ความเงียบงันภายในห้องทำงานเพนท์เฮาส์ชั้นบนสุดของตึกระฟ้า ไม่ได้แปลว่าความปลอดภัยกำลังยืนหยัดอยู่ ณ ที่แห่งนั้น หากแต่เป็นความสงบก่อนที่พายุลูกใหญ่จะพัดถอนรากถอนโคนทุกสิ่ง
รินรดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ขณะที่ดวงตาสีเข้มของคีรินมองตรงมายังเธอราวกับคมมีดที่พร้อมเฉือนเนื้อหนังโดยไม่ต้องลงแรง ประตูบานหรูที่ปิดสนิทกลายเป็นทางตันเดียวที่กั้นระหว่างเธอกับความเดือดดาลที่ถูกสะกดกลั้นไว้ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉย
"ฉัน... ฉันแค่มารับของที่ลืมไว้" รินรดาอ้างเสียงสั่น แม้จะพยายามเชิดหน้าขึ้นเพื่อรักษาศักดิ์ศรีของอดีตคู่หมั้น แต่เรียวขาที่สั่นเทากลับทรยศคำพูดทั้งหมด
"ของที่คุณลืม... คงไม่ใช่ศักดิ์ศรีหรอกนะครับ เพราะดูเหมือนว่าสิ่งนั้นจะไม่เคยถูกบรรจุไว้ในตัวคุณตั้งแต่แรกอยู่แล้ว"
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นอย่างเชือดเฉือน คีรินก้าวเท้าเข้าหาช้าๆ ทว่าทุกย่างก้าวกลับสร้างแรงกดดันมหาศาลจนอากาศในห้องแทบเจือจาง เขารู้ดีว่าก่อนหน้านี้ไม่กี่นาที ผู้หญิงคนนี้เพิ่งเดินเข้าไปในห้องพักรับรองส่วนตัวของเหนือฟ้า พร้อมกับถ้อยคำดูถูกเหียดหยามที่แม้แต่ตัวเขาเองยังไม่กล้าเอ่ยใส่หนุ่มออฟฟิศปากเก่งคนนั้นด้วยซ้ำ
และนั่นคือข้อหาที่หนักหนาเกินกว่าจะให้อภัย
"คีริน คุณกำลังจะทำอะไร ฉันเป็นลูกสาวของ..."
"ตระกูลวรกุลสินเหรอครับ?" ชายหนุ่มแค่นหัวเราะในลำคอ แววตาฉายประกายความเยียบเย็นจนน่ากลัว "น่าเสียดายจริ๊ง... ที่ต่อให้พ่อของคุณมานั่งคุกเข่าอยู่ตรงนี้ ก็ไม่มีสิทธิมาออกคำสั่งในพื้นที่ของผม... และยิ่งไม่มีสิทธิมาแตะต้อง 'คนของผม'"
คำว่า *คนของผม* ถูกเน้นย้ำด้วยน้ำเสียงหนักแน่น เด็ดขาด และประกาศความเป็นเจ้าของอย่างโจ่งแจ้ง จนรินรดาหน้าซีดเผือด เธอกัดริมฝีปากจนห่อเลือดเมื่อตระหนักได้ว่า ข่าวลือที่ว่าท่านประธานหนุ่มผู้เย็นชาคนนี้กำลังคลั่งไคล้หนุ่มออฟฟิศธรรมดาๆ อย่างเหนือฟ้าจนยอมหักดิบทุกความสัมพันธ์ นั้นไม่ใช่เรื่องล้อเล่น
ในขณะเดียวกัน ที่ห้องพักรับรองด้านใน เหนือฟ้ากำลังยืนพิงสะโพกติดกับขอบหน้าต่างกระจกใสบานใหญ่ มือเรียวกำแก้วกาแฟอุ่นๆ ไว้หลวมๆ แม้ภายนอกเขาจะแสดงออกว่าไม่ใส่ใจกับเหตุการณ์ภายนอก แต่หูทั้งสองข้างกลับคอยเงี่ยฟังเสียงความเคลื่อนไหวจากห้องโถงใหญ่ตลอดเวลา
"ให้ตายสิ... จะเคลียร์กันอีท่าไหน ถึงได้เงียบขนาดนั้น" เหนือฟ้าพึมพำกับตัวเองเบาๆ
เขายอมรับว่าคำพูดดูถูกของรินรดาก่อนหน้านี้สร้างรอยขีดข่วนในความรู้สึกได้ไม่น้อย แต่สิ่งที่น่าหงุดหงิดยิ่งกว่า คือการที่เขาต้องตกอยู่ในสถานะ 'ผู้ถูกปกป้อง' โดยที่คีรินออกโรงจัดการทุกอย่างแทนราวกับเขาเป็นเด็กอนุบาลที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ทั้งที่ความจริงแล้ว... เขาก็ไม่ใช่คนที่จะยอมให้ใครมาตบหน้าฟรีๆ โดยไม่เอาคืนเสียหน่อย
แอด...
