ไลฟ์สดล่าผีกับพี่รหัสสายมูผู้ไม่รู้เรื่องรู้ราว•ตอนที่ 13

คฤหาสน์ไม้สักกลางป่า

ผลงานโดย เสียงกระซิบยามดึก
“ถ้าคราวนี้พี่ธันวาพาเดินเข้าดงกล้วยตานีแล้วเจอโครงกระดูกมนุษย์อีก กะทิจะเอาธูปไปปักหัวพี่ให้เป็นเม่นแคระจริงๆ ด้วยนะคะ!” เสียงหวีดร้องแหลมสูงของยูทูบเบอร์สาวชื่อดังลอดออกมาจากหน้ากากอนามัยสีขาวที่ถูกดึงขึ้นมาจนเกือบถึงดวงตาคู่โต กะทิกำสมาร์ทโฟนในมือแน่นจนข้อหนูขาวโพลน แสงไฟแฟลชจากโทรศัพท์มือถือสาดส่องฝ่าความมืดทึบของผืนป่าดิบชื้น ยามตีสองกว่าๆ บรรยากาศรอบตัววังเวงจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงหัวใจของตัวเองที่เต้นโครมครามราวกับจะทะลุออกมานอกอก เบื้องหน้าของพวกเขาคือ “คฤหาสน์ไม้สักทองโบราณ” ที่ตั้งตระหง่านอยู่ลึกเข้าไปในเขตอุทยานฯ ตัวบ้านทรุดโทรมไปตามกาลเวลา หน้าต่างบานเกล็ดผุพังราวกับอ้าปากค้างรอรับเหยื่อ และที่สำคัญ... เสียงกระซิบประหลาดที่ดังต่อเนื่องมาจากชั้นสองของตัวบ้านเมื่อครู่ มันคือต้นตอของเสียงลึกลับที่เชื่อมโยงมาจากเหตุการณ์ระทึกขวัญในค่ำคืนก่อน “เลิกโวยวายสักทีได้ไหมยัยกะทิ เสียงเธอทำเอาผีแถวนี้วงแตกหนีไปหมดแล้วมั้ง” ธันวา บุคคลผู้สวมเสื้อช็อปวิศวะยับยู่ยี่และกางเกงยีนส์เซอร์ๆ ถอนหายใจเฮือกใหญ่ มือข้างหนึ่งถือเครื่องวัดคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (EMF Meter) ที่ตอนนี้เข็มตีส่ายไปมาอย่างไร้เสถียรภาพ ส่วนมืออีกข้าง... เอ่อ มืออีกข้างของพี่รหัสสายมูผู้ยึดมั่นในวิทยาศาสตร์คนนี้ กำลังเอื้อมมาควชายเสื้อฮู้ดตัวโคร่งของกะทิไว้แน่นโดยไม่ยอมปล่อย ตั้งแต่ก้าวเข้ามาในรั้วคฤหาสน์หลังนี้ กะทิเหลือบมองมือหนาที่กำเสื้อเธอไว้จนยับยู่ยี่ หัวใจที่เคยเต้นรัวด้วยความกลัวผีเมื่อครู่ กลับกระตุกวูบอย่างประหลาดด้วยความรู้สึกอื่นแทน ปากก็บอกว่าเกลียดความงมงาย ปากก็บอกว่าเธอไร้สาระ แต่ทำไมเวลาเดินเข้ามุมมืดทีไร พี่แกถึงต้องมาเดินกึ่งลากกึ่งจูงเธอไว้ข้างหลังตลอดเลยล่ะคะเนี่ย! “ใครว่ากะทิกลัวผีกันคะ! กะทิแค่... แค่กำลังวอร์มเสียงเผื่อเจอสัมภเวสีมาขอส่วนบุญต่างหากเล่า!” กะทิเชิดหน้าเถียงเสียงสั่น แม้ขาจะสั่นพับๆ จนแทบจะทรุดลงไปกองกับพื้นดินชื้นแฉะอยู่รอมร่อ “ปากดีจังนะ หันไปดูข้างหลังนู่นสิ... หน้าต่างบานที่สามจากซ้ายมือเมื่อกี้ มันเพิ่งปิดเองนะ” ธันวาเอ่ยเสียงเรียบ แต่ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตากลับกวาดมองไปรอบตัวอย่างระแวดระวัง