"บอกแล้วไงว่าอย่าสะเออะเปิดประตูบานนั้น! ทีนี้เป็นไงล่ะ แม่คุณเอ๊ย!"
เสียงทุ้มต่ำที่เจือไปด้วยความหัวเสียจนเส้นเลือดข้างขมับปูดโปนดังลอดผ่านช่องบานเกล็ดไม้เก่าคร่ำคร่าเข้ามา มันไม่ใช่เสียงตะโกนผ่านโทรศัพท์มือถือแบบทุกที แต่เป็นเสียงที่ดังมาจากด้านนอก... ห่างออกไปไม่ถึงคืบ
กะทิกอดเข่าซุกตัวสั่นเทาอยู่กับพื้นห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ ที่มีกลิ่นอับชื้นของกระดาษเก่าและฝุ่นละอองคละคลุ้งจนแสบจมูก มือสั่นระริกจนเกือบถือโทรศัพท์มือถือในมือไม่อยู่ หน้าจอเรืองแสงวาบแสดงหน้าต่างแชตที่กำลังรัวข้อความเข้ามาไม่หยุดราวกับคนสติแตก
(ธันวา: กะทิ! ได้ยินฉันไหมโว้ย! ตอบแชตสิฟะ!)
(ธันวา: ยัยบ้าเอ๊ย ล็อกข้างในเหรอวะ ใช้กิ๊บดำสิ พกอยู่ไม่ใช่รึไง!)
(ธันวา: โธ่เว้ย... หลบไปให้ห่างจากประตูเดี๋ยวนี้ ฉันจะพังมันเข้าไป!)
เสียงทุบประตูปังใหญ่ดังสนั่นหวั่นไหวจนโครงสร้างไม้ลั่นเอี๊ยดอาด กะทิสะดุ้งเฮือก น้ำตาคลอเบ้าด้วยความกลัวผสมผสานกับความคับแค้นใจที่ดันซวยมาติดแหง็กอยู่ใน 'ห้องเก็บศพโบราณ' ของตึกคณะสถาปัตย์เก่าแก่ตามคำท้าทายในไลฟ์สดที่ยอดคนดูพุ่งทะยานทะลุแสนคนไปแล้ว
"ฮือ... พี่ธันวา ช่วยด้วย! กะทิกลัว บรรยากาศมัน... มันเหมือนมีใครหายใจรดต้นคออยู่ข้างหลังเนี่ย!"
หญิงสาวปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อายฟ้าอายดิน ดวงตากลมโตสודส่ายมองไปรอบห้องมืดสนิทที่มีเพียงแสงไฟฉายจากโทรศัพท์ส่องกระทบกับตู้เก็บเอกสารเหล็กขึ้นสนิม และโหลแก้วดองอะไรบางอย่างที่ดูคล้ายชิ้นส่วนมนุษย์ในมุมมืด บรื๋อ... แค่คิด ขนทั่วร่างก็ลุกชันขึ้นพร้อมเพรียงกันราวกับนัดหมาย
ปัง! เสียงถีบประตูครั้งที่สองดังขึ้นตามมาติดๆ พร้อมกับเสียงไม้แตกหักลั่นเปรี๊ยะ
"ถอยไปกะทิ!"
สิ้นเสียงคำรามก้องของพี่รหัสหนุ่มสายวิศวะ ผู้ชายที่ปากบอกเกลียดความงมงายและด่ากราดเธอทุกวี่ทุกวัน ประตูไม้สักหนาหนักก็พังกระเด็นหลุดจากบานพับ ฝุ่นตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ ร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อช็อปเปื้อนฝุ่นปรากฏขึ้นตรงกรอบประตู แสงไฟฉายสาดส่องเข้ามาพบร่างบางที่กำลังขดตัวกลมเป็นก้อนอยู่มุมห้อง
ธันวาผ่อนลมหายใจเฮือกใหญ่ สีหน้าของเขาซีดเผือดไม่แพ้กัน ดวงตาคมกริบกวาดมองไปรอบห้องด้วยความหวาดระแวง ก่อนจะพุ่งพรวดเข้ามาคว้าแขนเรียวแล้วกระชากให้ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงอย่างไม่เบามือ
"ทำบ้าอะไรลงไปห๊ะ! รู้ตัวไหมว่าเกือบเอาชีวิตไม่รอดแล้ว!" ธันวาตวาดลั่น แต่เสียงของเขากลับสั่นพร่าเล็กน้อยอย่างปิดไม่มิด มือหนาที่บีบต้นแขนเธออยู่ชื้นเหงื่อจนสัมผัสได้
"ก็... ก็มันมีเสียงเรียกชื่อกะทินี่นา! อีกอย่าง ยอดโดเนทมันพุ่งขึ้นตั้งสามหมื่นบาท ใครจะไปคิดว่าประตูบานนี้มันจะล็อกอัตโนมัติแถมเปิดจากด้านนอกไม่ได้เล่า!" กะทิเถียงกลับเสียงสั่น น้ำตาไหลพรากอาบแก้มด้วยความน้อยใจผสมความโล่งอกที่เห็นหน้าเขา
"เงินสามหมื่นมันซื้อชีวิตเธอคืนมาได้หรือไงวะ!" ธันวาตวาดย้ำอีกครั้ง แววตาที่มองมาเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว... แต่ในความโกรธนั้น กะทิมองเห็นร่องรอยของความตื่นตระหนกและห่วงใยที่ฉายชัดจนหัวใจดวงน้อยกระตุกวูบ
"แล้วพี่มาทำไมล่ะ! บอกให้อยู่ข้างล่างคุมทีมงานไง ทำไมต้องวิ่งขึ้นมาหาเรื่องใส่ตัวด้วยเล่า!"
