"ถ้าเธอหันไปมองตรงช่องว่างระหว่างตู้ล็อกเกอร์กับเสาปูนนั่นอีกที พี่จะยึดตะกรุดพญาครุฑของเธอไปห้อยพวงกุญแจรถมอเตอร์ไซค์จริงๆ ด้วยนะกะทิ"
เสียงทุ้มต่ำที่เจือความหงุดหงิดเล็กน้อยดังขึ้นชิดริมใบหูของฉัน จนลมหายใจอุ่นๆ ที่เป่ารดลาดไหล่ทำให้ขนอ่อนลุกชันขึ้นมาพร้อมๆ กับความรู้สึกประหลาดที่ตีรันวนอยู่ในอก ธันวาขยับตัวเข้ามาเบียดจนแผ่นหลังกว้างของเขากลายเป็นโล่กำบังชั้นดี ท่ามกลางความมืดสนิทของตึกคณะวิทยาศาสตร์เก่าที่ปิดปรับปรุง
ฉันกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก มือเล็กที่สั่นเทาเผลอกำชายเสื้อยืดสีดำสนิทของเขาไว้แน่นเสียจนเนื้อผ้าขึ้นรอยยับยู่ยี่ หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวราวกับจะหลุดออกมานอกอก ไม่ใช่เพราะความกลัวผีสางตามธรรมชาติอย่างที่เคยเป็น... แต่เป็นเพราะสายตาของเขาเมื่อครู่ ต่างหาก ที่ทำให้สติของฉันกระเจิงไปไกลลิบ
*‘คนที่เขาเฝ้ามองเธอมาตลอด... ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มไลฟ์นั่นแหละกะทิ’*
ประโยคปริศนาจากคอมเมนต์ในไลฟ์สดเมื่อคืนยังคงดังสะท้อนอยู่ในหัว ซ้ำยังวนเวียนมาหลอนประสาทในยามที่ฉันต้องมายืนถือไมค์ไลฟ์สดในสถานที่จริงกับพี่รหัสสุดหล่อผู้ยึดมั่นในหลักการทางวิทยาศาสตร์คนนี้ และที่สำคัญที่สุด... ดวงตาคู่นั้นของธันวาที่มองมา มันไม่ได้มีความหมายแค่รุ่นพี่ที่มาคุมรุ่นน้องฝึกงานทำโปรเจกต์ส่งอาจารย์เลยสักนิด
"ก็... ก็มันมีเงาตะคุ่มๆ ไหวๆ อยู่ตรงนั้นจริงๆ นี่คะพี่ธันวา" ฉันเถียงเสียงสั่น พยายามซ่อนใบหน้าที่เริ่มร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ ไว้ข้างหลังแผ่นหลังกว้างของเขา "ตาไม่ได้ฝาดแน่นอน ยืนยัน นอนยัน นั่งยันเลยค่ะว่าเห็นเงาคนเดินผ่านจริง"
"คนบ้าอะไรจะมาเดินย่องเบาในตึกร้างตอนตีสองครึ่ง ถ้าไม่ใช่ขโมยก็คงเป็นนักศึกษาสายรหัสอื่นแอบมานั่งก๊งเหล้าขาวกัน" ธันวาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ มือหนายื่นออกไปคว้าข้อมือฉันที่กำลังกำชายเสื้อเขาอยู่ให้คลายออก ก่อนจะเปลี่ยนเป็นฝ่ายกุมมือฉันไว้หลวมๆ แทน ความอบอุ่นจากฝ่ามือหนาที่ส่งผ่านผิวสัมผัสทำให้สมองฉันรวนไปหมด "แต่ไม่ว่าจะเปรต อสุรกาย หรือโจรผู้ร้าย... ก็ไม่มีสิทธิ์มาทำให้เด็กกะโหลกอย่างเธอขวัญกระเจิงจนมือเย็นเฉียบแบบนี้หรอกนะ"
คำพูดห้วนๆ สไตล์คนปากแข็งแต่การกระทำสวนทางสิ้นเชิง ทำเอาฉันพูดไม่ออก ได้แต่ก้มมองมือของเราที่กุมกันไว้ในความมืด บ้าจริง... นี่เรากำลังมาล่าท้าผีใช้หนี้ กยศ. หรือกำลังมาถ่ายซีรีส์โรแมนติกคอมเมดี้แนวแอบรักพี่รหัสกันแน่เนี่ย!
