กลิ่นอายจาง ๆ ของกาแฟเอสเพรสโซคั่วเข้มผสมผสานกับความเย็นเฉียบของเครื่องปรับอากาศในห้องประชุมใหญ่ ทำให้บรรยากาศรอบตัวยิ่งตึงเครียดจนแทบจะใช้มือจับต้องได้ ประโยคทิ้งท้ายจากค่ำคืนก่อนยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของธันวา *“เรื่องของเรา... ยังไม่จบแค่นี้แน่, ริน”* มันไม่ใช่คำขู่ แต่มันคือประกาศิตที่ทำให้วิศวกรผู้มั่นใจในทฤษฎีจิตวิทยาอย่างเขาต้องนั่งไม่ติดเก้าอี้มาตั้งแต่เช้า
รินก้าวเข้ามาในห้องทำงานส่วนตัวของเขาโดยไม่แม้แต่จะเคาะประตู ร่างเพรียวบางในชุดสูทเข้ารูปสีเทาเข้มสะท้อนความเฉียบคม ทว่าแววตาคู่สวยที่มองตรงมากลับเต็มไปด้วยความท้าทายที่อ่านไม่ออก เธอยกแฟ้มเอกสารในมือขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะวางมันลงบนโต๊ะทำงานกระจกใสเสียงดัง *ปึก* จนเอกสารด้านในกระเพื่อม
"คุณกำลังหลบหน้าฉัน ธันวา"
น้ำเสียงนั่นเรียաբนิ่ง แต่นัยน์ตากลับพราวระยับด้วยประกายความสนุกสนานแบบผู้ชนะ ธันวาที่กำลังก้มหน้ามองจอแท็บเล็ตเงยหน้าขึ้นช้า ๆ ใบหน้าหล่อเหลาเรียบตึงจนแทบจะกลายเป็นหิน เขาปรับสีหน้าให้เป็นปกติที่สุด กลบเกลื่อนความร้อนผ่าวที่แล่นริ้วขึ้นมาบริเวณต้นคออย่างแนบเนียน
"ผมไม่ได้หลบ แค่มีงานล้นมือจนไม่มีเวลามาเล่นเกมจิตวิทยาไร้สาระกับคุณ" ธันวาตอบเสียงทุ้มต่ำ ปากหนาเม้มเข้าหากันเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเยعหยัน "อีกอย่าง คนอย่างผมไม่จำเป็นต้องหลบหน้าใคร โดยเฉพาะกับคนที่แยกแยะเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวไม่ออก"
รินหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันและรู้ทัน เธอก้าวเข้าไปประชิดโต๊ะทำงานมากขึ้น ใช้มือเรียวบางยันพื้นโต๊ะไว้โน้มตัวลงไปหาเขาเล็กน้อย ระยะห่างที่ลดลงทำให้กลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ แนวฟลอรัลปนความเซ็กซี่ลอยเข้าแตะจมูกของธันวา จนวิศวกรหนุ่มถึงกับต้องกลั้นหายใจโดยอัตโนมัติ
ตามหลักจิตวิทยาความสัมพันธ์ ระยะห่างทางกายภาพที่ลดลงต่ำกว่าหนึ่งฟوتคือพื้นที่ส่วนตัวที่อนุญาตให้เฉพาะคนพิเศษเข้าใกล้ แต่สิ่งที่รินกำลังทำในตอนนี้ไม่ใช่การแสดงความสนิทสนม มันคือการคุกคามทางจิตวิทยาที่แม่นยำเสียยิ่งกว่าอาวุธใด ๆ
"ปากแข็งจังนะคะ" รินกระซิบเสียงแผ่วเบา ทว่าทุกพยางค์กลับชัดเจนในความรู้สึก "บอกว่าไม่ได้หลบ แต่เมื่อคืนนี้ใครกันนะที่รีบเดินหนีออกจากร้านกาแฟแทบไม่ทันตอนที่เมฆแซวเรื่องที่เรา... ไปติดอยู่ลิฟต์ด้วยกันสองต่อสอง"
ธันวาขยับตัวถอยหลังเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว แผ่นหลังชนเข้ากับพนักเก้าอี้หนังอย่างจัง เขารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังถูกต้อนให้จนมุมในเขาวงกตที่เธอเป็นคนสร้างขึ้นมา ปากบอกว่าไม่แคร์ แต่หัวใจกลับเต้นรัวรากับกลองเพล ทฤษฎีจิตวิทยาที่เคยท่องจำมานับร้อยหน้าถูกปัดตกไปในพริบตา เมื่อเผชิญหน้ากับสายตาที่รู้ทันทุกความคิดของเธอ
"คุณคิดไปเอง ริน" ธันวาพยายามเค้นเสียงให้ราบเรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้ว่าเหงื่อเม็ดเล็ก ๆ จะเริ่มซึมบริเวณขมับ "ผมไม่ได้สนใจเรื่องไร้สาระแบบนั้น และผมก็ไม่มีเหตุผลอะไรต้องหึง... เอ้ย ต้องหลบหน้าคุณ"
*1... 2... 3... พลาดแล้ว*
ดวงตากลมโตของรินเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างปิดไม่มิด เธอยืดตัวตรงขึ้น กอดอกมองเขาด้วยสายตาที่บอกว่า *'ฉันจับไต๋คุณได้แล้ว'*
ธันวาอยากจะตบปากตัวเองนัก เผลอหลุดคำว่า 'หึง' ออกมาเองแท้ ๆ ทั้งที่ยังไม่ทันที่เธอจะพูดคำนั้นด้วยซ้ำ นี่แหละคือจุดอ่อนของคนปากแข็ง ยิ่งพยายามปฏิเสธ ยิ่งแสดงอาการพิรุธชัดเจนยิ่งกว่าไฟนีออนกลางวันแสก ๆ
"อุ๊ย..." รินลากเสียงยาวด้วยความหมั่นไส้ แก้มเนียนใสขึ้นสีระเรื่อด้วยความขบขัน "ฉันยังไม่ได้พูดคำนั้นเลยนะคะ คุณธันวา แต่คุณกลับหลุดปากพูดออกมาเอง... น่าสนใจจังเลยน้า คนที่บอกว่าไม่สนใจและไม่มีเหตุผลต้องหึง ทำไมถึงร้อนตัวเร็วกว่าไฟลามทุ่งแบบนี้ล่ะคะ?"
ธันวากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก สมองประมวลผลอย่างรวดเร็วเพื่อหาทางแก้สถานการณ์เฉพาะหน้า แต่ความใกล้ชิดและแววตารู้ทันคู่นั้นกลับทำให้สมาธิของเขาพังทลายไม่เป็นท่า
"ผมไม่ได้ร้อนตัว ผมแค่พูดดักคอไว้ก่อน เพราะรู้ว่าคุณชอบคิดไปเอง" เขายังคงดึงดันเถียงต่อ แม้จะรู้ว่าน้ำหนักความน่าเชื่อถือของตัวเองเหลือน้อยเต็มที
"งั้นเหรอคะ?" รินก้าวเข้ามาประชิดตัวเขาอีกครั้ง คราวนี้เธอไม่ได้หยุดแค่ขอบโต๊ะ แต่เดินอ้อมมาด้านข้างเก้าอี้ทำงานของเขา มือเรียวบางเอื้อมไปแตะที่พนักเก้าอี้ กักตัวเขาไว้ระหว่างโต๊ะกับวงแขนของเธอ กลิ่นหอมกรุ่นยิ่งชัดเจนจนธันวารู้สึกเหมือนขาดอากาศหายใจ หัวใจเจ้ากรรมเต้นแรงจนกลัวว่าเธอจะได้ยินมัน
"ถ้าคุณไม่ได้หึง... แล้วทำไมตอนนี้หัวใจของคุณถึงเต้นแรงจนฉันได้ยินเสียงมันล่ะคะ, คุณวิศวกร?"
รินกระซิบข้างใบหูของเขา น้ำเสียงหวานหยดแต่เชือดเฉือนความมั่น
ในเสี้ยววินาทีนั้น ธันวารู้สึกเหมือนพ่ายแพ้อย่างราบคาบต่อหน้าผู้หญิงปากเก่งคนนี้ เขารู้ตัวดีว่าหากยังเถียงต่อ มีหวังคงโดนเธอต้อนจนมุมจนแทบไม่เหลือพื้นที่ยืน
ธันวาตัดสินใจเลิกหลบเลี่ยง ดวงคมกาลหันกลับมาสบตาเธอนิ่ง ๆ แววตาที่เคยเย็นชาเปลี่ยนเป็นความลึกซึ้งและดุดันขึ้นจนรินชะงักไปชั่วขณะ มือหนาที่เคยกำแน่นวางลงบนพนักเก้าอี้อีกด้าน ปิดกั้นทางหนีทีไล่ของเธอคืนบ้าง
"ยอมรับก็ได้ว่าหึง..." ธันวาเอ่ยเสียงกระซิบต่ำพร่า ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดข้างแก้มเนียนจนรินต้องสะดุ้ง "แล้วคุณล่ะ... จะยอมรับเหมือนกันไหม ว่าที่คุณตามตื๊อและมากวนประสาทผมอยู่ทุกวันนี้ เพราะคุณก็หวั่นไหวกับผมเหมือนกัน?"
รินเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกใจ ไม่คิดว่าคนปากแข็งอย่างเขาจะพลิเกมกลับมาโจมตีเธอด้วยประโยคนี้ได้อย่างรวดเร็วและทรงพลังขนาดนี้ ใบหน้าสวยหวานขึ้นสีแดงจัดอย่างเห็นได้ชัด ความมั่นใจที่เคยมีหายวับไปกับตา เหลือเพียงความเขินอายที่พยายามกลบเกลื่อนด้วยการเม้มปากแน่น
บรรยากาศในห้องทำงานเงียบงันลงทันที มีเพียงเสียงลมหายใจของคนทั้งคู่ที่ประสานกันอย่างใกล้ชิดเกินความจำเป็น ระยะห่างระหว่างริมฝีปากเหลือเพียงแค่คืบเดียว สายตาสองคู่ประสานกันโดยไม่มีใครยอมหลบให้อีกฝ่าย
ทว่า... ในจังหวะที่หัวใจของทั้งสองกำลังเต้นเป็นจังหวะเดียวกัน และธันวากกำลังจะโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้เพื่อทวงคำตอบให้ชัดเจน เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสามครั้งติด ๆ กันอย่างไม่มีมารยาท
*ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!*
"ไอ้ธันวา! เอกสารโครงการหน้างานอนุมัติยังวะ กูรอนานจนรากจะงอกแล้วนะเว้ย!"
เสียงตะโกนโעกโฮกของเมฆดังทะลุประตูเข้ามา พร้อมกับลูกบิดประตูกหมุนเปิดออกโดยไม่รอให้เจ้าของห้องอนุญาตแม้แต่น้อย
ขอบคุณที่ติดตามอ่านนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
วิศวกรหัวใจ (ไม่) ให้ร้าย: เผลอใจให้คนซึน•ตอนที่ 14
ยอมรับเถอะว่าคุณหึง
ผลงานโดย จิตวิทยาเพื่อทุกคน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (จิตวิทยาเพื่อทุกคน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวกรหัวใจ (ไม่) ให้ร้าย: เผลอใจให้คนซึน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!