กลิ่นไหม้ของคราบสีน้ำมันและไม้โอ๊กเก่าแก่โชยปะทะจมูก ราวกับลมหายใจของปีศาจร้ายที่กำลังตื่นจากหลับใหล รินรดายืนนิ่งอยู่กลางห้องโถงใหญ่ของคฤหาสน์ตระกูลธันวา ดวงตาคู่คมจ้องมองเปลวเพลิงสีส้มที่เริ่มเลียเล็มผ้าม่านกำมะหยี่ราคาแพง ความร้อนระอุไม่ได้ทำให้หัวใจของเธอไหวหวั่นแม้แต่น้อย ในทางกลับกัน... มันเหมือนเสียงดนตรีประกอบฉากโศกนาฏกรรมที่เธอรอคอยมาตลอด
“ริน! ออกมาเดี๋ยวนี้! ไฟมันลามไปถึงห้องเก็บภาพวาดแล้ว!”
เสียงของธันวาดังขึ้นจากอีกฝั่งของเปลวเพลิง น้ำเสียงนั้นสั่นเครือ แฝงไปด้วยความตื่นตระหนกที่รินรดาไม่เคยคิดว่าจะได้ยินจากผู้ชายที่เคยผลักไสเธอลงสู่ขุมนรกแห่งความเย็นชา เขาพุ่งตัวผ่านกลุ่มควันสีเทาคลุ้งเข้ามาหาเธอ ใบหน้าที่เคยเรียบเฉยบัดนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยเขม่าและหยาดเหงื่อที่ไหลซึมออกมาจากความหวาดกลัว
รินรดาไม่ขยับหนี เธอเพียงแต่เอียงคอมองเขาด้วยรอยยิ้มที่ทำให้ธันวาต้องชะงักงัน
“คุณกลัวอะไรคะ ธันวา? กลัวว่าผลงานชิ้นเอกของภรรยาที่ถูกคุณทอดทิ้งจะมอดไหม้ไปพร้อมกับบ้านหลังนี้ หรือว่ากลัวความลับที่ถูกฝังอยู่ใต้กองสีพวกนี้จะถูกเปิดเผยกันแน่?”
“ริน... เรื่องนั้นเอาไว้ก่อน ผมขอร้อง ออกไปจากที่นี่!” ธันวาพุ่งเข้ามาคว้าข้อมือเธอแรงจนเธอเซไปปะทะอกแกร่ง กลิ่นกายของเขาที่ผสมกับกลิ่นควันไฟทำให้รินรดาอยากจะหัวเราะให้ก้อง เธอสัมผัสได้ถึงชีพจรที่เต้นรัวของเขา มือที่จับข้อมือเธอสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้
“คุณเคยบอกว่าภาพวาดของฉันไม่มีค่าพอจะแขวนในแกลเลอรีของคุณ” รินรดาแค่นหัวเราะ เสียงของเธอราบเรียบแต่เฉียบคมเหมือนใบมีดโกน “แล้ววันนี้ล่ะ? ทำไมต้องวิ่งเข้ามาเสี่ยงตายเพื่อภาพวาดที่เคยเป็นขยะในสายตาคุณคะ?”
“ผมไม่ได้มาเพื่อภาพวาด!” เขาตะโกนสวนกลับมา ความเงียบงันชั่วขณะเกิดขึ้นระหว่างคนทั้งสอง มีเพียงเสียงไม้ลั่นเปรี๊ยะจากเปลวเพลิงที่กำลังกัดกินโครงสร้างคฤหาสน์ “ผมมาเพื่อคุณ... รินรดา ได้โปรด... ผมชดใช้ให้คุณเท่าไหร่คุณถึงจะพอใจ? ถ้าความตายของผมทำให้คุณหายแค้น ผมยอม!”
