แฟ้มเอกสารปกหนังสีดำสนิทถูกวางกระแทกบนโต๊ะทำงานกระจกใสเสียงดัง *ทึบ* กลิ่นอายของความอึดอัดลอยอบอวลอยู่ในห้องทำงานเพนต์เฮาส์หรูใจกลางเมืองที่ไร้ซึ่งแสงไฟเปิดสว่าง มีเพียงแสงนีออนจากตึกสูงระฟ้าด้านนอกที่สาดส่องเข้ามาตัดกับเงาร่างของชายหนุ่มผู้ทรงอิทธิพล
อคินทร์นั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้หนังราคาแพง ดวงตาคมกริบดุจพญาอินทรีจ้องมองชายชุดดำเบื้องหน้าด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความกดดันและความกระหายใคร่รู้ สันกรามของเขาขบเข้าหากันจนขึ้นสันนูน บ่งบอกถึงความอดทนที่เดินทางมาถึงขีดจำกัดตลอดสามปีเต็มที่เขาต้องทนอยู่กับความว่างเปล่าและความผิดบาปที่กัดกินหัวใจ
"สามปี..." น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยออกมาอย่างยากเย็น ราวกับประโยคดังกล่าวถูกบดขยี้ผ่านลำคอที่แห้งผาก "นายใช้เวลาตามหาคนคนเดียวถึงสามปีเต็ม แต่สิ่งที่ฉันได้กลับมามีแค่นี้งั้นเหรอ?"
"ท่านประธานครับ... มันไม่ง่ายเลยครับ" ลูกน้องคนสนิทก้มหน้าหลบสายตาด้วยความหวาดหวั่น มือที่วางประสานกันอยู่ข้างลำตัวสั่นเทาเล็กน้อย "คุณรินรดาเธอลบตัวตนทั้งหมดทิ้งอย่างแนบเนียน บัญชีธนาคารเก่าถูกปิด ประวัติการรักษาถูกทำลาย เธอหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยราวกับไม่เคยมีตัวตนอยู่บนโลกใบนี้... จนกระทั่งสัปดาห์ก่อนครับ"
อคินทร์หรี่ตาลงเล็กน้อย ร่างกายโน้มไปข้างหน้าเล็กน้อยโดยสัญชาตญาณ "ว่ามา..."
"พวกเราพบเบาะแสสำคัญแล้วครับ... ตลอดสามปีที่ผ่านมา คุณรินรดาไม่ได้หนีไปไหนไกล เธอเดินทางไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่เมืองชายทะเลทางภาคใต้ โดยใช้ชื่อปลอมและทำงานเป็นเพียงพนักงานบัญชีตัวเล็กๆ ในบริษัทส่งออกสินค้าเกษตรแห่งหนึ่ง เพื่อหลบเลี่ยงการตามหาจากทางเราครับ"
หัวใจของอคินทร์กระตุกวูบ ภาพของรินรดาภรรยาผู้เงียบขรึม อ่อนหวาน และไม่เคยเรียกร้องอะไรจากเขาเลยตลอดเวลาที่แต่งงานกันผุดขึ้นมาในหัว ผู้หญิงที่เขาเคยคิดว่าเป็นเพียง "ภาระ" ที่ผู้ใหญ่จัด
หามาให้ ผู้หญิงที่เขาเคยเอ่ยปากไล่ตะเพิดออกไปอย่างไร้เยื่อใยในวันที่เขาเซ็นใบหย่าให้เธออย่างไร้ความปรานี
ในวันนั้น... เธอยืนอุ้มท้องโตด้วยสภาพร่างกายที่ซูบผอม แววตาของเธอมันไม่ใช่ความโกรธเกรี้ยว แต่มันคือความตายด้านและความว่างเปล่าที่น่ากลัวที่สุด เธอยื่นใบหย่าที่ลงลายมือชื่อเรียบร้อยแล้วคืนให้เขา พร้อมกับประโยคสั้นๆ ที่ยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของเขาจนถึงทุกวันนี้
*“หย่าแล้วใช่ไหมคะ... งั้นก็จบกันค่ะคุณอคินทร์ อย่าได้มาพบเจอกันอีกเลย และจำไว้... ลูกในท้องคนนี้ จะไม่มีวันใช้นามสกุลของคุณ”*
อคินทร์หลับตาลงช้าๆ เพื่อสลัดภาพหลอนเหล่านั้นออกไป แต่ยิ่งพยายามลืม ภาพความใจร้ายของตนเองก็ยิ่งเด่นชัดขึ้นมาในความทรงจำ เขาทำร้ายผู้หญิงคนหนึ่งที่รักเขาหมดหัวใจ ไล่เธอออกไปจากบ้านในคืนที่ฝนตกหนักโดยไม่สนใจแม้แต่เด็กในครรภ์ว่าจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร และกว่าเขาจะรู้ตัวว่าหัวใจของตัวเองถูกพรากไปพร้อมกับรอยยิ้มสุดท้ายของเธอก็เป็นวันที่สายเกินแก้
"แล้วลูกล่ะ..." เสียงของอคินทร์สั่นพร่าอย่างควบคุมไม่ได้ เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ท่านประธานผู้ยิ่งใหญ่ผู้กุมเศรษฐกิจครึ่งหนึ่งของประเทศแสดงความอ่อนแอออกมาให้เห็น "เด็กคนนั้น... ลูกของฉัน... ตอนนี้อยู่ที่ไหน?"
