กลิ่นอายของกาแฟคั่วเข้มผสมผสานกับความเย็นยะเยือกจากเครื่องปรับอากาศภายในห้องรับรองพิเศษ ไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศระหว่างคนทั้งสองผ่อนคลายลงเลยแม้แต่น้อย รินรดานั่งไขว่ห้างหลังตรงสง่างามในชุดสูทเข้ารูปสีเทาเข้ม เปลือกตาคมกริบเหลือบมองเอกสารในมือด้วยความรู้สึกราบเรียบ ราวกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าไม่ใช่ข้อเสนอทางธุรกิจมูลค่าหลายร้อยล้าน แต่เป็นเพียงเศษกระดาษไร้ค่าที่เธอพร้อมจะปัดทิ้งลงถังขยะได้ทุกเมื่อ
ตรงข้ามกับเธอกลับเป็นอคินทร์ ท่านประธานหนุ่มผู้เคยถือดีและไม่เคยชายตามองภรรยาในนามอย่างเธอ วันนี้แววตาคู่นั้นกลับเต็มไปด้วยร่องรอยความเหนื่อยล้าและความระazแวงระวัง มือหนาที่ประสานกันบนโต๊ะไม้สักทองสั่นเทาเล็กน้อยอย่างที่ไม่มีใครเคยได้เห็นมาก่อนในรอบหลายปี
"คุณอ่านมันดูอีกทีสิครับ... ริน" อคินทร์เอ่ยทำลายความเงียบ เสียงทุ้มต่ำนั้นแหบพร่าลงอย่างเห็นได้ชัด "ทุกเงื่อนไขในสัญญาฉบับนี้ เป็นของคุณทั้งหมด หุ้นครึ่งหนึ่งของบริษัท และสิทธิ์ในการบริหารจัดการตึกโซนเหนือ ผมยอมโอนให้คุณโดยไม่มีเงื่อนไข"
รินรดาวางเอกสารลงบนโต๊ะ เสียงกระดาษกระทบผิวไม้ดังชัดเจนในความเงียบ เธอยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา คมมีดแห่งความทรงจำในอดีตกรีดซ้ำลงบนรอยแผลเป็น แต่วันนี้มันไม่ได้ทำให้เธอเจ็บปวดอีกต่อไป กลับกลายเป็นเกราะคุ้มกันที่หนาแน่นและเย็นชา
"คุณอคินทร์คิดว่า ชีวิตของฉัน... หรือแม้แต่ศักดิ์ศรีของความเป็นแม่ สามารถตีราคาเป็นหุ้นในบริษัทของพวกคุณได้จริงๆ หรือครับ เอ๊ย... คะ... ขออภัยค่ะ" รินรดาชะงักไปนิดเมื่อเผลอใช้สรรพนามผิด แต่เธอกลับแก้ลำด้วยน้ำเสียงที่เยียบเย็นยิ่งกว่าเดิม "ฉันหมายถึง... คุณคิดว่าเงินพวกนั้นจะซื้อเวลาที่ฉันต้องร้องไห้สะอึกสะอื้นในห้องมืดๆ ตอนที่คุณไปใช้ชีวิตอยู่กับคนอื่นคืนได้หรือเปล่าครับ... อ้อ ขออภัย ฉันติดนิสัยพูดแบบประชดประชันไปหน่อย เพราะพูดกับคนที่ไม่มีหัวใจอย่างคุณ ต้องใช้ภาษาที่เข้าใจง่ายเข้าไว้"
อคินทร์เม้มปากแน่นจนเป็นเส้นตรง ความเจ็บปวดแล่นริ้วขึ้นมาจุกที่อกขวา ยิ่งเธอใช้สายตาสมเพชเวทนาส่งมาให้ เขากยิ่งรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเพียงเศษฝุ่นผงที่ถูกเหยียบย่ำ แต่เขาก็ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะอ้าปากแก้ตัว เพราะทุกสิ่งที่หญิงสาวกำลังทำอยู่... คือสิ่งที่เขาเป็นคนปูทางให้เธอก้าวเดินมาด้วยน้ำมือของตัวเองทั้งสิ้น
"ผมรู้ว่าผมมันเลว..." อคินทร์เค้นคำพูดออกมาทีละพยางค์ ราวกับมีก้อนสะอื้นจุกอยู่ที่ลำคอ "ผมสมควรได้รับบทลงโทษทุกอย่างที่คุณต้องการ แต่เรื่องลูก... ลันตาเขาควรได้รับความรักจากพ่อ ริน... ได้โปรด ให้โอกาสผมได้ทำหน้าที่นั้นบ้างเถอะครับ"
คำว่า "พ่อ" หลุดออกมาจากปากของผู้ชายที่เคยประกาศกรวดร้าวว่าเด็กคนนี้คือภาระ น่าขันเสียจริง รินรดาคิดในใจ ดวงตากลมโตฉายแววเย้ยหยัน เธอโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย กดดันให้อีกฝ่ายต้องถอยร่นความมั่นใจลงไปทีละนิด
"ลูก?" รินรดาทวนคำ น้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคมดั่งใบมีดโกน "วันที่คุณเซ็นใบหย่าโดยไม่แม้แต่จะถามว่าฉันอุ้มท้องลูกของคุณอยู่หรือเปล่า วันที่คุณบอกว่าฉันเป็นแค่ภาระถ่วงความเจริญ... คุณเคยจำคำว่า 'พ่อ' ของคุณได้ไหมครับคุณอคินทร์? อ๊ะ... ฉันติดสำนวนผู้ชายคนอื่นมาเสียได้ ขอโทษทีที่ทำให้คุณต้องสับสน แต่ความจริงก็คือความจริง ลันตมีแม่แค่คนเดียว และคนๆ นั้นก็ไม่เคยมีความเกี่ยวข้องอะไรกับคุณมาตั้งแต่ที่เราจดทะเบียนหย่ากันแล้ว"
"แต่ในทางกฎหมาย..."
