"คุณคิดจริงๆ หรือคะธันวา ว่าความตายในห้องมืดทึบนี้ จะลบชื่อของฉันออกจากประวัติศาสตร์ศิลปะที่คุณเคยเหยียบย่ำได้?"
เสียงของรินรดาไม่ได้สั่นพร่าเลยแม้แต่น้อย มันราบเรียบ เย็นเยียบ และก้องกังวานอยู่ในห้องจัดแสดงนิทรรศการใต้ดินที่ถูกปิดตาย กลิ่นอับชื้นของสีน้ำมันและกลิ่นฉุนรุนแรงของทินเนอร์ผสมปนเปกันจนแสบจมูก ท่ามกลางความสลัวราง มีเพียงแสงไฟนีออนกระพริบติดๆ ดับๆ จากมุมห้องที่สาดส่องลงบนใบหน้าด้านข้างของธันวา—ชายผู้เคยขึ้นชื่อว่าเป็นสามีผู้สมบูรณ์แบบในสังคมไฮโซ แต่ในยามนี้ ดวงตาคมกราบคู่นั้นกลับฉายแววตื่นตระหนก ร่างสูงใหญ่ในสูทราคาแพงยืนแข็งทื่อ มือข้างหนึ่งยังถือกระป๋องสารเคมีไว้อย่างสั่นเทา
แผนการของเขาคือการกำจัดภัณฑารักษ์สาวผู้กุมความลับของภาพวาด "ที่กรีดร้อง" ผลงานชิ้นเอกที่ถูกซ่อนเงื่อนงำการฆาตกรรมเอาไว้ ให้กลายเป็นอุบัติเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ในคลังเก็บศิลปะ แต่เขาประเมินความนิ่งของอดีตภรรยาต่ำเกินไป รินรดาไม่ได้ถูกขังไว้ในห้องเก็บของอย่างที่เขาคาดการณ์ เธอกลับยืนอยู่เบื้องหลังเขา พร้อมกับกุญแจมือสำรองที่ล็อกข้อมือข้างหนึ่งของเขาติดไว้กับราวเหล็กของแกลเลอรี
ธันวาหันขวับมามอง หายใจหอบกระชั้น เหงื่อกาฬผุดพรายเต็มกรอบหน้าคมคายที่เริ่มมีริ้วรอยแห่งความเครียด "ริน... ปลดฉันเดี๋ยวนี้ บ้าจริง คุณกำลังทำอะไร คุณคิดจะทำลายตัวเองไปด้วยหรือไง ไฟกำลังจะลามมาถึงทางออกแล้วนะ!"
"ทำลายตัวเองเหรอคะ?" รินรดายกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่กรีดลึกเข้าไปในความรู้สึกผิดบาปของอีกฝ่ายจนธันวาต้องเบือนหน้าหนี "คุณต่างหากล่ะธันวา ที่กำลังถูกไฟแห่งความโลภและบาปกรรมที่คุณก่อไว้แผดเผาจนไม่เหลือแม้แต่ขี้เถ้า จำได้ไหมคะ... วันที่คุณผลักฉันตกจากบันไดสตูดิโอเมื่อสามปีก่อน วันที่คุณบอกว่าฉันมันก็แค่เงาที่ไม่มีวันเทียบเท่า 'ภาพวาด' ของคุณ... วันนี้ เงาตัวนี้กำลังจะกลายเป็นผู้พิพากษาคุณแล้วค่ะ"
ความทรงจำอันเจ็บปวดที่ถูกผนึกไว้ด้วยรอยแผลเป็นกรีดแทงเข้ามาในอกของธันวา ภาพอดีตที่เขาเคยเย็นชา เหยียบย่ำศักดิ์ศรี และมองเธอเป็นเพียงสิ่งของประดับบ้านย้อนกลับมาทุบทำลายสติสัมปชัญญะของเขา ความสำนึกผิดที่กัดกินหัวใจเขามาตลอดหลายปีหลังการหย่าร้าง ไม่ได้ทำให้เขาสูงส่งขึ้นเลย แต่มันกลับทำให้เขากลายเป็นคนบ้าคลั่งที่ยอมทำทุกอย่างแม้กระทั่งฆ่าคน เพื่อปกปิดความจริงไม่ให้รินรดาลากเขาลงนรก
"ผมขอโทษ..." เสียงทุ้มต่ำหลุดลอดจากริมฝีปากที่แห้งผากของธันวา มันไม่ใช่การขอร้องเพื่อเอาตัวรอด แต่มันคือเสียงสะท้อนจากเศษซากมนุษย์ที่พังทลาย "ริน... ผมสำนึกผิดแล้ว ทุกอย่างที่ผมทำลงไปเพราะผมกลัว... กลัวว่าคุณจะรู้ว่าผมไม่มีค่าอะไรเลยในสายตาคุณ ได้โปรด... ให้โอกาสผมได้ไถ่บาปเถอะนะ"
"โอกาสเหรอคะ?" รินรดาก้าวเข้าไปใกล้ กลิ่นน้ำหอมราคาแพงที่เธอเคยเกลียดชังเพราะมันเคลือบไปด้วยคำโกหก ลอยเข้ากระทบประสาทสัมผัส ปลายนิ้วเรียวเย็นเฉียบแตะลงบนปกเสื้อสูทที่เปื้อนคราบเขม่าควันของอดีตสามีอย่างแผ่วเบา แต่แววตาคู่นั้นกลับไร้ซึ่งความปรานี "คุณไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเอ่ยคำว่าโอกาสด้วยซ้ำ ธันวา คุณพรากความทรงจำ พรากตัวตน และพราก... ลูกของเราไปจากฉัน"
คำว่า 'ลูก' กระแทกเข้ากลางใจของธันวาจนเขาเซถอยหลัง ร่างสูงทรุดฮวบลงคุกเข่ากับพื้นปูนเย็นเยียบ ดวงเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงระคนเจ็บปวด "ลูก...? ริน... คุณหมายความว่า..."
