สถาปนิกหนุ่มหน้าตายกับยัยผู้จัดอีเวนต์ปากแจ๋ว•ตอนที่ 7

ความลับใต้โต๊ะทำงาน

ผลงานโดย พีชชี่เบอร์รี่
"บอกให้วางสายไงวะ!" น้ำเสียงทุ้มต่ำที่ลอดผ่านช่องว่างระหว่างชั้นหนังสือสะท้อนก้องในความเงียบสงบของออฟฟิศยามวิกาล มันไม่ใช่แค่ความหงุดหงิดธรรมดา แต่เป็นแรงกระแทกจากความไม่สบอารมณ์ที่กรุ่นโกรธจนแทบจะทะลักออกมานอกลำคอ พิมพ์สะดุ้งสุดตัวจนแทบทำแฟ้มเอกสารในมือร่วงหล่นลงพื้น เธอหันขวับไปตามต้นเสียง ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกใจเมื่อพบว่าสถาปนิกหนุ่มหน้าตาย—คนที่ควรจะนั่งปั่นแบบแปลนอยู่ชั้นบน—ยืนจังก้าอยู่ตรงมุมทางเดินมืดสลัว แววตาคมกราบคู่นั้นจ้องเขม็งมาที่เธอราวกับเสือดาวที่กำลังหวงอาณาเขต เส้นเลือดที่ขมับของเขากำลังเต้นตุบๆ อย่างเห็นได้ชัด "คุณกรณ์! เดินมาเงียบๆ เป็นผีหรือไงคะเนี่ย แล้วตะโกนทำไมเนี่ย หูจะแตกอยู่แล้ว!" พิมพ์โวยวายสวนกลับทันควันตามสัญชาตญาณการป้องกันตัว ความตกใจเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความกรุ่นโกรธที่พุ่งปรี๊ดขึ้นมาทันที ยัยผู้จัดอีเวนต์สาวขยับปากบ่นอุบอิบพร้อมกับส่งค้อนวงใหญ่ไปให้คนตัวสูงที่ยังคงยืนหน้าตึงเป็นตูดทอด กรณ์ไม่ตอบ เขาทำเพียงแค่ก้าวเท้าเข้ามาใกล้ด้วยฝีปากที่เม้มเป็นเส้นตรง สายตาคมกริบกวาดมองไปรอบตัวราวกับกำลังสำรวจพื้นที่เกิดเหตุ ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่หน้าจอโทรศัพท์ในมือของพิมพ์ที่ยังคงสว่างวาบคาคาอยู่ "คุยอะไรกันดึกดื่น... เสียงหัวเราะเมื่อกี้มันรื่นเริงไปหน่อยมั้งสำหรับการทำงาน" น้ำเสียงของเขาเจือความประชดประชันอย่างปิดไม่มิด กรณ์ปรายตามองโทรศัพท์ในมือเธออีกครั้งด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดที่ตีรันฟันแทะอยู่ในอก มันคือความหงุดหงิดไร้เหตุผลที่เขาไม่อยากยอมรับกับตัวเองด้วยซ้ำว่ามันเกิดจากอะไร "เรื่องของฉันไหมคะ เจตน์เขาโทรมาปรึกษาเรื่องคิวงานอีเวนต์วันพรุ่งนี้ต่างหากล่ะคะ หรือว่าคุณกรณ์อิจฉาที่ไม่มีใครโทรมาหาดึกๆ แบบนี้บ้างคะ ถึงได้ทำหน้าเป็นยักษ์กินเมืองใส่ฉันเนี่ย" พิมพ์เชิดหน้าขึ้นเถียงฉอดๆ ตามฟอร์มคนไม่ยอมคน มือเรียวรีบกดวางสายเจตน์ที่ยังคาอยู่ในสายทันที ก่อนจะสบัดหน้าหนีด้วยความหมั่นไส้ กรณ์แค่นหัวเราะในลำคอ "หึ อิจฉา? ฝันไปเถอะพิมพ์ตะวัน สมองอย่างผมไม่มีเวลามาไร้สาระกับเรื่องพวกนี้หรอก งานบนโต๊ะผมกองเป็นภูเขาเลากาโน่น