"อย่าเอาเรื่องกฎหมายมาอ้างกับฉันเลยครับ" รินรดาตัดบทด้วยน้ำเสียงทรงพลัง เธอยืนขึ้นเต็มความสูง กระดุมสูตรเม็ดบนถูกติดไว้อย่างเรียบร้อย สะท้อนภาพลักษณ์ของหญิงสาวผู้ทรงอำนาจและเด็ดเดี่ยว "ถ้าคุณคิดจะใช้เส้นสายหรืออำนาจเงินมาแย่งลูกไปจากฉันล่ะก็... เชิญลองดูได้เลย เพราะครั้งนี้ ฉันไม่ใช่ผู้หญิงตัวคนเดียวที่ยอมให้คุณย่ำยีเหมือนในอดีตอีกต่อไปแล้ว กำแพงที่ฉันสร้างขึ้นมานี้ ต่อให้คุณมีรถถังหรือกองทัพเงินสดมากมายแค่ไหน ก็ไม่มีวันพังมันลงได้หรอก"
อคินทร์นิ่งอึ้ง เขามองผู้หญิงตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน ทั้งทึ่ง หวาดกลัว และโหยหา เธองดงามขึ้น เข้มแข็งขึ้น และเฉียบคมขึ้นจนน่าใจหาย รอยแผลที่เขาเคยมอบให้หล่อหลอมให้เธอกลายเป็นป้อมปราการเหล็กกล้าที่ไม่มีช่องโหว่ให้เขาแทรกซึมเข้าไปได้เลย
"ริน... ฟังผมก่อน..." อคินทร์พยายามจะเอื้อมมือไปคว้าชายเสื้อสูตรของเธอ แต่รินรดาเพียงแค่ปัดมือของเขาออกอย่างไร้เยื่อใย ราวกับรังเกียจที่จะให้ผิวเนื้อต้องสัมผัสกันแม้แต่น้อย
"เราคุยกันจบแล้วครับคุณอคินทร์ เชิญคุณบริหารบริษัทของคุณไปตามสบาย ส่วนฉัน... จะขอใช้ชีวิตที่เหลืออยู่กับลูกสาวของฉันอย่างมีความสุข โดยที่ไม่มีเงาหัวของคุณมาคอยสร้างความรำคาญใจอีก"
รินรดาหมุนตัวหันหลังให้ทันทีอย่างไม่ลังเล เสียงส้นสูงกระทบพื้นหินอ่อนดังเป็นจังหวะหนักแน่น สะท้อนก้องไปทั่วห้องรับรอง ทิ้งให้อคินทร์นั่งจมอยู่กับความมืดมนในจิตใจของตัวเอง ความเงียบงันเริ่มกัดกินความรู้สึกของเขาจนแทบหายใจไม่ออก เขาลุกขึ้นยืนโดยสัญชาตญาณ ตั้งใจจะวิ่งตามออกไปอ้อนวอนขอร้องเธอให้ถึงที่สุด แม้จะต้องคุกเข่าต่อหน้าเธอก็ยอม
ทว่า... ในวินาทีที่เขาผลักประตูห้องรับรองเตรียมจะก้าวตามออกไป สายตากลับสะดุดเข้ากับร่างเล็กป้อมของเด็กหญิงวัยสองขวบคนหนึ่งในชุดกระโปรงฟูฟ่องสีชมพูอ่อน กำลังยืนเกาะขาพี่เลี้ยงสาวอยู่ไม่ไกลจากประตูนัก
ดวงตากลมโตใสแป๋วคู่นั้น... จมูกโด่งรั้น... และโดยเฉพาะรอยยิ้มพิมพ์ใจที่กำลังหัวคิกคักกับของเล่นในมือ มันถอดแบบมาจากรูปถ่ายในวัยเด็กของตัวเขาเองไม่มีผิดเพี้ยน!
หัวใจของอคินทร์กระชากวูบลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม ลมหายใจสะดุดกึก ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหิน เมื่อเด็กน้อยเงยหน้าขึ้นมาสบตากับเขาตรงๆ แล้วเอียงคอถามด้วยน้ำเสียงใสแจ๋วที่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ
"คุณลุง... หน้าเหมือนหนูเลยค่ะ เป็นคุณพ่อหรือเปล่าคะ?"
แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ
หย่าแล้วจบกัน อย่าฝันว่าจะได้ลูกคืน•ตอนที่ 10
กำแพงที่รินรดาสร้างขึ้น
ผลงานโดย บันทึกคนจร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกคนจร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หย่าแล้วจบกัน อย่าฝันว่าจะได้ลูกคืน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!