เสียงเปิดประตูเบาๆ ทำให้เหนือฟ้าต้องหันกลับไปมอง ร่างสูงโปร่งของคีรินก้าวเข้ามาพร้อมกับความนิ่งสงบที่ซ่อนระเบิดเวลาไว้ภายใน ประตูถูกปิดลงอย่างเบามือ แต่เสียงล็อกกลอนด้านในกลับดังชัดเจนจนหัวใจของคนมองกระตุกวูบ
"เรียบร้อยแล้วเหรอครับ?" เหนือฟ้าเลิกคิ้วถาม กลบเกลื่อนความประหม่าด้วยการยกยิ้มมุมปากตามสไตล์ "ดูคุณทำหน้าเข้าสิ นึกว่าไปออกศึกที่ไหนมา"
คีรินไม่ตอบทันที เขาสาวเท้าเข้ามาใกล้ร่างบางอย่างรวดเร็ว กลิ่นน้ำหอมบุรุษผสมผสานกับความเย็นยะเยือกของบรรยากาศรอบตัวทำให้เหนือฟ้าต้องถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยสัญชาตญาณ แต่แผ่นหลังกลับชนเข้ากับกระจกใสเต็มแรง
พรึบ!
สองแขนแกร่งยกขึ้นกักตัวเหนือฟ้าไว้กับกระจกทันที ฝ่ามือหนาวางทราบลงบนกระจกทั้งสองข้าง คร่อมร่างของคนตรงหน้าไว้ในอาณาเขตที่ไม่อาจหลบหนี
ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโต สำรวจทุกอณูบนใบหน้าของคนตัวเล็กราวกับจะค้นหาบาดแผล
"คุณเจ็บตรงไหนหรือเปล่าครับ" น้ำเสียงของคีรินเปลี่ยนไป มันไม่ใช่ความเยียบเย็นที่ใช้กับรินรดาเมื่อครู่ หากแต่เป็นความนุ่มลึกที่แฝงไปด้วยความห่วงใยอันตราย จนเหนือฟ้าถึงกับหายใจติดขัด
"ผม... ผมจะไปเจ็บอะไรล่ะครับ แค่โดนเห่าใส่หูไม่กี่ประโยค หูผมไม่หนีบหรอกน่า" เหนือฟ้าเฉไฉเบือนหน้าหนีสายตาคุกคามคู่นั้น แต่คางมนกลับถูกปลายนิ้วแข็งแรงเชยขึ้นบังคับให้หันกลับมาสบตากันตรงๆ
"เหนือฟ้า..." คีรินเรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ดวงตาคู่คมไหววับ "ผมบอกคุณแล้วไม่ใช่เหรอครับ ว่าผมเกลียดเวลาที่มีใครมาทำให้คุณต้องทำหน้าแบบนี้... รอยยิ้มของคุณ มันควรจะใช้ยั่วโมโหผมคนเดียวเท่านั้น ไม่ใช่เอาไว้รับคำดูถูกจากคนอื่น"
คำพูดเอาแต่ใจแบบหน้าตายทำเอาเหนือฟ้าหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ หัวใจเจ้ากรรมเต้นรัวระรัวจนแทบจะกระโดดออกมานอกอก เขาพยายามจะดันอกแกร่งออก แต่แรงปะทะนั้นกลับเบาหวิวราวกับขนนกเมื่อเทียบกับความตั้งใจจริงที่อยากจะขัดขืน