ถ้าเคลียร์ไม่เสร็จพรุ่งนี้มีหวังได้โดนลูกค้าเฉ่งหัวกระบาลแน่" พูดจบสถาปนิกหนุ่มก็ปรายตามองเธอนิ่งๆ ก่อนจะหันหลังเดินดุ่มๆ กลับไปทางโต๊ะทำงานของตัวเองในโซนด้านใน ทิ้งให้พิมพ์ยืนกำมือแน่นด้วยความคับแค้นใจ "อีตาบ้าเอ๊ย! หน้าตาย ปากหมา แถมยังขี้เหวี่ยงอีกต่างหาก ชาตินี้จะมีใครทนคบเป็นแฟนได้บ้างเนี่ย!" เธอพึมพำไล่หลังเขาเบาๆ ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งที่โต๊ะทำงานของตัวเองบ้างเพื่อสะสางเอกสารที่เหลือให้จบๆ ไป จะได้รีบกลับห้องไปนอนซะที เวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าไหร่ไม่รู้ ความเงียบสงบกลับมาครอบคลุมทั่วทั้งชั้นอีกครั้ง มีเพียงเสียงแอร์ตัวเก่าที่ส่งเสียงฮัมเบาๆ กับเสียงคลิกเมาส์เป็นระยะ พิมพ์ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่เมื่อหน้าจอคอมพิวเตอร์แสดงผลสรุปงบประมาณก้อนสุดท้ายเสร็จสิ้น เธอยืดตัวบิดขี้เกียจซ้ายทีขวาทีจนกระดูกลั่นกรอบแกรบ ดวงตาคู่สวยกวาดมองไปรอบออฟฟิศที่มืดสลัวเพราะถูกปิดไฟไปเกือบหมดแล้ว ยกเว้นก็แต่โคมไฟสีส้มสลัวที่มุมโต๊ะทำงานของกรณ์... โต๊ะที่ตอนนี้เจ้าตัวไม่อยู่ เพราะคาดว่าน่าจะลงไปซื้อกาแฟที่ร้านสะดวกซื้อด้านล่างตึก ด้วยความอยากรู้อยากเห็นประกอบกับความซุ่มซ่ามประจำตัว พิมพ์ตัดสินใจลุกขึ้นเดินผ่านโต๊ะทำงานของเขาเพื่อจะไปหยิบแก้วน้ำของตัวเองที่วางอยู่ตรงเคาน์เตอร์แพนทรี แต่ระหว่างที่กำลังเดินผ่านพื้นที่รกเรื้อเต็มไปด้วยม้วนกระดาษไขและโมเดลจำลอง สายตาของเธอกลับสะดุดเข้ากับบางสิ่งบางอย่างที่ซ่อนอยู่ใต้กองกระดาษร่างแบบ มันคือสมุดสเกตช์ภาพเล่มหนาปกหนังสีน้ำตาลเข้มที่ถูกดันจนเกือบตกขอบโต๊ะ ด้านในมีกระดาษโน้ตโพสต์อิทสีเหลืองแปะอยู่พร้อมลายมือหวัดๆ ที่อ่านไม่ออก แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาของเธอจริงๆ คือมุมกระดาษที่โผล่ออกมา... มันเป็นรอยดินสอวาดเส้นที่ดูคุ้นตาอย่างประหลาด พิมพ์ลังเลอยู่ชั่วขณะ สมองส่วนหนึ่งร้องเตือนว่านี่คือความเป็นส่วนตัวของคนอื่น และการไปยุ่งกับของบนโต๊ะของกรณ์อาจทำให้เธอโดนเฉ่งจนหูชาในวันพรุ่งนี้ได้ แต่อีกใจหนึ่ง ความอยากรู้อยากเห็นที่มากกว่าความถูกต้องก็ร้องเรียกให้เธอยื่นมือออกไป นิ้วเรียวบางเอื้อมไปหยิบสมุดเล่มนั้นขึ้นมาอย่างเบามือที่สุด ราวกับกลัวว่าเจ้าของจะโผล่พรวดพราดออกมาจากมุมมืด ทันทีที่เปิดหน้าแรกออก กลิ่นอายของกระดาษเก่าๆ และหมึกดินสอก็จางลอยแตะจมูก