"ใครเด็กกะโหลกกันคะ พูดจาไม่น่ารักเลยนะพี่รหัส" ฉันพยายามกลบเกลื่อนความเขินด้วยการกระเง้ากระงอดใส่เขาตามนิสัย "หนูออกจะสวย น่ารัก ร่าเริงสดใส เป็นยูทูบเบอร์อนาคตไกลนะบอกให้"
"หึ... สดใสจนวิญญาณเร่ร่อนแถวนี้ต้องกุมหัวหนีล่ะสิไม่ว่า" ธันวาแค่นหัวเราะในลำคอเบาๆ ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาหันกลับไปมองความมืดเบื้องหน้าอีกครั้ง ก่อนที่รอยยิ้มกวนๆ จะจางหายไปจากใบหน้า หลุดเป็นความเคร่งขรึมจริงจังที่ทำให้บรรยากาศรอบตัวกลับมาเย็นเยียบลงทันตาเห็น "เงียบก่อนกะทิ... ฟังดีๆ"
ฉันสะดุ้งสุดตัว รีบหุบปากฉับแล้วตั้งใจเงี่ยหูฟังตามที่เขาบอก
ความเงียบงันเข้าปกคลุมพื้นที่รอบตัวอีกครั้ง มีเพียงเสียงลมหายใจสม่ำเสมอของคนตัวสูงที่ยืนบังลมให้ และเสียงหริ่งหรีดเรไรร้องระงมมาจากพงหญ้ารกร้างนอกอาคาร แต่ทว่า...ท่ามกลางเสียงเหล่านั้น กลับมีเสียงฝีเท้าแปลกประหลาดดังแทรกเข้ามา
*แกร็ก... แกร็ก... พรึบ...*
เสียงคล้ายรองเท้าหนังกระทบพื้นปูนขัดมันดังมาจากโถงทางเดินชั้นบน ราวกับมีใครกำลังเดินลากเท้าเดินวนไปวนมาด้วยจังหวะก้าวที่เชื่องช้าและหนักหน่วงผิดมนุษย์มนา ขนทั่วร่างของฉันลุกซู่ขึ้นมาอีกรอบด้วยความหวาดกลัวที่พุ่งทะยานถึงขีดสุด มือเล็กเผลอคว้าแขนเสื้อของธันวามากอดแน่นซุกหน้าลงกับไหล่กว้างอย่างไร้สติ
"พี่ธันวา... มันมาอีกแล้ว เสียงมันอยู่ตรงบันไดหนีไฟแล้วค่ะ ฮือออ" ฉันโวยวายเสียงสั่นเครือ น้ำตาคลอเบ้าด้วยความกลัวผสมความอבอุ่นที่แผ่นหลังของเขาคอยโอบอุ้มไว้
แต่แปลก... แทนที่ธันวาจะเอ็ดตะโรดด่าฉันเหมือนทุกที เขากลับยืนนิ่งสนิทราวกับรูปปั้น ร่างกายสูงใหญ่เกร็งขึงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาคู่คมจ้องเขม็งไปยังความมืดมิดบริเวณหัวบันไดหนีไฟที่อยู่ถัดจากเสาต้นเดิมไม่ไกลนัก
"พี่ธันวาคะ? เป็นอะไรไป ทำไมไม่พูดอะไรเลยล่ะ" ฉันเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยความสงสัยระคนหวาดหวั่น หัวใจเต้นแรงผิดจังหวะเมื่อเห็นกรามคมของเขาขบเข้าหากันแน่นจนเป็นสันนูน
ธันวาไม่ได้ก้มลงมามองหน้าฉันอย่างเคย นิ้วเรียวยาวของเขาค่อยๆ ยกขึ้นชี้ไปยังความว่างเปล่าตรงหน้า ผนังปูนสีขาวซีดที่ลอกร่อนเป็นแผ่นเผยให้เห็นคราบตะไคร่น้ำสีดำคล้ำ ร่างเงาดำทะมึนร่างหนึ่งกำลังยืนแนบชิดติดกำแพงในมุมอับสายตา รูปร่างสูงโปร่งจนผิดส่วน และที่สำคัญที่สุด... เงานั้นไม่ได้หันหน้าเข้าหากำแพงตามธรรมชาติของการยืนพิง แต่มันกำลังหันศีรษะกลับหลังมาหาเราแบบร้อยแปดสิบองศา!
