"พูดใหม่อีกรอบสิคะคุณกรณ์... เมื่อกี้หูฉันคงฝาดไปหน่อย ที่ได้ยินสถาปนิกแถวนี้บอกว่า อีเวนต์เปิดตัวแกลเลอรีงานศิลป์ระดับชาติ จะใช้คอนเซปต์ 'โกดังร้างดิบเถื่อน' แบบไม่มีแอร์แล้วปล่อยให้แขกวีไอพีเหงื่อตกไหลเยิ้มเป็นหมาตกน้ำน่ะค่ะ"
เสียงกระแทกแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะไม้โอ๊กตัวยาวในห้องประชุมใหญ่ ดังสนั่นจนเจตน์ที่กำลังนั่งจิบชาเขียวเย็นๆ ถึงกับสำลีสำลักไอแคบๆ ออกมาอย่างน่าสงสาร พิมพ์ตะวันยืนค้ำโต๊ะด้วยสองมือ ดวงตากลมโตภายใต้กรอบแว่นแฟชั่นจ้องเขม็งไปยังชายหนุ่มฝั่งตรงข้าม ใบหน้าสวยเฉี่ยวบึ้งตึงจนแทบจะเป็นเลขแปดไทยอยู่รอมร่อ
ร่างสูงโปรดปรานในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนขึ้นถึงข้อศอกเผยให้เห็นท่อนแขนแข็งแรงที่มีเส้นเลือดปูดโปนเล็กน้อยตามประสาคนทำงานหนัก ยังคงนั่งไขว่ห้างนิ่งสนิท กรณ์ไม่ได้สะดุ้งสะเทือนกับแรงลมแห่งความโกรธของเธอแม้แต่น้อย เขายกแก้วกาแฟดำอุ่นๆ ขึ้นจิบช้าๆ ราวกับเธอกำลังท่องบทกลอนเพราะๆ ให้ฟัง ไม่ใช่กำลังปะทะคารมเพื่อแย่งชิงทิศทางโปรเจกต์หลักร้อยล้าน
"ผมไม่ได้บอกว่าไม่มีแอร์ครับพิมพ์..." เสียงทุ้มต่ำราบเรียบติดจะน่าหมั่นไส้เอ่ยขึ้น พร้อมกับดวงตาสีเข้มที่ช้อนขึ้นมองเธออย่างใจเย็น "ผมใช้คำว่า 'ระบบปรับอากาศแบบเปิดโล่งสไตล์อินดัสเทรียลที่ผสมผสานอุณหภูมิธรรมชาติ' ต่างหากล่ะครับ หูคุณอาจจะมีปัญหาเรื่องการประมวลผลภาษาอังกฤษหรือเปล่า ถึงได้แปลคำว่า Modern Loft ออกมาเป็นหมาตกน้ำได้"
"นี่คุณ!" พิมพ์ตะวันสูดหายใจเข้าปอดลึกๆ เพื่อไม่ให้เผลอหยิบแฟ้มโปรเจกต์ฟาดหัวสถาปนิกหน้าตายคนนี้คาโต๊ะประชุม "นี่มันงานเปิดตัวบิ๊กโปรเจกต์นะคะคุณกรณ์! ไม่ใช่ค่ายลูกเสือที่จะมาผิงไฟไล่ความหนาวเย็น! แขกที่จะมาในงานคือเซเลบ ไฮโซ บรรณาธิการนิตยสารแฟชั่น และนักลงทุนกระเป๋าหนัก ถ้าพวกเขาเดินเข้ามาแล้วเจอผนังปูนเปลือยดิบๆ ไร้ซึ่งความหรูหรา แถมยังต้องมานั่งพัดวีกันเหงื่อกาฬแตก พรุ่งนี้เช้าชื่อบริษัทอีเวนต์ของฉันกับบริษัทสถาปนิกของคุณคงได้ขึ้นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์หัวสีในฐานะคู่หูมหันตภัยแห่งปีแน่ๆ ค่ะ!"
