เสียงถอนหายใจยาวเหยียดดังเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากของธันวา ในเสี้ยววินาทีที่ความเงียบงันเข้าปกคลุมพื้นที่ระหว่างพวกเขาทั้งสามคน สีหน้าเคร่งเครียดของวิศวกรหนุ่มไม่ได้ซ่อนความหงุดหงิดไว้เลยแม้แต่น้อย ดวงตาคมกริบที่เคยนิ่งสนิทดั่งผิวน้ำในบึงลึก กลับไหววับด้วยระลอกคลื่นแห่งความไม่พอใจ เมื่อเมฆหยิบยกเอาประเด็นความสัมพันธ์แบบ "คลุมเครือ" ขึ้นมาพูดตรงหน้าผู้หญิงที่เขาฟอร์มจัดใส่มาตลอดหลายเดือน
"เมฆ นายว่างมากนักหรือไง ถึงได้เอาเวลาไปยุ่งเรื่องของชาวบ้านเขาแบบนี้" ธันวาเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ แววตาคาดโทษส่งตรงไปให้เพื่อนสนิทที่ยืนกอดอกยิ้มมุมปากอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว
"เปล่าสักหน่อย ฉันแค่พูดตามหลักจิตวิทยาความสัมพันธ์ต่างหากล่ะธันวา นายกับรินดึงเชือกยื้อกันไปยื้อกันมาแบบนี้ ไม่กลัวว่าวันหนึ่งเชือกมันจะขาดสะบั้นจนต่อไม่ติดเลยหรือไง" เมฆไหวไหล่เบาๆ ก่อนจะปรายตามองรินที่ยืนกอดอก ใบหน้าเรียบตึงแต่ดวงตากลมโตกลับไหวระริกอย่างปิดไม่มิด
รินแค่นหัวเราะในลำคอเบาๆ ดวงตาคมกริบกวาดมองผู้ชายสองคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ตีรั้นขึ้นมาในอก ผู้ชายปากแข็งกับเพื่อนสนิทจอมวางแผน ช่างเป็นคอมโบที่น่าหงุดหงิดเสียจริง
"ขอบคุณสำหรับความหวังดีนะคะคุณเมฆ แต่เรื่องของฉันกับคุณธันวา... เราไม่ได้มีสถานะอะไรที่ต้องใช้คำว่า 'ขาดสะบั้น' เสียหน่อย เพราะตั้งแต่ต้นจนจบ เราก็แค่คนร่วมงานที่บังเอิญโคจรมาเจอกันด้วยผลประโยชน์ทางธุรกิจเท่านั้นเองค่ะ"
น้ำเสียงนิ่มนวลแต่บาดลึกของรินทำให้กรามของธันวาขบเข้าหากันแน่นขึ้นในทันที คำว่า "คนร่วมงาน" และ "ผลประโยชน์ทางธุรกิจ" จากปากเธอมันช่างบาดหูจนน่าโมโห ทั้งที่เมื่อคืนก่อน เธอยัง... ให้ตายเถอะ เขากำลังคิดอะไรอยู่เนี่ย!