ลูกน้องคนสนิทกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะหยิบรูปถ่ายอีกใบขึ้นมาจากแฟ้มเอกสารแล้ววางลงบนโต๊ะ
"นี่คือภาพถ่ายล่าสุดเมื่อสามวันก่อนครับ... คุณรินรดาไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวตลอดสามปีที่ผ่านมาครับท่าน"
อคินทร์รีบคว้าภาพถ่ายนั้นขึ้นมาดูทันที นัยน์ตาคมเบิกกว้างขึ้นอย่างไม่อยากเชื่อสายตา มือหนาที่ถือภาพถ่ายสั่นเทาจนเกือบจะควบคุมไม่ได้
ในภาพคือภาพถ่ายกลางแจ้งที่สนามเด็กเล่นแห่งหนึ่ง รินรดาร่างกายผอมบางลงเล็กน้อยแต่ดูเข้มแข็งและสง่างามขึ้นกว่าเดิม ใบหน้าของเธอกำลังแย้มยิ้มด้วยความสุข—รอยยิ้มที่เขาไม่เคยได้รับมันเลยตลอดเวลาที่อยู่ร่วมบ้านกัน แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาและหยุดลมหายใจของอคินทร์ไปโดยสิ้นเชิง คือเด็กหญิงตัวน้อยวัยประมาณสองขวบเศษที่กำลังวิ่งเล่นอยู่ข้างกายเธอ
เด็กผู้หญิงคนนั้น... มีดวงตากลมโตและสันจมูกโด่งรั้นที่ถอดแบบมาจากเขาพิมพ์เดียวกัน ราวกับส่องกระจกเงา
"ลูกสาว... ของฉัน..." อคินทร์พึมพำออกมาเบื้องหน้าภาพถ่าย หัวใจของเขาราวกับถูกบีบอัดด้วยคีมเหล็ก ความรู้สึกผิด ความโหยหา และความเจ็บปวดถาโถมเข้าใส่จนจุกแน่นไปหมด
"เด็กคนนี้ชื่อน้องลันตากครับท่าน... อายุประมาณสองขวบครึ่ง เป็นลูกสาวของคุณรินรดากับ... เอえ..." ลูกน้องชะงักไปเล็กน้อย
"กับใคร!" อคินทร์ตวาดลั่นด้วยความเกรี้ยวกราด นัยน์ตาดุจพญาอินทรีลุกโชนด้วยไฟโทสะที่พร้อมจะแผดเผาทุกอย่างให้เป็นจุล ความคิดที่ว่ารินรดาอาจจะไปเริ่มต้นชีวิตใหม่กับชายอื่นทำให้เส้นเลือดขมับของเขาเต้นตุบๆ
"ป-เปล่าครับท่าน! ไม่มีผู้ชายคนไหนทั้งนั้นครับ!" ลูกน้องรีบละล่ำละลักปฏิเสธทันควัน "จากการสืบประวัติการคลอดและทะเบียนราษฎร์... เด็กคนนี้ไม่มีชื่อพ่อในใบเกิดครับ คุณรินรดาเลี้ยงดูน้องลันตาด้วยตัวคนเดียวมาตลอด และในช่องชื่อบิดา... เป็นช่องว่างเปล่าครับท่าน"
ความโกรธเกรี้ยวเมื่อครู่มลายหายไปในพริบตา แทนที่ด้วยความรู้สึกเจ็บแปลบที่แล่นริ้วไปทั่วทรวงอก อคินทร์ทรุดตัวลงนั่งพิงพนักเก้าอี้ ดวงตาคมกริบแดงก่ำขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ สามปีที่เธอต้องเผชิญกับความยากลำบากในการเลี้ยงดูเด็กคนหนึ่งตามลำพังในต่างจังหวัด โดยไม่มีแม้แต่เงินสนับสนุนหรือคำเหลียวแลจากสามีผู้มั่งคั่งอย่างเขา... เธอต้องผ่านความโดดเดี่ยวมามากแค่ไหนกัน?
