รอยยิ้มกวนโอ๊ยของเมฆที่ยืนพิงตัวอยู่กับข้างรถแท็กซี่สีส้มสะดุดตา ไม่ได้ทำให้รินรู้สึกโล่งใจขึ้นเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม บรรยากาศรอบตัวกลับยิ่งคุกกรุ่นและเต็มไปด้วยความอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก
"มาทำอะไรที่นี่คะ คุณเมฆ" รินเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไปด้วยความระแวง ดวงตาคู่สวยหรี่ลงเล็กน้อยอย่างจับผิด เมื่อกวาดสายตามองเลยไปยังเบาะหลังของแท็กซี่คันนั้นแล้วพบร่างสูงโปร่งของใครอีกคนนั่งกอดอกนิ่งสนิทอยู่ในความมืดสลัว
เมฆยักไหล่ช้าๆ เดินเข้ามาใกล้พร้อมกับทำท่าทางเปรยตาไปทางเพื่อนสนิทตัวดีที่ยืนหน้าเครียดเป็นหินอยู่ข้างๆ ริน "ก็แผนกู้ชีพหมาโบ้น่ะสครับ... เอ๊ย! ไม่ใช่ค่ะ พอดีฉันหมายถึงแผนกช่วยเหลือมนุษย์ปากแข็งแถวนี้ต่างหากล่ะคะ พอดีมีคนแถวนี้โทรมาสารภาพบาปกลางดึก บอกว่าถ้าคืนนี้ไม่ได้เคลียร์ปมในใจกับคุณริน คงต้องอกแตกตายคาคอนโดแน่ๆ"
"เมฆ! แกเงียบปากไปเลยดีกว่าถ้าไม่อยากให้ฉันควักกระเป๋าจ่ายค่าแท็กซี่แล้วไล่ให้เดินกลับเอง" เสียงทุ้มต่ำที่ลอดไรฟันออกมาด้วยความเคืองระอาของธันวาทำเอาเมฆหัวเราะร่วนในลำคอ แต่ก็ยอมถอยฉากออกไปยืนโบกมือลาอยู่ห่างๆ อย่างรู้จังหวะ
รินหันขวับกลับมามองหน้าวิศวกรหนุ่มที่ตอนนี้ยืนเม้มริมฝีปากแน่นสันกรามขบเข้าหากันจนนูนเด่น แววตาคมกริบที่เคยเต็มไปด้วยความมั่นใจและความเย็นชาในยามปกติ ตอนนี้กลับไหววับและสั่นระริกราวกับเด็กผู้ชายที่กำลังหวาดกลัวการถูกปฏิเสธ
"มีอะไรจะพูดก็พูดมาค่ะ ดึกมากแล้ว ฉันง่วง" รินกอดอกเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย พยายามสร้างเกราะกำบังหัวใจตัวเองที่เริ่มสั่นไหวกับบรรยากาศรอบตัว
ธันวากลืนก้อนความอึดอัดลงคอ ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึกราวกับกำลังรวบรวมความกล้าทั้งหมดในชีวิตเพื่อก้าวข้ามกำแพงทฤษฎีจิตวิทยาที่เขาใช้ขีดกั้นตัวเองจากโลกภายนอกมาตลอดหลายปี "ขึ้นรถก่อนเถอะค่ะ... ข้างนอกลมแรง เดี๋ยวคุณไม่สบาย"
"ไม่ต้องค่ะ พูดตรงนี้แหละ มีอะไรก็ว่ามา อย่าลีลา"
ความดื้อรั้นและน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยกำแพงของริน ทำให้ธันวาแค่นยิ้มออกมาด้วยความสมเพชตัวเอง ทฤษฎีความผูกพัน (Attachment Theory) ที่เขาเคยอ่านและใช้สอนคนอื่นนับร้อยนับพันครั้ง ในวินาทีนี้กลับใช้ไม่ได้ผลกับผู้หญิงตรงหน้าเลยสักนิด เมื่อเขาเองนี่แหละที่เป็นพวก Anxious-Preoccupied ตัวจริงเสียงจริง—คนที่หวาดกลัวการถูกทอดทิ้งจนไม่กล้าแม้แต่จะเปิดใจรักใครอย่างหมดหัวใจ
"คุณเคยสงสัยไหมคะ... ว่าทำไมฉันถึงกลายมาเป็นคนแบบนี้" ธันวาเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ น้ำเสียงของเขาไม่ได้ราบเรียบเย็นชาเหมือนทุกที แต่มันเจือไปด้วยความเปราะบางที่รินไม่เคยได้ยินมาก่อน
รินชะงักไปเล็กน้อย ดวงตากลมโตมองสำรวจใบหน้าคมคายที่ดูเหนื่อยล้าอย่างเห็นได้ชัดของชายหนุ่ม เธอไม่ได้ตอบอะไร เพียงแต่คลายอ้อมแขนที่กอดอกไว้ออกช้าๆ เป็นสัญญาณว่าเธียรกำลังตั้งใจฟัง