รินรดากระชากข้อมือออกแรงๆ สายตาของเธอมองลึกเข้าไปในดวงตาที่แดงก่ำของอดีตสามี “คำขอโทษมันไร้ค่าพอๆ กับความรักที่คุณเคยให้ฉันนั่นแหละค่ะ ธันวา คุณไม่มีวันเข้าใจหรอกว่าการถูกขังอยู่ในความทรงจำที่แตกสลายมันเป็นยังไง เพราะคุณคือคนถือค้อนที่ทุบกระจกบานนั้นเองกับมือ”
เปลวไฟโหมกระหน่ำจนเพดานบางส่วนเริ่มถล่มลงมา สิ่งที่เปิดเผยออกมาจากหลังผนังที่พังทลายไม่ใช่แค่ภาพวาดที่ธันวาเคยสั่งทำลายทิ้ง แต่เป็นหีบเหล็กเก่าคร่ำที่ร่วงหล่นลงมากลางห้อง แรงกระแทกทำให้กลอนหีบหลุดออก เอกสารกองหนึ่งร่วงหล่นกระจายไปทั่วพื้นกระเบื้องที่ร้อนระอุ
ธันวาขยับตัวจะเข้าไปคว้ามัน แต่รินรดากลับไวกว่า เธอตวัดสายตาไปเห็นแผ่นกระดาษแผ่นหนึ่งที่โดนควันไฟจนเกรียมขอบ แต่มันยังพอจะอ่านใจความสำคัญได้ชัดเจน
ลมหายใจของรินรดาสะดุดลง ทันใดนั้น ความทรงจำที่เคยพร่าเลือนก็พุ่งเข้าใส่ราวกับกระสุนปืน—ภาพของเธอก่อนอุบัติเหตุ ภาพของห้องตรวจที่เย็นเฉียบ และชื่อของเด็กชายคนหนึ่งที่เธอไม่เคยมีโอกาสได้อุ้ม
ธันวาเองก็ชะงักไปเมื่อเห็นสิ่งที่ตกอยู่บนพื้น มือของเขาที่กำลังเอื้อมไปคว้าเอกสารค้างเติ่งกลางอากาศ สายตาของเขาจับจ้องไปยังภาพถ่ายใบเล็กที่หลุดออกมาจากกองเอกสารนั้น เป็นภาพเด็กผู้ชายตัวน้อยที่มีดวงตาเรียวคมเหมือนกับเขาไม่มีผิดเพี้ยน และมีรอยยิ้มที่เหมือนกับรินรดาในวันที่เธอยังมีความสุข
“นี่มัน... อะไรกัน” เสียงของธันวาแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน “ริน... นี่ลูกของเรางั้นเหรอ? คุณ... คุณท้องงั้นเหรอตอนที่เราแยกทางกัน?”
รินรดาไม่ตอบ เธอหยิบภาพถ่ายใบนั้นขึ้นมา นิ้วมือสั่นระริกขณะลูบไล้ใบหน้าในภาพ เธอไม่ได้ต้องการให้เขาเห็น แต่ความจริงที่ถูกไฟไหม้เผยให้เห็นนี้กำลังฉีกกระชากหัวใจเธอให้กลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ความแค้นที่เคยมีกลับกลายเป็นความว่างเปล่าที่หนักอึ้งกว่าเดิม
“คุณทำลายชีวิตฉันไม่พอ...” รินรดาเงยหน้าขึ้นมองเขา ดวงตาที่เคยเย็นชาบัดนี้เต็มไปด้วยหยดน้ำตาที่เอ่อล้น “คุณทำลายครอบครัวที่เราควรจะมีด้วยมือของคุณเอง ธันวา... คุณฆ่าลูกของเราไปแล้วตั้งแต่วันที่คุณฉีกภาพวาดนั้นทิ้ง”
“ผมไม่รู้... ริน ผมสาบาน!” เขาพยายามจะก้าวเข้ามาหา แต่รินรดาถอยห่างจนแผ่นหลังชนกับกำแพงที่ร้อนผ่าว
“ความไม่รู้ของคุณคือคำพิพากษาที่โหดร้ายที่สุดสำหรับฉัน”
จังหวะนั้นเอง โครงสร้างหลังคาที่ถูกไฟไหม้จนวิกฤตก็พังครืนลงมาขวางระหว่างทั้งสองคน กองเพลิงกั้นกลางเหมือนกำแพงนรกที่ไม่มีวันข้ามผ่านได้อีกต่อไป ธันวากรีดร้องชื่อเธออย่างบ้าคลั่งพยายามจะขุดดินขุดไม้เพื่อฝ่าเข้ามา แต่ในมือของรินรดานั้น เอกสารอีกฉบับที่เพิ่งจะหยิบติดมือมาได้ กลับทำให้เธอต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
มันไม่ใช่แค่บันทึกการตั้งครรภ์ แต่มันคือผลตรวจ DNA ลับที่ระบุว่าลูกของเธอไม่ได้ตายในอุบัติเหตุตามที่ธันวาเคยหลอกให้เธอเชื่อตลอดมา... หากแต่มีใครบางคน "ขโมย" เด็กคนนั้นไป และชื่อของคนคนนั้น... คือคนเดียวกับที่ยืนสั่งการอยู่เบื้องหลังความพินาศของคฤหาสน์หลังนี้ตั้งแต่วันแรก
รินรดากำกระดาษแผ่นนั้นแน่นจนยับยู่ น้ำตาที่เคยไหลด้วยความเจ็บปวดบัดนี้เปลี่ยนเป็นความแค้นที่แผดเผายิ่งกว่าเปลวไฟตรงหน้า เธอรู้แล้วว่าเกมนี้ไม่ได้จบลงที่ความตายของคนใดคนหนึ่ง แต่มันเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเมื่อศัตรูตัวจริงก้าวออกมาจากเงามืด...
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านความเจ็บปวดมาถึงบทนี้กับกระจกเงาต้องสาปนะคะ
ภัณฑารักษ์ไร้เงากับภาพวาดที่กรีดร้อง•ตอนที่ 25
เสียงหวีดร้องในความมืด
ผลงานโดย กระจกเงาต้องสาป
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระจกเงาต้องสาป)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ภัณฑารักษ์ไร้เงากับภาพวาดที่กรีดร้อง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!