มันไม่ใช่แบบแปลนอาคารคอนกรีตเย็นชาหรือตึกระฟ้าทรงเรขาคณิตที่เธอคุ้นเคยจากผลงานของกรณ์ หน้ากระดาษแผ่นแล้วแผ่นเล่าเต็มไปด้วยภาพสเกตช์ด้วยดินสอ 2B ที่ลงน้ำหนักแสงเงาอย่างประณีตบรรจง ภาพแรกเป็นภาพมุมหนึ่งของร้านกาแฟเล็กๆ ริมคลอง บรรยากาศดูอบอุ่นและมีชีวิตชีวาด้วยผู้คนที่กำลังนั่งพูดคุยกันอย่างมีความสุข ถัดมาคือภาพสเกตช์รอยยิ้มของเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่กำลังวิ่งเล่นอยู่บนสนามหญ้า และ... หัวใจของพิมพ์กระตุกวูบเมื่อพลิกเปิดมาเจอหน้าถัดไป มันคือภาพสเกตช์รูปใบหน้าของหญิงสาวคนหนึ่งในมุมเสี้ยวโปรไฟล์ เส้นสายที่ใช้วาดมีความนุ่มนวลและอ่อนโยนอย่างเหลือเชื่อ แววตาในภาพถ่ายทอดความรู้สึกเอ็นดูและทะนุถนอมออกมาได้อย่างชัดเจนจนน่าตกใจ เส้นผมหยักศกเล็กน้อยคลอเคลียข้างแก้ม และริมฝีปากที่กำลังเม้มเข้าหากันอย่างขัดใจ... ใบหน้านั้น... มันคือตัวเธอเองไม่ใช่หรือไง! พิมพ์อ้าปากค้าง สมองขาวโพลนไปหมด ภาพสเกตช์นี้ถูกวาดขึ้นเมื่อไหร่? และทำไม... ทำไมคนที่ขึ้นชื่อว่าเย็นชาและไร้หัวใจอย่างกรณ์ ถึงได้มีมุมมองต่อเธอผ่านปลายดินสอที่อ่อนโยนขนาดนี้ได้ล่ะ? ความรู้สึกอุ่นวาบแปลกประหลาดแผ่ซ่านขึ้นมาจากกลางอก ลามเลียไปทั่วพวงแก้มจนมันร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ "แอบดูของคนอื่น... มันเสียมารยาทนะพิมพ์ตะวัน" เสียงทุ้มต่ำที่ดังขึ้นจากด้านหลังทำเอาสมุดในมือพิมพ์เกือบหลุดร่วงลงพื้น เธอสะดุ้งสุดตัว รีบหันขวับกลับไปมองด้วยใบหน้าที่แดงก่ำราวกับลูกมะเขือเทศสุก กรณ์ยืนพิงขอบประตูห้องเก็บของ มือข้างหนึ่งถือกระป๋องกาแฟเย็นที่เพิ่งซื้อมา ดวงตาสองชั้นหลบมุมคมกราบมองตรงมาที่เธอด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้กวนประสาทเหมือนทุกที แต่มันเต็มไปด้วยความรู้ทันและความระintense จนพิมพ์แทบหายใจไม่ทั่วท้อง "ฉัน... ฉันไม่ได้ตั้งใจนะ!" พิมพ์ละล่ำละลักแก้ตัว เสียงสั่นพร่าอย่างควบคุมไม่ได้ "ก็... ก็มันวางเกะกะนี่นา ใครใช้ให้คุณเอามาวางไว้ตรงนี้เล่า!" กรณ์ก้าวเท้าเดินเข้ามาใกล้ทีละก้าว ช้าๆ ทว่ามั่นคง จนกระทั่งหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเธอ ระยะห่างระหว่างกันลดลงจนได้กลิ่นจางๆ ของคาเฟอีนและกลิ่นน้ำหอมสะอาดๆ จากตัวเขา พิมพ์ต้องแหงนหน้าขึ้นมองเพราะส่วนสูงที่ต่างกันมาก และนั่นทำให้เธอเห็นประกายบางอย่างในดวงตาคู่นั้นที่ชัดเจนยิ่งกว่าครั้งไหนๆ "เกะกะเหรอ?" กรณ์ทวนคำเสียงพร่า เขาโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนหน้าผากเกือบจะชิดกัน "หรือว่า... แอบเห็นอะไรที่ไม่อยากให้เห็นเข้าแล้วล่ะ หืม?" "ป... เปล่าซะหน่อย! ใครอยากจะไปดูรูปวาดฝีมือห่วยๆ ของคุณกันล่ะ หลบไปเลยนะ ฉันจะกลับโต๊ะแล้ว!" พิมพ์โวยวายกลบเกลื่อนความเขินอาย มือเล็กพยายามผลักแผงอกกว้างของเขาให้ออกห่าง แต่กรณ์กลับไม่ขยับเขยื้อนเลยแม้แต่น้อย เขากลับใช้มืออีกข้างคว้าข้อมือของเธอเบาๆ ไม่ให้หนีไปไหน บรรยากาศรอบตัวเงียบงันลงทันที เสียงหัวใจของพิมพ์เต้นโครมครามดังแข่งกับเสียงแอร์ จนเธอแอบภาวนาขอให้เขาไม่ได้ยินมัน กรณ์ก้มลงมองสมุดสเกตช์ในมือเธอที่ยังเปิดคาอยู่ที่หน้ารูปวาดใบหน้าของเธอเอง เขากลืนน้ำลายลงคออึกหนึ่ง ก่อนจะกระซิบเบาๆ ด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่าและสั่นไหวเล็กน้อยจนแทบไม่ได้ยิน "ความจริง... มันไม่ได้มีแค่รูปนั้นรูปเดียวนะ" พิมพ์ชะงัก เงยหน้าขึ้นสบตาเขาด้วยความงุนงง "หมายความว่า... อ๊ะ!" ยังไม่ทันที่พิมพ์จะได้ประมวลผลคำพูดนั้น กรณ์ก็เอื้อมมือมาหยิบสมุดสเกตช์ออกจากมือเธอ พลิกมันย้อนกลับไปหน้าแรกสุด หน้ากระดาษที่ถูกเย็บติดไว้ด้วยเทปใสอย่างแน่นหนา... หน้ากระดาษที่เต็มไปด้วยภาพสเกตช์ของเธอตั้งแต่วันแรกที่ก้าวเท้าเข้ามาทำงานในออฟฟิศนี้ วันที่เธอเดินสะดุดพรมล้มหัวคะมำ วันที่เธอถือแฟ้มเอกสารวิ่งหน้าตั้งด้วยความหัวเสีย และวันที่เธอยืนเถียงเขาคอเป็นเอ็น ทุกๆ ช่วงเวลา ทุกๆ อารมณ์ความรู้สึก ถูกบันทึกไว้ด้วยลายเส้นที่เต็มไปด้วยความใส่ใจและ... ความรู้สึกบางอย่างที่ซ่อนอยู่ลึกซึ้งเกินกว่าที่ปากแข็งๆ ของเขาจะยอมเอ่ยออกมา ดวงตากลมโตของพิมพ์เบิกกว้างขึ้นทีละน้อย ความอบอุ่นสายหนึ่งไหล뢰งมาท่วมท้นหัวใจจนขอบตาร้อนผ่าวอย่างไม่มีสาเหตุ ความโกรธเคืองและความกวนประสาทที่เคยมีมลายหายวับไปกับตา เหลือเพียงความเงียบงันที่เต็มไปด้วยความหมายระหว่างคนทั้งคู่ กรณ์มองลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ แววตาคมกราบคู่นั้นไม่มีความเย่อหยิ่งหรือความกวนประสาทหลงเหลืออยู่เลย มีเพียงความจริงจังและความสั่นไหวที่พยายามเก็บซ่อนไว้มานาน "ถ้ายังไม่อยากกลับ... อยู่คุยเป็นเพื่อนผมก่อนสิ พิมพ์" (ติดตามต่อตอนที่ 8 พรุ่งนี้ค่ะ) — พีชชี่เบอร์รี่
สารจากนักเขียน (พีชชี่เบอร์รี่)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกหนุ่มหน้าตายกับยัยผู้จัดอีเวนต์ปากแจ๋ว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%