"ตอนเด็กๆ ฉันเคยเชื่อมั่นในความสัมพันธ์ครอบครัวมากที่สุดค่ะ..." ธันวาเริ่มเล่า สายตาทอดยาวออกไปในความมืดเบื้องหน้า ราวกับกำลังย้อนกลับไปในห้วงเวลาที่เจ็บปวดที่สุดในชีวิต "พ่อกับแม่เป็นนักจิตวิทยาและนักวิชาการที่เก่งกาจ ทั้งชีวิตของพวกท่านอุทิศให้กับทฤษฎี การเยียวยาผู้คน และความสมบูรณ์แบบ... ยกเว้นเรื่องของฉัน"
รินเม้มปากแน่น หัวใจที่เคยแข็งกระด้างเริ่มบีตัวเข้าหากันด้วยความรู้สึกแปลกประหลาด
"บ้านของเราไม่เคยมีเสียงทะเลาะเบาะแว้งค่ะ แต่มันเงียบเหงาทุกครั้งที่ฉันหันไปแล้วไม่เจอใคร ทุกคำพูดถูกคัดกรองด้วยเหตุผล ทุกความรู้สึกถูกประเมินด้วยผลลัพธ์ จนวันหนึ่ง... วันที่ท่านหย่ากันอย่างเงียบเชียบและต่างฝ่ายต่างเดินออกจากบ้านไปโดยไม่หันกลับมามอง ฉันถึงได้รู้ว่า 'ทฤษฎี' ที่พ่อแม่ใช้สอนคนทั้งโลก มันช่วยปกป้องความรู้สึกของลูกชายตัวเองไม่ได้เลยแม้แต่น้อย"
เสียงของธันวาขาดหายไปในลำคอช่วงท้าย ปลายนิ้วเรียวของวิศวกรหนุ่มกำเข้าหากันแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ความเปราะบางที่ถูกกักเก็บไว้ใต้หน้ากากความเย็นชามาหลายปี ค่อยๆ พังทลายลงต่อหน้าผู้หญิงที่เขาผลักไสมาตลอดแต่กลับเป็นคนเดียวที่เขากล้าถอดเกราะออกให้เห็น
"ตั้งแต่วันนั้น... ฉันเลยกล1าย เป็นคนกลัวการผูกพัน" ธันวาหันกลับมามองหน้าสบตาตรึงกับริน ดวงตาคู่คมเอ่อคลอไปด้วยประกายความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ลึกสุดขั้วหัวใจ "ฉันกลัวการเริ่มต้น เพราะฉันกลัวจุดจบ... ฉันกลัวการทำให้อีกคนต้องเจ็บปวดเหมือนที่ฉันเคยเจอ จนกระทั่งฉันได้มาเจอคุณ... ริน"
รินเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย ลมหายใจสะดุดกึกเมื่อปลายนิ้วอุ่นจัดของธันวาเอื้อมมาแตะที่หลังมือของเธอเบาๆ สัมผัสที่สั่นเทานั้นบอกเล่าความจริงทั้งหมดได้ดีกว่าคำพูดเป็นล้านคำ
"คุณดื้อ รั้น ปากคอเราะร้าย และไม่เคยยอมจำนนให้ฉันเลยสักครั้ง..." ธันวายกยิ้มมุมปากทั้งที่น้ำตาคลอเบ้า เป็นรอยยิ้มที่เจ็บปวดและงดงามที่สุดเท่าที่รินเคยเห็น "แต่นั่นแหละค่ะที่ทำให้ฉันรู้ว่า... ภายใต้เกราะป้องกันของคุณ มันมีหัวใจที่อบอุ่นและพร้อมจะเข้าใจคนเปราะบางอย่างฉันซ่อนอยู่... ฉันไม่อยากเป็นแค่คนคอยวิเคราะห์ทฤษฎีความรักให้อื่นอีกแล้วนะคะริน ฉันอยากใช้ความรู้สึกจริงๆ ที่มี... รักคุณ"
ความเงียบเข้าปกคลุมบริเวณนั้นชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมหายใจและเสียงหัวใจที่เต้นรัวโครมครามอยู่ในอกของคนทั้งคู่ รินรู้สึกราวกับมีก้อนสะอื้นจุกอยู่ที่ลำคอ ความโกรธเคือง ความหวาดระแวง และกำแพงทิฐิทั้งหมดที่เธอสร้างขึ้นเพื่อปกป้องตัวเอง พังทลายลงราบคาบต่อหน้าสารภาพบาปที่จริงใจที่สุดในชีวิตของวิศวกรปากแข็งคนนี้
รินสูดหายใจเข้าลึกเพื่อควบคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่นเครือ เธอกำลังจะอ้าปากเอ่ยคำตอบบางอย่างออกไป—
ทว่า...