"เธออยู่ที่ไหนตอนนี้..." อคินทร์เอ่ยถามเสียงเรียบ แต่น้ำเสียงนั้นกลับเต็มไปด้วยอำนาจเด็ดขาดที่ไม่มีใครกล้าปฏิเสธ
"ตอนนี้คุณรินรดากำลังเดินทางกลับมาที่กรุงเทพฯ ครับท่าน..." ลูกน้องรายงานด้วยน้ำเสียงระมัดระวัง "เนื่องจากเธอเพิ่งได้รับการเลื่อนตำแหน่งให้เป็นผู้จัดการฝ่ายบัญชีประจำสำนักงานใหญ่ และพวกเธอเพิ่งย้ายเข้ามาพักอาศัยที่คอนโดมิเนียมย่านสุขุมวิทเมื่อช่วงบ่ายวันนี้เองครับ"
อคินทร์นิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ เขาสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติ นิ้วเรียวยาวเคาะลงบนโต๊ะกระจกเป็นจังหวะช้าๆ ทว่าหนักแน่น ความรู้สึกหลากหลายตีรวนอยู่ในอก ทั้งความสำนึกผิด ความโหยหา และความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะทวงคืนทุกสิ่งทุกอย่างที่ควรจะเป็นของเขากลับคืนมา
ภรรยาของเขา... และลูกสาวของเขา
สามปีที่ผ่านมาคือการชดใช้กรรมที่เขาก่อขึ้นอย่างสาสมแล้ว และบัดนี้ ถึงเวลาแล้วที่เขาจะต้องทวงคืนครอบครัวของตัวเองกลับมาต่อให้ต้องพลิกแผ่นดินหา หรือต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม เขาก็ไม่มีวันยอมปล่อยให้พวกเธอหลุดมือไปเป็นครั้งที่สองเด็ดขาด
"เตรียมรถ... ฉันจะไปที่คอนโดฯ นั้นเดี๋ยวนี้" อคินทร์สั่งการเสียงเฉียบขาด พลางลุกขึ้นยืนเต็มความสูง หยิบสูทสีดำสนิทขึ้นมาสวมทับอย่างรวดเร็ว
"เอ่อ... ท่านประธานครับ จะให้ผมส่งคนไปพาตัวคุณรินรดากับคุณหนูกลับมาเลยไหมครับ?" ลูกน้องเอ่ยถามด้วยความลังเล
อคินทร์หยุดชะงักมือที่กำลังจัดปกเสื้อ เขาส่ายหน้าช้าๆ แววตาฉายประกายความเยือกเย็นและความมุ่งมั่นที่น่ากลัว
"ไม่ต้อง... เรื่องนี้ ฉันจะจัดการด้วยตัวเอง"
รถยนต์หรูคันงามเคลื่อนตัวออกจากลานจอดรถเพนต์เฮาส์หายลับไปกับความมืดมิดของค่ำคืน โดยที่อคินทร์ไม่รู้เลยว่า... การก้าวเท้าออกไปเผชิญหน้ากับอดีตภรรยาในคืนนี้ จะไม่ได้มีเพียงแค่ความจริงที่เขาเฝ้าตามหา แต่ยังมีความลับชิ้นใหญ่ที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้รอยยิ้มของรินรดา ซึ่งกำลังรอเวลาที่จะระเบิดทำลายศักดิ์ศรีทั้งหมดของเขาให้ย่อยยับไม่1เหลือชิ้นดี เมื่อลิฟต์โดยสารของคอนโดมิเนียมหรูเคลื่อนตัวมาหยุดที่ชั้น 20 ประตูเหล็กเปิดออกเผยให้เห็นร่างบางของหญิงสาวในชุดทำงานเรียบร้อยกำลังอุ้มเด็กหญิงตัวน้อยไว้ในอ้อมแขน โดยที่เธอยังไม่ทันได้ก้าวขาออกจากลิฟต์ สายตากลับต้องปะทะเข้ากับร่างสูงใหญ่ของอดีตสามีที่ยืนขวางทางอยู่เบื้องหน้าอย่างจงใจ...
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้ากระดาษแห่งความเจ็บปวดนี้ด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ
หย่าแล้วจบกัน อย่าฝันว่าจะได้ลูกคืน•ตอนที่ 9
พยายามสืบหาความจริง
ผลงานโดย บันทึกคนจร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกคนจร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หย่าแล้วจบกัน อย่าฝันว่าจะได้ลูกคืน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!