ธันวาเม้มริมฝีปากเป็นเส้นตรง สมองที่เคยประมวลผลด้วยตรรกะทางวิศวกรรมและทฤษฎีจิตวิทยาอย่างแม่นยำ กลับรวนเรจนแทบหาจุดตั้งต้นไม่เจอ ทฤษฎีการเว้นระยะห่างเพื่อทบทวนตัวเองที่เขาอุตส่าห์อ่านตำรามาเป็นตั้ง กำลังใช้ไม่ได้ผลกับผู้หญิงดื้อรั้นคนนี้เลย ยิ่งถอยห่าง... เขากลับยิ่งรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะสูญเสียบางอย่างที่สำคัญที่สุดในชีวิตไปเสียด้วยซ้ำ
"ถ้าคิดว่าเป็นแค่คนร่วมงาน... แล้วทำไมเธอต้องทำหน้าเหมือนคนจะร้องไห้ตอนที่ฉันบอกให้เราถอยคนละก้าวล่ะริน" ธันวาตัดสินใจสวนกลับด้วยประโยคที่ไร้การป้องกันตัวใดๆ น้ำเสียงทุ้มห้วนมีความตัดพ้อเจืออยู่จางๆ ชนิดที่เจ้าตัวก็คงไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ
รินชะงักไปเล็กน้อย ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นอย่างตกใจกับความตรงไปตรงมาของคนปากแข็ง ก่อนที่เธอจะรีบปรับสีหน้าให้กลับมาเรียบเฉยดังเดิม รอยยิ้มหยันถูกยกขึ้นที่มุมปากเพื่อกลบเกลื่อนความไหววูบในอก
"ฉันเนี่ยนะจะร้องไห้? คุณเอาตาข้างไหนมองคะคุณธันวา ทฤษฎีจิตวิทยาข้อไหนสอนให้คุณเข้าข้างตัวเองเก่งขนาดนี้ หรือว่าสมองส่วนหน้าของคุณมันใช้งานหนักเกินไปจนวิเคราะห์อารมณ์ของมนุษย์เพี้ยนไปหมดแล้ว"
"ปากเก่ง..." ธันวาพึมพำลอดไรฟัน ก้าวเท้าเข้ามาประชิดตัวรินด้วยความเร็วที่เธอไม่ทันตั้งตัว จนรินต้องเผลอถอยหลังไปชนกับผนังห้องประชุมด้านหลังโดยอัตโนมัติ
ระยะห่างที่ถูกย่นย่อลงเหลือเพียงคืบเดียวทำให้กลิ่นกายสะอาดผสมกับกลิ่นน้ำหอมผู้ชายจางๆ ลอยเข้ามารุกรานประสาทสัมผัสของริน หัวใจเจ้ากรรมเริ่มเต้นรัวระส่ำราวกับมีกลองชุดมาตีอยู่ข้างใน ขณะที่เมฆที่ยืนมองเหตุการณ์อยู่เงียบๆ ยอมถอยฉากเดินเลี่ยงออกไปจากห้องอย่างรู้งาน พร้อมกับปิดประตูทิ้งให้คนทั้งสองเผชิญหน้ากับความรู้สึกที่ซ่อนไว้ภายใต้หน้ากาก
"ถอยไปเลยนะ คุณจะทำอะไร" รินเอ่ยเสียงสั่นเล็กน้อย พยายามดันแผงอกกว้างของเขาให้อציกห่าง แต่ธันวากลับไม่มีท่าทีจะขยับเขยื้อน เขาก้มลงมองเธอด้วยสายตาที่ลุ่มลึกและเต็มไปด้วยความโหยหาที่อัดอั้นมานานหลายวัน
"ถอยห่างตามที่คุณต้องการไง... ริน" ธันวาเอ่ยเสียงพร่า ดวงตาคมจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวย "ฉันลองทำตามทฤษฎีที่เธออยากให้เป็นแล้วนะ เราเว้นระยะห่าง เพื่อให้เธอได้ทบทวนตัวเอง เพื่อให้เราต่างคนต่างคิด... แต่รู้ไหมว่าผลลัพธ์มันคืออะไร"
รินเม้มริมฝีปากแน่น ไม่ยอมเอ่ยปากถาม แต่ดวงตากลมโตที่จ้องมองกลับมานั้นเต็มไปด้วยคำถามที่รอคอยคำตอบ
"ผลลัพธ์ก็คือ สมองฉันมันไม่ยอมคิดเรื่องงานเลยสักนิด มันเอาแต่คิดถึงตอนที่เธอเถียงฉัน ตอนที่เธอทำหน้าดื้อใส่ฉัน และตอนที่... เรายืนอยู่ใกล้กันแบบนี้" ธันวาโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนปลายจมูกเกือบจะชนกัน ลลมหายใจอุ่นร้อนที่รินรดรดอยู่บนผิวแก้มทำให้สติของเธอแทบกระเจิง "ความสัมพันธ์ที่ไร้ชื่อเรียกบ้าบออะไรนี่... ฉันชักจะทนมันไม่ไหวแล้วเหมือนกันนะริน"