"ใช่ค่ะ ลูกที่เราเคยมีด้วยกัน แต่คุณกลับบอกว่ามันคือ 'ภาระ' ที่จะมาทำลายชื่อเสียงของคุณในวงสังคมชั้นสูง" หยาดน้ำตาแห่งความคับแค้นเอ่อล้นคลอหน่วยดวงตาสองข้างของรินรดา แต่มันไม่ใช่หยาดน้ำตาแห่งความอ่อนแอ มันคือหยาดน้ำตาของความสะใจที่ได้เห็นผู้ชายที่เคยหยิ่งผยองคนนี้พังทลายลงแทบเท้า "แต่วันนี้ ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ ฉันจะไม่ฆ่าคุณด้วยมือของฉันเองหรอก ปล่อยให้ความทรงจำและภาพวาดพวกนี้มันหลอนคุณไปจนวันตายเถอะค่ะ"
รินรดาสลัดกุญแจมืออีกข้างหลุดจากข้อมือของเธออย่างคล่องแคล่ว เธอกำกุญแจดอกสำคัญไว้แน่น หันหลังให้ชายที่กำลังร้องไห้ฟูมฟายอย่างไร้ศักดิ์ศรีท่ามกลางเปลวเพลิงที่เริ่มลามเลียกรอบประตูทางออก
ธันวาพยายามตะเกียกตะกายเอื้อมมือคว้าชายกระโปรงของเธอด้วยความสิ้นหวัง "ริน! อย่าทิ้งผม! อย่า..."
พรึบ!
เสียงประตูเหล็กนิรภัยถูกกระชากปิดลงอย่างแรง พร้อมกับเสียงล็อกกลอนอัตโนมัติที่ดังสนั่นก้องกังวาน ขัดขวางเสียงกรีดร้องและเสียงทุบประตูของธันวาให้ขาดหายไปในความมืดมิดและเปลวไฟ รินรดายืนนิ่งอยู่หน้าประตูลั่นดาล เธอยกมือขึ้นปาดน้ำตาบนแก้มออกอย่างไม่แยแส ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึก and ก้าวเดินออกไปสู่แสงสว่างด้านนอกแกลเลอรีอย่างสง่างาม โดยไม่หันกลับมามองอีกเลย
ทว่า... ทันทีที่เธอเดินพ้นเขตม่านควันออกมาสู่โถงทางเดินใหญ่ เสียงฝีเท้าของใครบางคนก็หยุดยืนขวางทางเธอไว้ รินรดาชะงักเงยหน้าขึ้นเตรียมจะเอ่ยปากไล่ แต่แล้วลมหายใจของเธอกลับสะดุดกึก ราวกับหัวใจถูกกระชากให้ร่วงหล่นลงสู่เหวลึก
เด็กชายตัวน้อยวัยราวๆ ห้าขวบในชุดเสื้อโค้ทกันหนาวสีเข้ม กำลังยืนกะพริบตากลมโตมองเธอด้วยแววตาคุ้นตาอย่างประหลาด และก่อนที่เธอจะทันได้ตั้งสติ เสียงทุ้มคุ้นหูของบุคคลที่เธอคิดว่าตายไปแล้ว—หรือไม่มีทางกลับมาเหยียบที่นี่ได้อีก—ก็ดังขึ้นจากด้านหลังของเด็กชายคนนั้น
"แม่ครับ... ทำไมคุณน้าถึงร้องไห้ล่ะครับ?"
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านความเจ็บปวดมาถึงบทนี้กับกระจกเงาต้องสาปนะคะ
ภัณฑารักษ์ไร้เงากับภาพวาดที่กรีดร้อง•ตอนที่ 24
พายุแห่งความแค้น
ผลงานโดย กระจกเงาต้องสาป
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระจกเงาต้องสาป)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ภัณฑารักษ์ไร้เงากับภาพวาดที่กรีดร้อง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!