ไลฟ์สดล่าผีกับพี่รหัสสายมูผู้ไม่รู้เรื่องรู้ราว•ตอนที่ 19

เบื้องหลังคือเรื่องเศร้า

ผลงานโดย เสียงกระซิบยามดึก
"กะทิ... เธอคงไม่ได้คิดจริงๆ หรอกใช่ไหม ว่าพี่รหัสสายมูของเธอ จะมาช่วยเธอได้ทันเวลา?" เสียงกระซิบแหบพร่าข้างใบหูนั้นเย็นเยียบราวกับน้ำค้างกลางดึก แต่สิ่งที่ทำให้กะทิต้องขนลุกชันยิ่งกว่าความหนาวเหน็บ คือกลิ่นอับชื้นและกลิ่นธูปเก่าๆ ที่ลอยคละคลุ้งจนน่าสะอิดสะเอียน ร่างเล็กๆ ของยูทูบเบอร์สาวสั่นเทาจนแทบยืนไม่อยู่ ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวสุดขีด ขณะที่เงาสะท้อนในกระจกโบราณตรงหน้าไม่ได้มีเพียงแค่เงาของเธอคนเดียวอีกต่อไป เบื้องหลังเรือนร่างโปร่งแสงของหญิงสาวในชุดไทยโบราณที่กำลังโน้มใบหน้าลงมาแนบชิด คือความจริงอันแสนเจ็บปวดที่ถูกซุกซ่อนไว้ใต้ซากปรักหักพังของบ้านหลังนี้... "ฮือ... พี่ธันวา ช่วยด้วย! บอกแล้วไงว่าอย่าให้หนูมาคนเดียว!" กะทิกรีดร้องสุดเสียงในใจ น้ำตาคลอเบ้าด้วยความอัดอั้นตันใจ เธอทั้งกลัวผีจนแทบสิ้นสติ ทั้งโกรธตัวเองที่ดึงดันอยากได้ยอดวิว จนต้องมาติดแหง็กอยู่ในห้องมืดๆ ของบ้านเรือนไทยร้างนี่ ติ๊ง! เสียงแจ้งเตือนหน้าจอโทรศัพท์มือถือในมือที่สั่นระริกดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน กะทิก้มลงมองทั้งน้ำตา นิ้วเรียวเล็กกดเปิดหน้าจอด้วยความหวังอันริบหรี่ *[ธันวา (พี่รหัสสายมูที่ไม่รู้เรื่องรู้ราว): ยืนนิ่งๆ ห้ามหันไปมองกระจก เดี๋ยวนี้!]* *[ธันวา (พี่รหัสสายมูที่ไม่รู้เรื่องรู้ราว): ฉันยืนอยู่หน้าประตูห้องแล้ว นับสาม... วิ่งมาหาฉัน]* หัวใจดวงน้อยๆ ของกะทิตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม ทว่าในวินาทีที่ความกลัวเข้าครอบงำ ประตูไม้สักบานเก่าก็ถูกกระชากเปิดออกด้วยแรงมหาศาล แสงไฟฉายสว่างวาบสาดส่องเข้ามาพร้อมกับร่างสูงใหญ่ของชายหนุ่มในชุดไปรเวทสบายๆ แต่ใบหน้ากลับบึ้งตึงและเต็มไปด้วยเหงื่อไคล "กะทิ!" ธันวาไม่พูดพร่ำทำเพลง เขาก้าวฉับๆ เข้ามาคว้าข้อมือเล็กแล้วกระชากร่างของรุ่นน้องสาวมาหลบไว้ด้านหลังทันที แรงปะทะนั้นทำให้กะทิเซถลาไปชนกับแผ่นอกกว้างของเขา กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือจางท่ามกลางกลิ่นอับของบ้านร้างกลับทำให้คนที่กำลังขวัญกระเจิงรู้สึกอุ่นใจขึ้นมาอย่างประหลาด "พี่ธันวา! ฮือ นึกว่าจะไม่มาซะแล้ว..." กะทิสะอื้นฮัก ฝังใบหน้าลงกับเสื้อยืดของเขาโดยไม่ทันระวังตัว มือเล็กกำชายเสื้อเขาแน่นราวกับเป็นที่ยึดเหนี่ยวเดียวในโลก ธันวาชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาคมกริบตวัดมองกระจกโบราณเบื้องหน้าที่มีเงาร่างของหญิงสาวในชุดไทยยืนจ้องมองมาด้วยแววตาโหยหาและเศร้าสร้อย เขากลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ แม้ปากจะชอบบอกว่าไม่เชื่อเรื่องพวกนี้ แต่สถานการณ์ตรงหน้ามันเกินกว่าหลักการทางวิทยาศาสตร์ใดๆ จะอธิบายได้แล้วจริงๆ "เงียบก่อน... ยัยตัวแสบ ร้องไห้ขี้มูกโป่งหมดแล้วเนี่ย" ธันวาเอ็ดเบาๆ น้ำเสียงแม้จะติดดุแต่กลับสั่นเครือเล็กน้อย มือหนายกขึ้นลูบศีรษะเล็กภายใต้หมวกแก๊ปของกะทิเป็นการปลอบประโลมโดยสัญชาตญาณ "บอกให้รอที่รถ ทำไมดื้อนัก ห๊ะ?" "ก็... ก็ผีมันออกมาต้อนรับก่อนนี่นา! ใครจะไปตั้งตัวทันเล่า!" กะทิเถียงเสียงอู้อี้ ใบหน้าแดงก่ำทั้งด้วยความโกรธ ความอาย และความกลัวที่ยังไม่จางหาย ทว่า บรรยากาศรอบตัวกลับเยือกเย็นลงอีกครั้ง เงาร่างในกระจกไม่ได้พุ่งเข้ามาทำร้ายอย่างที่คิด หญิงสาวโบราณในกระจกกลับยกมือขึ้นชี้ไปที่ลิ้นชักลับใต้ฐานโต๊ะเครื่องแป้ง แววตาคู่นั้นไม่ได้มีจิตอาฆาตมาดร้าย มีเพียงความเวทนาและเสียงสะอื้นที่ดังก้องอยู่ในโสตประสาทของคนทั้งคู่ *'ช่วยด้วย... ลูกจ๋า...'* กะทิตัวแข็งทื่อ หันไปสบตากับธันวาที่ยืนขมวดคิ้วมุ่นอยู่ข้างๆ "พี่ธันวา... เมื่อกี้... ได้ยินเหมือนหนูไหมคะ?" กะทิกระซิบถามเสียงสั่น มือบางกำแขนเสื้อเขาแน่นขึ้นอีก ธันวาไม่ตอบทันที เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อเรียกความกล้า ก่อนจะตัดสินใจก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะเครื่องแป้งโบราณนั้นช้าๆ โดยมีกะทิเกาะชายเสื้อตามติดเป็นเงาตามตัว มือหนาดึงลิ้นชักที่ฝืดสนิทออกด้วยแรงทั้งหมดที่มี เสียงไม้ลั่นเอี๊ยดอ๊าดดังสนั่นหวั่นไหว ภายในลิ้นชักที่ว่างเปล่า มีเพียงห่อผ้าไหมเก่าคร่ำคร่าสีซีด และ... สมุดบันทึกเล่มเล็กปกหนังที่เปื่อยยุรหน่อย ธันวาหยิบสมุดบันทึกเล่มนั้นขึ้นมาอย่างระมัดระวัง แสงไฟจากโทรศัพท์ส่องกระทบหน้ากระดาษสีเหลืองกรอบ ตัวหนังสือลายมือหวัดๆ ปรากฏแก่สายตา กะทิชะโงกหน้าเข้ามาอ่านด้วยความอยากรู้อยากเห็น ลืมความกลัวไปชั่วขณะ *วันที่ 12 ตุลาคม... คุณชายท่านต้องเดินทางไปราชการที่พระนคร ทิ้งฉันกับลูกน้อยไว้ในเรือนนี้ตามลำพัง... ข้าพเจ้ารู้สึกไม่ปลอดภัยเลย มีเสียงฝีเท้าเดินอยู่รอบเรือนยามวิกาล...