สันชาตญาณดิบของวิศวกรหนุ่มบอกชัดเจนว่า สถานที่แห่งนี้มีสนามพลังงานบางอย่างที่ผิดปกติเกินกว่าจะเป็นแค่ลมพัดผ่าน กะทิสะดุ้งโหยง รีบหันขวับไปมองตาม พลางยกเครื่องรางรูปท้าวเวสสุวรรณขึ้นมาพนมไว้แนบอก หลับตาปี๋ปากก็ท่องคาถาบทสวดมั่วซั่วไปหมดจนธันวาต้องหลุดขำพรืดออกมาเบาๆ “พุทธังคุ้มครอง ธัมมังคุ้มครอง สังฆังคุ้มครอง... พี่ธันวา! อย่าเพิ่งขำสิคะ บรรยากาศแบบนี้มันไม่ใช่เวลามาจีบ... เอ๊ย! ไม่ใช่เวลามาล้อเล่นนะ!” กะทิแหวใส่เสียงดังลั่นจนเผลอหลุดคำพูดน่าอายออกไปครึ่งๆ กลางๆ ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ ทั้งที่ลมหนาวพัดกรรโชกมาวูบใหญ่ ธันวาชะงักไปนิด รอยยิ้มมุมปากที่มักจะใช้กวนประสาทเด็กสาวหายวับไป ดวงตาคู่คมจ้องมองใบหน้าหวานที่ฉายแววหวาดกลัวแต่ยังอุตส่าห์ทำเก่ง ความรู้สึกบางอย่างอุ่นวาบขึ้นมาในอกอย่างไม่ทันตั้งตัว มือที่กำชายเสื้อกะทิเปลี่ยนเป็นการคว้าข้อมือเล็กๆ นั้นไว้แทน แล้วออกแรงดึงเบาๆ ให้เธอขยับเข้ามาหลบอยู่ด้านหลังของเขาให้มิดชิดยิ่งขึ้น “ใครจะไปกล้าล้อเล่นกับคนขี้แยแถวนี้ล่ะ” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยกระซิบชิดริมหูท่ามกลางความเงียบงัน “ถ้ากลัวนัก ก็จับแขนฉันไว้แน่นๆ สิ... เดินตามมา อย่าปล่อยมือเด็ดขาด” ประโยคเรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยความปกป้องนั้นทำเอากะทิสมองตื้อตันไปชั่วขณะ ไอความอบอุ่นจากฝ่ามือหนาที่กุมข้อมือเธอไว้มันช่างสวนทางกับความหนาวเหน็บของคฤหาสน์ร้างหลังนี้เหลือเกิน ยูทูบเบอร์สาวกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก พยักหน้ารับหงิกๆ โดยลืมบทบาทการไลฟ์สดไปชั่วขณะ จนกระทั่งเสียงแจ้งเตือนคอมเมนต์จากผู้ชมในมือถือดังรัวเป็นพายุ *(คอมเมนต์จากผู้ชม: "กรี๊ดดด พี่รหัสสายเปย์หรือสายไมโครเวฟคะเนี่ย อบอุ่นจนผีหนีหมดแล้ว!" / "เรือผีคู่นี้แล่นแรงมากกก กะทิหน้าแดงจนทะลุจอแล้วลูกเอ๊ย!" / "ระวังข้างหลังค่ะคุณธันวา!!")* พรึบ! ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง แสงไฟฉายจากโทรศัพท์มือถือของกะทิก็กะพริบถี่ๆ แล้วดับวูบลงเหลือเพียงความมืดมิดสนิท คฤหาสน์ไม้สักทองทั้งหลังราวกับถูกกลืนกินด้วยเงาดำทมิฬ เสียงลมพายุที่ควรจะพัดกรรโชก กลับเงียบสนิทลงอย่างไร้สาเหตุ เหลือเพียงเสียงฝีเท้าหนักๆ หลายคู่ที่ดังขึ้นจากบันไดไม้โบราณชั้นสอง... *ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...