เจตน์รีบวางแก้วชาเขียวลงแล้วยกมือขึ้นห้ามทัพ พร้อมส่งยิ้มแห้งๆ ไปให้ทั้งสองฝ่าย "ใจเย็นๆ ครับคุณพิมพ์ ใจเย็นๆ นะครับคุณกรณ์ เรามาประชุมนัดแรกกันด้วยความสงบและสันติเถอะนะ คือ... ทางคุณกรณ์เองก็มีเหตุผลในแง่ของสถาปัตยกรรมใช่ไหมครับ ลองอธิบายให้พวกเราฟังแบบเข้าใจง่ายๆ หน่อยดีกว่า เผื่อเราจะหาจุดร่วมกันได้"
มีน ดีไซเนอร์สาวสวยทีมเดียวกับกรณ์ ขยับตัวเล็กน้อย เธอส่งยิ้มหวานหยดให้เจตน์ก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล "พี่กรณ์เขาแค่อยากรักษาจิตวิญญาณดั้งเดิมของอาคารเก่าแก่ร้อยปีหลังนี้เอาไว้น่ะค่ะคุณเจตน์ การที่เราไปเจาะผนังติดแอร์คอมเพรสเซอร์ระเกะระกะ มันจะทำลายลายเส้นสถาปัตยกรรมโบราณที่พี่กรณ์เขาใช้เวลาศึกษามาเป็นปีๆ นะคะ พิมพ์เองก็น่าจะเห็นใจทางฝั่งงานออกแบบบ้าง"
พิมพ์ตะวันหันขวับไปมองมีนทันที แววตาคมกริบฉายประกายความหมั่นไส้ระคนสงสัยที่มักจะเกิดขึ้นทุกครั้งที่แม่นี่ทำตัวสนิทสนมกับกรณ์เกินหน้าเกินตา "ฉันเข้าใจเรื่องความงดงามทางสถาปัตยกรรมค่ะคุณมีน แต่หน้าที่ของอีเวนต์คือการทำให้แขกมีความสุขและประทับใจ ไม่ใช่การพาแขกมาทัวร์นรกภูมิในตึกเก่าอายุนับร้อยปี ถ้างานนี้พังเพราะความอินจัดของคุณกรณ์ คนที่จะโดนเฉหัวก่อนเพื่อนก็คือทีมออร์แกไนเซอร์อย่างฉันนี่แหละค่ะ!"
"กลัวพังเหรอครับ?" กรณ์วางแก้วกาแฟลง เสียงกระทบกับจานรองดังเบาๆ แต่กลับทรงพลังพอดึงดูดทุกสายตาให้กลับมาที่เขา ร่างสูงโน้มตัวไปข้างหน้าน้อย Lบับคนเหนือกว่า ดวงตาคมปลาบมองสบตาเธอตรงๆ "ถ้าคุณกลัวงานพังจริงๆ ทำไมถึงไม่ลองเปิดใจศึกษา 'วิสัยทัศน์' ของคนอื่นดูบ้างล่ะครับ หรือว่าสมองของคุณถูกล็อกไว้ด้วยกรอบอีเวนต์เดิมๆ จนคิดอะไรนอกเหนือจากพรมแดงกับดอกไม้ปลอมไม่ได้แล้ว?"
คำพูดนิ่งๆ แต่เชือดเฉือนแบบไม่ไว้หน้าทำเอาพิมพ์ตะวันเลือดขึ้นหน้าจนแก้มใสแดงก่ำ มือเรียว,กำแฟ้มในมือแน่นจนกระดาษยับยู่ยี่ เธอพ่นลมหายใจออกทางจมูกแรงๆ ก่อนจะแสะยิ้มหวานหยดที่เคลือบยาพิษสนิท
"อ๋อเหรอคะ? งั้นวิสัยทัศน์สุดล้ำของคุณกรณ์เนี่ย คงจะก้าวไกลจนมองไม่เห็นหัวคนร่วมงานเลยสินะคะ ถึงได้เอาแต่ใจตัวเองเป็นศูนย์กลางจักรวาลแบบนี้ ถ้าเก่งนักทำไมไม่จัดงานคนเดียวไปเลยล่ะคะ จะจ้างพวกเรามาทำไมให้เปลืองงบประมาณบริษัท!"
บรรยากาศในห้องประชุมอุณหภูมิลดฮวบลงทันที เจตน์กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เขารู้ดีว่าเพื่อนสนิทของตนเองเป็นคนปากเก่งและรักงานขนาดไหน แต่การมาปะทะกับผู้ชายสายเทคนิคที่นิ่งเงียบแต่กัดเจ็บอย่างกรณ์ ดูท่าทางจะเป็นงานหินที่สุดในรอบปีของพิมพ์ตะวันเสียแล้ว
กรณ์นิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ เขาสบตาเธอนิ่งนานราวกับกำลังพิจารณาอะไรบางอย่างภายใต้กรอบแว่นแฟชั่นอันนั้น ดวงตาคู่นั้นไม่มีความโกรธเกรี้ยวเจืออยู่เลย มีเพียงความว่างเปล่าที่ชวนให้หงุดหงิดใจยิ่งกว่าเดิมเสียอีก
"คุณพิมพ์ครับ..." เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นแผ่วเบา แต่กลับก้องกังวานในความเงียบ "ที่คุณโวยวายเสียงดังใส่ผมเมื่อกี้... เพราะกลัวงานเสีย หรือว่ากลัวว่าตัวเองจะ 'แพ้' ผมกันแน่ครับ?"
"ห๊ะ! อะไรนะคะ!" พิมพ์ตะวันอุทานเสียงหลง ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกใจระคนเหลือเชื่อ "ฉันเนี่ยนะจะกลัวแพ้คุณ ฝันไปเถอะค่ะสถาปนิกหน้าตาย! คนอย่างพิมพ์ตะวันไม่มีทางยอมจำนนให้ความคิดประหลาดๆ ของคุณเด็ดขาด!"
