ภัณฑารักษ์ไร้เงากับภาพวาดที่กรีดร้อง•ตอนที่ 26

อดีตที่ย้อนกลับมาหา

ผลงานโดย กระจกเงาต้องสาป
กลิ่นอายของสีน้ำมันและสนิมเหล็กเจือจางในอากาศ ยามที่ปลายนิ้วเรียวภายใต้ถุงมือหนังสีดำกดล็อกกลอนประตูห้องจัดแสดงนิทรรศการพิเศษ ปิดกั้นเสียงความวุ่นวายจากภายนอกให้เหลือเพียงเสียงหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะหนักหน่วงในความเงียบงัน รินรดายืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าภาพวาดชิ้นใหญ่ที่สุดในห้อง—ผืนผ้าใบที่สะท้อนภาพหญิงสาวจมดิ่งลงสู่ก้นบึงสีดำสนิท มีเพียงมือข้างหนึ่งที่เอื้อมคว้าความว่างเปล่า ภาพที่เคยถูกกรีดทำลายด้วยความเกลียดชังเมื่อหลายปีก่อน บัดนี้ได้รับการซ่อมแซมอย่างประณีตทุกอณูฝีแปรง จนราวกับมันมีชีวิตและกำลังส่งเสียงกรีดร้องออกมาจากความมืดมิด “ฝีมือการซ่อมแซมไร้ที่ติจริงๆ... เหมือนกับเจ้าของผลงานตัวจริงกลับมาลงมือเองไม่มีผิด” เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยดังขึ้นจากมุมมืดของห้องโถง นํ้าเสียงนั้นสั่นเครือเล็กน้อย เจือความโหยหาและหวาดกลัวที่ถูกเก็บกดไว้ใต้ความสุขุมมาเนิ่นนาน รินรดายังคงไม่หันกลับไปมอง เธอเพียงแค่ยกมือขึ้นถอดถุงมือหนังออกช้าๆ วางมันลงบนโต๊ะไม้เนื้อแข็งอย่างใจเย็น ราวกับคนที่กำลังจิบน้ำชาในยามบ่ายมากกว่าจะเผชิญหน้ากับอดีตสามีผู้ทรงอิทธิพลที่ตามล่าหาตัวเธอมาตลอดห้าปีเต็ม “ถ้าคุณยังมีความละอายใจหลงเหลืออยู่บ้าง ธันวา... คุณก็ควรจะรู้ว่าบางสิ่งที่ตายไปแล้ว มันไม่มีวันฟื้นคืนกลับมาได้ด้วยคำขอโทษ” ธันวาก้าวออกจากเงาสลัวของเสาหิน แสงไฟสปอตไลท์สีนวลส่องกระทบใบหน้าคมคายที่บัดนี้เต็มไปด้วยร่องรอยความเหนื่อยล้าและริ้ว รอยแห่งความสำนึกผิด ดวงตาคมกราบกรานมองแผ่นหลังบางนั้นด้วยความรู้สึกที่ตีรันพัวพันกันจนแทบหายใจไม่ออก เขาก้าวเข้ามาใกล้ทีละน้อย ราวกับกลัวว่าภาพตรงหน้าจะเป็นเพียงภาพลวงตาที่สลายหายไปหากเขาขยับตัวเร็วเกินไป “ริน...” เขาเปล่งชื่อนั้นออกมาแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบ “ตลอดเวลาที่ผ่านมา... พี่ตามหาเธอทุกที่ พี่ชดใช้ทุกอย่างด้วยเงินตราและอำนาจที่พี่มี แต่สิ่งที่พี่ต้องการจริงๆ ไม่ใช่พวกนั้นเลย... พี่ต้องการแค่โอกาส” รินรดาค่อยๆ หมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับเขา ดวงตาสีดำสนิทคู่นั้นว่างเปล่า เย็นชา และเรียบสนิทราวกับผิวน้ำในคืนไร้จันทร์ มันไม่ใช่แววตาของภรรยาผู้เคยอ้อนวอนขอความรักจากเขาอีกต่อไปแล้ว แต่มันคือแววตาของ 'จิตรกรผู้พิพากษา' ที่มองเห็นความเน่าเฟะภายในจิตใจของมนุษย์ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง เธอยกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่กรีดลึกลงไปในความรู้สึกผิดบาปของอีกฝ่ายจนแทบกระอักเลือด “โอกาสเหรอคะ?” รินรดาทวนคำ น้ำเสียงนุ่มนวลแต่บาดลึกถึงกระดูก “คุณกำลังขอโอกาสจากคนที่คุณเคยผลักไสให้ตกลงไปในหลุมพรางแห่งความสิ้นหวังเนี่ยนะ? ธันวา