* เสียงนั้นกำลังเดินตรงดิ่งลงมาหาพวกเขาทีละก้าว ช้าๆ ทว่าหนักแน่นจนพื้นบ้านสั่นสะเทือน “พี่... พี่ธันวาคะ” กะทิสะกิดแขนแกร่งยิกๆ เสียงสั่นเครือจนแทบขาดใจ “ข้างบนนั้น... มันไม่ได้มีแค่เราสองคนแล้วนะคะ” ธันวานิ่งเงียบ ไม่ตอบคำถาม เขาดึงตัวกะทิให้ถอยหลังไปชิดติดกับผนังไม้เย็นเฉียบ มือข้างหนึ่งควักไฟฉายสำรองแรง 1000 ลูเมนออกจากกระเป๋าเสื้อช็อปอย่างรวดเร็ว พร้อมกับที่ดวงตาคู่คมหรี่ลงจ้องมองไปยังความมืดเบื้องหน้า บรรยากาศรอบตัวกดดันจนแทบหายใจไม่ออก *พรึบ!* ธันวากดเปิดไฟฉายสาดส่องขึ้นไปบนบันไดวนกลางโถงคฤหาสน์ทันที แสงไฟจ้าสาดกระทบเข้ากับร่างเงาดำทะหึมาของใครบางคน... ไม่ใช่ผี ไม่ใช่สัมภเวสีตามความเชื่อของกะทิ แต่เป็นร่างสูงใหญ่ของชายแปลกหน้าในชุดสูทสีดำสนิท ใบหน้าครึ่งหนึ่งถูกปกกปิดด้วยหน้ากากโลหะลึกลับ และในมือข้างขวากำลังถือวัตถุบางอย่างที่ทำให้ทั้งคู่ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกใจสุดขีด! ปมปริศนาที่ซ่อนอยู่ใต้คฤหาสน์หลังนี้กำลังจะถูกกระชากหน้ากาก และภัยมืดที่อันตรายกว่าวิญญาณร้ายกำลังคืบคลานเข้ามาประชิดตัวพวกเขาทั้งสองคนแล้ว ธันวาขยับตัวบังหน้ากะทิไว้มิดชิด พร้อมกับกระซิบด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบขาดที่สุดเท่าที่เธอเคยได้ยินมา “วิ่งออกไปที่รถ... เดี๋ยวนี้!” *...แต่ทว่า ก่อนที่กะทิจะทันได้ขยับขาหนี หน้าจอสมาร์ทโฟนในมือที่ควรจะดับสนิทไปแล้ว กลับสว่างวาบขึ้นมาเองโดยอัตโนมัติ พร้อมกับข้อความแชตปริศนาข้อความหนึ่งเด้งขึ้นมากลางหน้าจอไลฟ์สดต่อหน้าต่อตาผู้ชมหลักแสนคน* *(ข้อความจากแชตนิรนาม: "อย่าหันหลังกลับไปมอง เพราะคนที่ยืนอยู่ข้างหลังเธอตอนนี้... ไม่ใช่ธันวา")* กะทิชะงักกึก หัวใจหยุดเต้นไปชั่วขณะ ลมหายใจสะดุดติดอยู่ที่ลำคอ เมื่อกลิ่นหอมคุ้นเคยของน้ำหอมที่ผู้ชายข้างๆ ใช้ทุกวัน... กลับกลายเป็นกลิ่นเหม็นเน่าของซากศพที่โชยตีเข้าจมูกอย่างรุนแรง! ---------------------------------------- ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ผู้ร่วมชะตากรรมความหลอนและฟีลกู๊ดทุกท่านนะคะที่ติดตามการเดินทางของคู่กัดคู่นี้มาจนถึงตอนนี้ค่ะ — เสียงกระซิบยามดึก
สารจากนักเขียน (เสียงกระซิบยามดึก)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ไลฟ์สดล่าผีกับพี่รหัสสายมูผู้ไม่รู้เรื่องรู้ราว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%