามาว่า โครงสร้างตึกส่วนนี้กำลังจะทรุดตัวลงซ้ำสองภายในสามนาทีนี้ครับ! ท่านต้องรีบหนีออกมาทางช่องระบายอากาศด่วนที่สุดครับ!"*
---
**ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไปกับความเจ็บปวดและการไถ่บาปครั้งนี้ด้วยกันนะครับ**
หย่าแล้วจบกัน อย่าฝันว่าจะได้ลูกคืน•ตอนที่ 19
ความใกล้ชิดที่อันตราย
ผลงานโดย บันทึกคนจร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกคนจร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หย่าแล้วจบกัน อย่าฝันว่าจะได้ลูกคืน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!