คำสารภาพที่หลุดออกมาจากปากของวิศวกรหนุ่มผู้ขึ้นชื่อเรื่องความซึน ทำเอารินพูดไม่ออก ความโหยหาที่วิ่งพล่านอยู่ในใจของเธอตลอดหลายวันที่ผ่านมา สะท้อนอยู่ในแววตาของเขาเช่นเดียวกัน ความรู้สึกที่ถูกกดทับไว้ด้วยความกลัวและทิฐิ เริ่มสั่นคลอนจนแทบไม่เหลือชิ้นดี
มือเรียวที่พยายามผลักไสเขาค่อยๆ เปลี่ยนเป็นกำเสื้อเชิ้ตตรงอกของเขาแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว รินเงยหน้าขึ้นสบตาเขา หัวใจเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอก ความดื้อรั้นทั้งหมดที่มีถูกละลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความโหยหาที่พุ่งสูงขึ้นจนแตะขีดสุด
"ถ้าทนไม่ไหว... แล้วทำไมคุณถึงเป็นคนบอกให้เราถอยก่อนล่ะคะ" รินกระซิบถามเสียงแผ่วเบา ความน้อยใจเจืออยู่ในน้ำเสียงอย่างปิดไม่มิด
ธันวาหลับตาลงชั่วครู่ราวกับกำลังอดกลั้น ก่อนจะลืมตาขึ้นมามองเธอด้วยแววตาที่จริงจังที่สุดเท่าที่เธอเคยเห็นมา มือหนายกขึ้นประคองข้างแก้มเนียนนุ่มของเธออย่างทะนุถนอม นิ้วโป้งเกลี่ยเบาๆ ที่โหนกแก้มราวกับจะยืนยันว่าเธอมีตัวตนอยู่ตรงนี้จริงๆ ไม่ใช่ความฝัน
"เพราะฉันโง่ไง... ที่คิดว่าการใช้เหตุผลมันจะชนะความรู้สึกที่มีต่อเธอได้" ธันวาเอ่ยเสียงทุ้มต่ำชิดริมฝีปาก "และตอนนี้... ฉันไม่อยากเป็นแค่นักวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของเธออีกต่อไปแล้ว"
บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกหยุดเวลาไว้ ความเงียบงันเต็มไปด้วยแรงดึงดูดมหาศาลที่ดึงให้พวกเขาก้าวเข้าหาเส้นแบ่งสุดท้ายที่เคยขีดไว้ รินหลับตาลงช้าๆ หัวใจเต้นระรัวด้วยความคาดหวังและตื่นเต้น ปลายจมูกของเขาสัมผัสเข้ากับแก้มของเธอก่อนที่ริมฝีปากหยักจะเคลื่อนเข้ามาใกล้เรียวปากของเธอทีละนิด... ทีละนิด...
ปึง!
เสียงเปิดประตูห้องประชุมกระแทกผนังดังสนั่นหวั่นไหว พร้อมกับร่างของเมฆที่พุ่งพรวดเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนกจนแทบเสียอาการ โดยไม่สนใจบรรยากาศสีชมพูที่กำลังจะระเบิดตรงหน้าเลยสักนิด
"ธันวา! ริน! แย่แล้ว! โครงการใหญ่ที่เราประมูลไว้... มีคนตัดหน้าเอาข้อมูลไปปล่อยให้คู่แข่งแล้วตอนนี้!"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่อยู่เคียงข้างความซึนและปมหัวใจของคู่เรานะคะ แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ!
วิศวกรหัวใจ (ไม่) ให้ร้าย: เผลอใจให้คนซึน•ตอนที่ 17
ความสัมพันธ์ที่ไร้ชื่อเรียก
ผลงานโดย จิตวิทยาเพื่อทุกคน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (จิตวิทยาเพื่อทุกคน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวกรหัวใจ (ไม่) ให้ร้าย: เผลอใจให้คนซึน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!