ดวงตากลมโตสีแดงก่ำคู่นั้นจ้องมองทะลุกรรมวิธีทางวิทยาศาสตร์ตรงมาที่ธันวาโดยตรง พร้อมกับริมฝีปากที่ฉีกยิ้มกว้างจนแทบจะฉีกถึงใบหู ส่งเสียงกระซิบแหบพร่าลอยมาตามลมในระยะประชิด
*"...เจอ... ตัว... แล้ว..."*
ร่างของธันวาชะงักกึก เขาดึงตัวฉันให้ถอยหลังไปหลบอยู่ด้านหลังจนมิดชิดอย่างรวดเร็ว พร้อมกับที่มืออีกข้างเอื้อมไปหยิบวัตถุบางอย่างในกระเป๋าเสื้อกาวน์เก่าๆ ของตัวเองออกมา... สิ่งที่ทำให้ลมหายใจของฉันสะดุดกึกเมื่อเห็นมันชัดเจนเต็มสองตา
นั่นไม่ใช่เครื่องรางสายมูแบบที่ฉันพกจนเต็มกระเป๋า... แต่มันคือเหรียญบาทโบราณสีดำสนิทที่ตอกลายอักขระแปลกประหลาด ซึ่งธันวาเคยบอกว่ามันเป็นแค่ "เศษโลหะไร้สาระ" ที่เก็บได้จากห้องแล็บเก่าเมื่อสัปดาห์ก่อน!
"กะทิ..." เสียงทุ้มของธันวาเอ่ยเรียกชื่อฉันเบาหวิว ราวกับกำลังพยายามควบคุมสติขั้นสูงสุด ดวงตาของเขาหันกลับมามองฉันชั่วเสี้ยววินาที รอยยิ้มฝืนๆ ที่มุมปากทำให้ใจฉันหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม "ถ้าหลังจากนี้... พี่บอกให้วิ่ง เธอห้ามหันหลังกลับมาเด็ดขาดนะ เข้าใจไหม"
"พี่ธันวาพูดบ้าอะไรเนี่ย! จะให้หนูวิ่งหนีคนเดียวได้ยังไง ถ้าพี่เป็นอะไรไป ยัยกะทิตายแน่ๆ!" ฉันแว้ดใส่เขาทั้งน้ำตา ความโกรธปะปนกับความกลัวตีรวนจนแยกไม่ออก
ธันวาแค่นยิ้มบางๆ มือหนายื่นมาสัมผัสแก้มฉันแผ่วเบา เป็นสัมผัสที่อบอุ่นและอ่อนโยนที่สุดตั้งแต่รู้จักกันมา ก่อนที่เขาจะหันกลับไปเผชิญหน้ากับเงาดำทะมึนที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้เรื่อยๆ พร้อมกับเสียงกระซิบอันคุ้นเคยที่ดังขึ้นซ้ำๆ ในโสตประสาทของฉัน
*"...คนนี้สินะ...คนที่แกเฝ้ามองมาตลอด..."*
ร่างของธันวาก้าวออกไปข้างหน้าหนึ่งก้าว บังร่างของฉันไว้มิดชิด ขณะที่เหรียญโบราณในมือของเขาเริ่มเรืองแสงสีแดงวาบขึ้นท่ามกลางความมืดมิดของตึกร้าง!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาเดินจับมือ (และกรี๊ด) ไปพร้อมกับคู่กัดคู่นี้ในตอนนี้นะคะ บทหน้าเตรียมใจรับแรงกระแทกกับความจริงสุดพีคได้เลยค่ะ!
ไลฟ์สดล่าผีกับพี่รหัสสายมูผู้ไม่รู้เรื่องรู้ราว•ตอนที่ 6
เสียงเรียกจากหลังกำแพง
ผลงานโดย เสียงกระซิบยามดึก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เสียงกระซิบยามดึก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ไลฟ์สดล่าผีกับพี่รหัสสายมูผู้ไม่รู้เรื่องรู้ราว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!