"คุณนี่มัน... เอาแต่ใจเป็นบ้าเลยนะครับ" เหนือฟ้าพึมพำเสียงเบา พวงแก้มเนียนขึ้นสีแดงระเรื่อโดยไม่รู้ตัว "ผมดูแลตัวเองได้น่า ไม่เห็นต้องไปจัดการอะไรเขาขนาดนั้นเลยนี่ครับ"
"ขนาดนั้นคือเท่าไหร่ล่ะครับ?" คีรินโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนปลายจมูกเกือบจะชนกัน ลมหายใจอุ่นร้อนรินรดอยู่บนพวงแก้ม "สำหรับผมแล้ว... การที่ใครสักคนกล้าอาจหาญมาแตะต้อง 'ของสำคัญ' มันสมควรได้รับบทเรียนที่จำไปจนวันตาย..."
ระยะห่างที่ลดลงเรื่อยๆ ทำให้สติของเหนือฟ้าเริ่มกระเจิดกระเจิง กลิ่นอายความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของที่แผ่ออกมาจากตัวประธานหนุ่มทำให้เขารู้สึกเหมือนกำลังจมดิ่งลงไปในมหาสมุทรที่ไร้ก้นบึ้ง ริมฝีปากหยักลึกของคีรินขยับเข้าใกล้เรียวปากของเขามากขึ้นทุกที... จนกระทั่งความเงียบงันถูกทำลายลงด้วยเสียงกริ่งเตือนภัยจากระบบรักษาความปลอดภัยหน้าห้อง
ติ๊ด! ติ๊ด! ติ๊ด!
เสียงสัญญาณเตือนดังขึ้นพร้อมกับไฟฉุกเฉินสีแดงที่กะพริบวาบในโถงทางเดิน คีรินชะงักกรามขบเข้าหากันแน่นด้วยความหงุดหงิดสุดขีดที่ถูกขัดจังหวะในวินาทีสำคัญ
เหนือฟ้าอาศัยจังหวะนี้ใช้มือดันอกอีกฝ่ายออกเบาๆ แม้หัวใจจะยังเต้นไม่เป็นส่ำ แต่สัญชาตญาณเตือนว่ามีบางอย่างผิดปกติกำลังเกิดขึ้น
"ดูเหมือนว่า... จะมีแขกไม่ได้รับเชิญมาเพิ่มอีกคนแล้วสินะครับ" เหนือฟ้ากระซิบเสียงพร่า พร้อมกับที่หน้าจอแท็บเล็ตควบคุมระบบความปลอดภัยบนผนังปรากฏภาพบุคคลปริศนาที่กำลังก้าวออกจากลิฟต์ส่วนตัวตรงดิ่งมายังห้องนี้
ดวงตาของคีรินหรี่ลงอย่างอันตราย เมื่อเห็นใบหน้าผ่านกล้องวงจรปิดชัดเจน
"ปล่อยให้เข้ามา..." คีรินแค่นยิ้มเย็นเยียบที่มุมปาก "ในเมื่ออยากหาเรื่องใส่ตัวนัก ผมก็จะจัดให้"
(โปรดติดตามตอนต่อไป...)
*ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาเติมพลังใจให้กันเสมอนะครับ*
พันธนาการร้ายล้อมรักนายมาเฟีย•ตอนที่ 20
ความเดือดดาลของท่านประธาน
ผลงานโดย สเปซโอเดสซีย์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สเปซโอเดสซีย์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พันธนาการร้ายล้อมรักนายมาเฟีย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!