คุณจำได้ไหมว่าวันสุดท้ายที่เราหย่ากัน คุณพูดว่าอะไร... คุณบอกว่าฉันมันก็แค่เงาไร้ค่าที่อาศัยบารมีของคุณเกาะกินไปวันๆ” “ริน... ตอนนั้นพี่บ้าไปแล้ว พี่ถูกความโลภครอบงำ พี่ไม่รู้ว่าเธอคือแรงบันดาลใจเดียวในชีวิตของพี่...” ธันวาก้าวเข้าไปประชิด ร่างสูงใหญ่สั่นเทาด้วยความเจ็บปวด เขายื่นมือออกหมายจะแตะต้องปลายนิ้วที่เย็นเฉียบของเธอ แต่กลับต้องชะงักค้างกลางอากาศเมื่อรินรดาถอยหลังหลบอย่างรังเกียจ ราวกับกลัวว่าความโสโครกจากตัวเขาจะแปดเปื้อนมาถึงเธอ “อย่ามาแตะต้องฉันด้วยมือคู่นั้น” เธอกล่าวเสียงเรียบแต่เฉียบคมดั่งใบมีดโกน “มือที่เคยเซ็นชื่อขับไล่ฉันออกจากบ้าน มือที่เคยทำลายผลงานทุกชิ้นที่ฉันรัก... คุณคิดว่าความสำนึกผิดย้อนหลังห้าปีของคุณ จะลบล้างความจริงที่ว่าคุณคือคนฆ่าฉันทั้งเป็นได้งั้นเหรอ?” ความเงียบงันเข้าปกคลุมพื้นที่ระหว่างคนทั้งสอง มีเพียงเสียงหัวใจที่เต้นรัวระทึกและลมหายใจหอบกระชั้นของธันวาที่สะท้อนความสิ้นหวัง เขาคุกเข่าลงข้างหนึ่งต่อหน้าเธอ ยอมทิ้งศักดิ์ศรีทั้งหมดของผู้ทรงอิทธิพลในวงการศิลปะลงแทบเท้าอดีตภรรยา “พี่ขอร้อง... จะให้พี่ทำอะไรก็ได้ เอาชีวิตของพี่ไปเลยก็ได้ ริน... แต่อย่าทำเหมือนว่าเรารู้จักกันแค่นี้ อย่ามองพี่ด้วยสายตาที่เหมือนพี่เป็นแค่อากาศธาตุเลยนะ” รินรดาก้มมองอดีสามีผู้ยิ่งใหญ่ที่บัดนี้กำลังหลั่งน้ำตาคุกเข่าต่อหน้าเธอ ความสะใจวาบขึ้นในอกชั่วขณะ แต่มันถูกแทนที่ด้วยความสมเพชเวทนาอย่างรวดเร็ว เธอก้มตัวลงกระซิบข้างใบหูของเขาด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบดั่งน้ำแข็งขั้วโลก “สายตาที่ฉันมองคุณตอนนี้... มันยังน้อยเกินไปด้วยซ้ำกับสิ่งที่ฉันต้องเจอ... แต่อย่าเพิ่งรีบสิ้นหวังไปเลยค่ะ ธันวา เพราะความจริงที่เจ็บปวดที่สุด... มันเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นต่างหาก” ในจังหวะที่ธันวากำลังจะเงยหน้าขึ้นเพื่อเอ่ยคำอ้อนวอน ประตูห้องจัดแสดงอีกด้านหนึ่งที่เชื่อมต่อกับระเบียงส่วนตัวก็ถูกผลักเปิดออกอย่างกะทันหัน พร้อมกับเสียงใสแจ๋วของเด็กชายวัยสี่ขวบที่วิ่งเข้ามาพร้อมกับภาพวาดสีเทียนในมือ “คุณแม่ครับ! น้องธามวาดรูปคุณพ่อเสร็จแล้ว... เอ๊ะ? คุณลุงคนนี้เป็นใครเหรอครับ ทำไมถึงนั่งคุกเข่าอยู่ตรงนั้นล่ะครับ?” ธันวาชะงักกึก ดวงตาเบิกโพ้างDเมื่อหันไปมองเด็กน้อยผิวขาวละเอียดที่มีโครงหน้าและนัยน์ตาถอดแบบมาจากตัวเขาเองราวกับส่องกระจก ขณะที่รินรดากลับคลี่ยิ้มเย็นเยียบออกมา เป็นรอยยิ้มสุดท้ายที่ดึงเอาสติสัมปชัญญะทั้งหมดของชายหนุ่มให้ดิ่งวูบลงสู่หุบเหวแห่งความจริงที่เขาไม่มีวันหนีพ้น ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านความเจ็บปวดมาถึงบทนี้กับกระจกเงาต้องสาปนะคะ
สารจากนักเขียน (กระจกเงาต้องสาป)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ภัณฑารักษ์ไร้เงากับภาพวาดที่กรีดร้อง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%