"ถ้าฉันไม่ขึ้นมา... ป่านนี้วิญญาณเธอคงได้สิงอยู่ในตู้ยาบ้าๆ นี่ไปแล้ว!" ธันวาโต้กลับเสียงดังลั่นห้องแคบๆ บรรยากาศรอบตัวเงียบงันลงชั่วขณะ มีเพียงเสียงหอบหายใจถี่กระชั้นของคนทั้งคู่ที่ยืนประจันหน้ากันในระยะประชิด กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือกลิ่นฝุ่นจางๆ ลอยเข้าจมูกจนกะทิเผลอใจเต้นแรงขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
แย่แล้ว... ในสถานการณ์สยองขวัญขนหัวลุกแบบนี้ ทำไมหัวใจเจ้ากรรมถึงทรยศเธอด้วยการเต้นระส่ำไม่เป็นจังหวะเมื่อสบเข้ากับดวงตาคู่นั้นที่กำลังมองสำรวจใบหน้าเธอเพื่อเช็คว่ามีแผลตรงไหนหรือเปล่า
"มองอะไร หน้าฉันมีคราบเขม่าควันติดอยู่หรือไง" ธันวาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงนิดหน่อย เมื่อเห็นเงียบไปนาน
"เปล่า... แค่คิดว่า พี่นี่ปากร้ายใจดีชะมัด" กะทิพึมพำเบาๆ หลบสายตาคมคายที่มองมาอย่างลึกซึ้ง
ธันวาชะงักไปชั่ววินาที ริมฝีปากหยักเม้มเข้าหากันเล็กน้อยก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ "ใครใจดีกัน... ฉันแค่ไม่อยากโดนแม่เธอมาตามจิกหัวใช้หนี้แทนต่างหากเล่า ยัยตัวแสบ"
พูดจบ มือหนาก็เอื้อมมาเคาะหน้าผากมนเบาๆ หนึ่งทีด้วยความหมั่นเขี้ยว แต่ยังไม่ทันที่กะทิจะได้โวยวายตอบโต้ บรรยากาศรอบตัวก็เกิดความผิดปกติขึ้นอย่างกะทันหัน
อุณหภูมิภายในห้องเก็บศพลดฮวบลงอย่างรวดเร็วราวกับเดินเข้าไปในตู้แช่แข็ง ลมเย็นยะเยือกพัดผ่านหลังคaudทั้งที่ไม่มีหน้าต่างสักบาน เปลวไฟจากหน้าจอโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนพื้นกระพริบกะพริบติดๆ ดับๆ และที่น่ากลัวที่สุด... เสียงฝีเท้าหนักๆ ลากถูไปตามพื้นไม้ด้านนอกห้อง ก็ดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ...
ครืด... ครืด... ครืด...
ธันวาหุบยิ้มทันที ดวงตาคมตวัดมองไปที่ประตูห้องที่พังเสียหายอย่างรวดเร็ว ร่างสูงขยับตัวก้าวมาบังหน้ากะทิไว้มิดชิดโดยสัญชาตญาณ แขนแกร่งกางออกเล็กน้อยเพื่อปกป้องคนข้างหลัง
(แชทในไลฟ์สดเลื่อนผ่านรัวเร็วจนอ่านแทบไม่ทัน)
(User_A: เฮ้ย! เสียงอะไรวะ ข้างหลังพี่ธันวาคือใครน่ะ!)
(GhostHunter99: สัตว์! ขนลุกชิบหาย กล้องซูมไปข้างหลังด่วน!)
(Kati_Fanclub: พี่ธันวาคะ ป้องกันน้องด่วนเลยค่ะ ผีมาแล้ว!)
กะทิกำชายเสื้อช็อปของธันวาแน่นจนยับยู่ยี่ ตัวสั่นงกยิ่งกว่าเดิมเมื่อเห็นเงาดำทะมทึนขนาดใหญ่ทาบทับลงมาตรงกรอบประตูที่พังยับเยิน
"พี่... ธันวา..." เสียงของกะทิลีบเล็กจนแทบกลายเป็นเสียงกระซิบ
"เงียบไว้..." ธันวาเค้นเสียงลอดไรฟัน มืออีกข้างคว้าท่อนเหล็กขึ้นสนิมที่ตกอยู่ข้างๆ ขึ้นมาถือไว้มั่น สายตาจ้องเขม็งไปยังความมืดมิดเบื้องหน้า
ทว่า... สิ่งที่ก้าวออกมาจากความมืดนั้น กลับไม่ใช่ผีหรือวิญญาณร้ายอย่างที่ทุกคนหวาดกลัว แต่เป็นร่างสูงโปร่งของใครบางคนที่พวกเขารู้จักคุ้นเคยเป็นอย่างดี พร้อมกับรอยยิ้มเย็นเยียบที่มุมปาก
"แหม... ตามขึ้นมาเร็วกว่าที่คิดไว้นี่หว่า... ไอ้รุ่นพี่คนเก่ง"
ธันวาเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นหน้าผู้มาเยือนชัดๆ ขณะที่กะทิอุทานออกมาด้วยความตกใจสุดขีด
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและใจฟูไปกับความปั่นป่วนของคู่กัดคู่นี้เสมอนะคะ!
ไลฟ์สดล่าผีกับพี่รหัสสายมูผู้ไม่รู้เรื่องรู้ราว•ตอนที่ 25
เกือบไปแล้วไอ้กะทิ!
ผลงานโดย เสียงกระซิบยามดึก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เสียงกระซิบยามดึก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ไลฟ์สดล่าผีกับพี่รหัสสายมูผู้ไม่รู้เรื่องรู้ราว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!