"ถ้าอย่างนั้น..." กรณ์ผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ขายาวก้าวเข้ามาใกล้โต๊ะฝั่งที่เธอยืนอยู่ช้าๆ จนพิมพ์ตะวันต้องเผลอถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยอัตโนมัติ ร่างสูงโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนได้กลิ่นหอมสะอาดอ่อนๆ จากตัวเขา ลมหายใจอุ่นๆ รินรดอยู่ใกล้เพียงแค่เอื้อม "เย็นนี้เราไปกินกาแฟแล้วคุยกันนอกรอบสองคน... ถ้าผมพูดจนคุณยอมจำนนด้วยเหตุผลไม่ได้ ผมจะยอมทำตามใจคุณทุกอย่างในโปรเจกต์นี้ แต่ถ้าคุณเถียงผมไม่ชนะ คุณต้องเลี้ยงมื้อค่ำผมหนึ่งเดือนเต็ม... ว่าไงครับ กล้ารับคำท้าไหม?"
พิมพ์ตะวันอ้าปากค้าง สมองประมวลผลไม่ทันกับจู่ๆ เขาก็รุกคืบเข้ามาประชิดตัวแบบนี้ หัวใจเจ้ากรรมดันเต้นรัวขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยจนเธอต้องยกมือขึ้นดันอกแกร่งของเขาไว้เบาๆ
ก่อนที่เธอจะทันได้อ้าปากปฏิเสธความบ้าบิ่นนี้ เสียงแจ้งเตือนข้อความจากโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะก็ดังขึ้น ขัดจังหวะสงครามประสาทตรงหน้าพอดี
*พิ้งکی (มีน): "พี่กรณ์คะ เดี๋ยวเอกสารส่วนแปลนตึกหนูวางไว้บนโต๊ะทำงานพี่นะ พี่จะกลับเลยไหมคะ เดี๋ยวหนูเดินไปส่งที่ลานจอดรถ..."*
พิมพ์ตะวันเหลือบไปเห็นข้อความนั้นแวบหนึ่งโดยบังเอิญ ความหงุดหงิดพุ่งปรี๊ดขึ้นมาแทนที่ความเขินอายเมื่อครู่ทันที เธอเงยหน้าขึ้นจ้องตากลุ่มเป้าหมายด้วยความหมั่นไส้คูณสอง
ในจังหวะที่อารมณ์กำลังพุ่งพล่านถึงขีดสุด พิมพ์ตะวันหยิบโทรศัพท์มือถือของตัวเองขึ้นมาอย่างรวดเร็ว นิ้วเรียวพิมพ์ข้อความโต้ตอบบางอย่างลงไปในแชตกลุ่มงานระหว่างเธอกับกรณ์ทันทีด้วยความรวดเร็วโดยไม่ทันได้ยั้งคิด เนื่องจากความโมโหที่สั่งสมมาตั้งแต่ต้นการประชุม ทำให้เธอพิมพ์ข้อความระบายความในใจยาวเหยียดใส่เขาแบบไม่กลัวเกรง แล้วกดส่งออกไปในทันที
*พิมพ์ตะวัน: "นี่คุณ! จะไปส่งยิ้มหวานให้ยัยมีนอะไรนักหนาคะ! หงุดหงิดโว้ย รำคาญคนเจ้าชู้เงียบแบบคุณที่สุด บอกไว้ก่อนเลยนะว่าเย็นนี้ฉันไม่ไปกินกาแฟกับคุณหรอก อยากไปไหนก็ไปเชิญตามสบายเลยค่ะนายกรณ์คนกวนประสาท!"*
*ระบบ: [คุณได้ทำการส่งข้อความแล้ว และไม่สามารถยกเลิกได้ทัน]*
ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นเท่าไข่ห่าน เมื่อหน้าจอโทรศัพท์แสดงสถานะว่าข้อความถูกส่งไปยังห้องแชตส่วนตัวของกรณ์ ไม่ใช่ห้องแชตกลุ่มงานอย่างที่เธอตั้งใจไว้ในตอนแรก!
พิมพ์ตะวันชะביกค้าง ใบหน้าสวยเฉี่ยวถอดสีลงในพริบตา เธอค่อยๆ เงยหน้าขึ้นช้าๆ สบเข้ากับดวงตาสีเข้มของกรณ์ที่กำลังก้มลงมองหน้าจอโทรศัพท์ของตัวเองเช่นเดียวกัน รอยยิ้มมุมปากที่แฝงความเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลานั้นอย่างชัดเจน...
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่แวะมาปูเสื่อรอฟังเสียงหัวใจและสงครามประสาทของยัยตัวแสบกับสถาปนิกหน้าตายนะคะ แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ!
สถาปนิกหนุ่มหน้าตายกับยัยผู้จัดอีเวนต์ปากแจ๋ว•ตอนที่ 2
กาแฟแก้วแรกกับสงครามประสาท
ผลงานโดย พีชชี่เบอร์รี่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พีชชี่เบอร์รี่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกหนุ่มหน้าตายกับยัยผู้จัดอีเวนต์ปากแจ๋ว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!