* หน้ากระดาษถัดไปถูกบันทึกด้วยลายมือที่สั่นเครือและมีรอยหยดของน้ำตาจนหมึกเลอะเลือน *วันที่ 20 ตุลาคม... พวกลักลอบค้าของเถื่อนบุกเข้ามาในเรือน ลูกฉัน... ลูกฉันถูกพวกมันจับตัวไปเพื่อปิดปาก... ข้าพเจ้าปกป้องลูกไว้ไม่ได้... พวกมันฆ่าเราทั้งคู่... และฝังร่างไว้ใต้ถุนเรือนนี้... ข้าพเจ้าแค้น... แค้นเหลือเกิน...* อ่านมาถึงตรงนี้ กะทิก็รู้สึกจุกที่ลำคอ น้ำตาคลอเบ้าด้วยความสงสารจับใจ หญิงสาวผู้โชคร้ายคนนี้ไม่ได้เป็นวิญญาณร้ายที่อยากทำร้ายใคร แต่เธอติดอยู่กับความหวาดกลัวและการสูญเสียที่ยังไม่ได้รับการสะสางต่างหาก "ที่แท้... เบื้องหลังเรื่องราวทั้งหมด มันคือโศกนาฏกรรมแบบนี้นี่เอง..." กะทิพึมพำเสียงแผ่ว ความกลัวที่มีแต่แรกมลายหายไป เหลือเพียงความเห็นอกเห็นใจ ธันวาหันมามองคนตัวเล็กที่ตอนนี้ดวงตากลมโตแดงก่ำด้วยพิษไข้แห่งความสงสาร เขารู้สึกว่าหัวใจตัวเองกระตุกวูบอย่างประหลาด ยัยเด็กปากร้ายคนนี้มักจะมีมุมอ่อนโยนและน่าสงสารแบบนี้เสมอเวลาที่เจอเรื่องสะเทือนใจ "กลับกันเถอะกะทิ เดี๋ยวฉันช่วยเธอจัดการเรื่องปลดปล่อยวิญญาณนี้เอง... ถือว่าทำบุญร่วมกับฉันก็แล้วกัน" ธันวาพูดเสียงนุ่มนวลอย่างที่ไม่ค่อยได้ยินบ่อยนัก "อื้อ..." กะทิพยักหน้ารับเบาๆ แต่ทว่า ในจังหวะที่ทั้งคู่กำลังจะหันหลังเดินออกจากห้องมืด ประตูไม้สักที่เพิ่งถูกเปิดออกเมื่อครู่ก็กระแทกปิดลงเองอย่างแรงด้วยลมพัดปริศนา! ปัง! พร้อมกันนั้น เสียงกระซิบเย็นเยียบที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นอีกครั้งจากข้างหลัง แต่ไม่ใช่เสียงของวิญญาณหญิงสาว... *‘คิดว่าจะพาหนีไปได้ง่ายๆ งั้นเหรอ... แม่สาวน้อย?’* ธันวาตาดาวโรจน์ คว้าตัวกะทิมาหลบข้างหลังทันที พร้อมกับที่เงาดำทมิฬร่างใหญ่โตพุ่งทะยานออกมาจากมุมมืดของห้อง พุ่งตรงมาทางพวกเขาด้วยความเร็วแสง! ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมลุ้นไปกับความสัมพันธ์สุดปั่นของทั้งคู่เสมอนะคะ
สารจากนักเขียน (เสียงกระซิบยามดึก)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ไลฟ์สดล่าผีกับพี่รหัสสายมูผู้ไม่รู้เรื่องรู้ราว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%