"อุ๊ย ตายจริง! ฉันมาขัดจังหวะอะไรสำคัญหรือเปล่าคะเนี่ย?"
เสียงแหลมใสที่คุ้นเคยดังแทรกขึ้นท่ามกลางความเงียบ พร้อมกับร่างระหงของ 'มิน트' อดีตเพื่อนร่วมงานสาวสวยที่เคยพยายามตีสนิทกับธันวา เดินนصفกึ่งวิ่งเข้ามาใกล้ พร้อมกับรอยยิ้มหวานหยดย้อยที่เคลือบยาพิษเต็มขั้น ดวงตากวาดมองมือของธันวาที่ยังคงกุมมือของรินเอาไว้อย่างถือวิสาสะ
ธันวาขมวดคิ้วมุ่นทันที ใบหน้าหล่อเหลากลับมาเย็นชาขึ้นอีกครั้งอย่างรวดเร็วราวกับพลิฝ่ามือ ชายหนุ่มหันขวับไปมองผู้มาใหม่ด้วยแววตาตำหนิอย่างไม่ปิดบัง
"คุณมินท์ มาทำอะไรที่นี่?" ธันวาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงห้วนกระด้าง
มินท์หัวเราะคิกคัก ย่างสามขุมเข้ามาประชิดตัวธันวาโดยไม่สนใจสายตาคมกราบของรินเลยแม้แต่น้อย ปลายนิ้วเรียวยาวเอื้อมไปแตะที่แขนเสื้อของธันวาเบาๆ "พอดีมินท์ผ่านมาแถวนี้แล้วเห็นรถคุณธันวาจอดอยู่ เลยแวะมาทักทายค่ะ... ว่าแต่คุยอะไรกันอยู่เหรอคะ ดูท่าทางเคร่งเครียดกันจัง หรือว่า... กำลังคุยเรื่องโปรเจกต์ลับที่บริษัทอยู่เอ่ย?"
รินหรี่ตามองภาพตรงหน้า รอยยิ้มที่เพิ่งจะอ่อนโยนลงเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความเย็นชาทันที ความรู้สึกระแวงที่ถูกสะกิดขึ้นมาอีกครั้งทำให้เธอดึงมือออกจากจากการกุมของธันวาอย่างรวดเร็ว
ธันวาหน้าถอดสีทันที ชายหนุ่มรีบปัดมือของมินท์ออกอย่างไม่ไยดี พร้อมกับหันมามองรินด้วยแววตาร้อนรน "รินคะ, อย่าเข้าใจผิดนะ—"
"ไม่ต้องอธิบายหรอกค่ะคุณธันวา" รินตัดบทด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างน่ากลัว "ดูเหมือนว่า... ทฤษฎีความกลัวของคุณยังใช้ได้ผลดีอยู่จริงๆ สินะคะ เพราะดูท่าทางแล้ว คุณเองก็ยังเคลียร์โลกเก่าของตัวเองไม่เสร็จเรียบร้อยดีเสียด้วยซ้ำ!"
พูดจบ รินก็หมุนตัวกลับหลังหันแล้วก้าวยาวๆ มุ่งหน้าตรงไปยังทางเข้าคอนโดทันทีโดยไม่แม้แต่จะชายตามองเสียงเรียกด้วยความตื่นตระหนกของธันวาที่ดังไล่หลังมา
"ริน! เดี๋ยวสิคะริน ฟังฉันก่อน!"
ธันวาพยายามจะวิ่งตามร่างบางไป แต่มินท์กลับก้าวเข้ามาขวางทางไว้ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม "อุ๊ย คุณธันวาจะรีบไปไหนคะ มินท์มีเรื่องสำคัญจะปรึกษาพอดีเลย..."
ธันวาหันกลับมามองมินท์ด้วยแววตาดุดันราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ เสียงคำรามต่ำในลำคอของวิศวกรหนุ่มบ่งบอกชัดเจนว่าความอดทนของเขาได้ขาดผึ่งลงแล้ว และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง สายตาคมกราบของเขาก็จ้องเขม็งไปยังปลายทางเดินที่รินเพิ่งหายลับเข้าไป—โดยไม่รู้เลยว่า ประตูลิฟต์ที่รินกำลังก้าวเข้าไปนั้น กำลังจะปิดลงพร้อมกับความเข้าใจผิดที่อาจพังทลายทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาเพิ่งพยายามสร้างขึ้นมาด้วยหยาดน้ำตา
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางและเติบโตไปพร้อมกับความรักที่ต้องใช้หัวใจแลกมานะคะ!
วิศวกรหัวใจ (ไม่) ให้ร้าย: เผลอใจให้คนซึน•ตอนที่ 26
บทเรียนที่ต้องจ่ายด้วยน้ำตา
ผลงานโดย จิตวิทยาเพื่อทุกคน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (จิตวิทยาเพื่อทุกคน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวกรหัวใจ (ไม่) ให้ร้าย: เผลอใจให้คนซึน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!