กลิ่นอายความอับชื้นของห้องเก็บภาพใต้ดิน ผสมผสานกับกลิ่นสีน้ำมันเก่าคร่ำคร่า ช่างคล้ายคลึงกับกลิ่นอายความตายที่โชยออกมาจากซอกหลืบแห่งความทรงจำที่ถูกฝังกลบ รินรดายืนนิ่งราวกับรูปปั้นหินอ่อน ปล่อยให้ความเงียบงันทำหน้าที่กรีดแทงหัวใจของอดีตสามีผู้เย่อหยิ่งให้แหลกละเอียดคามือ ดวงตาคู่คมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาของธันวาไหวระริก เขากำลังคุกเข่าลงบนพื้นคอนกรีตเย็นเยียบ รองเท้าหนังราคาแพงเปรอะเปื้อนฝุ่นผงแห่งกาลเวลา แต่ผู้ชายที่เคยเย่อหยิ่งและเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของเธอจนไม่เหลือชิ้นดีในอดีต กลับไม่ใส่ใจต่อความสกปรกนั้นเลยแม้แต่น้อย สิ่งเดียวที่อยู่ในโฟกัสสายตาของเขาคือรอยยิ้มเยียบเย็นที่มุมปากของเธอ รอยยิ้มที่กรีดรอยแผลเป็นลึกฝังลงไปในขั้วหัวใจของเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า
"คุณริน... ผมยอมทำทุกอย่างแล้ว" เสียงทุ้มต่ำที่เคยทรงอำนาจ บัดนี้กลับสั่นพร่าและแหบแห้งจนแทบไม่เหลือเค้าโครงเดิม ธันวาเงยหน้าขึ้นสบตาอดีตภรรยา หยดน้ำตาที่เอ่อล้นไหลรินลงมาตามโครงหน้าคมคายที่เริ่มมีริ้วรอยแห่งความเคร่งเครียดและราคีบาปกัดกิน "ถ้าการที่ผมต้องยืนอยู่ตรงนี้... ให้คุณมองดูความเจ็บปวดของผม มันจะทำให้คุณหายเคืองแค้นผมได้บ้าง... เชิญเลยครับ... เชิญลงมือได้เลย"
*“ค่ะ”* คำพูดนั้นไม่ได้หลุดออกจากปากของรินรดา แต่เป็นเสียงสะท้อนจากก้นบึ้งจิตใจที่เธอเฝ้ารอมานานแรมปี
รอดพ้นจากการเป็นเงาของใครบางคน กลายเป็นผู้หญิงไร้ค่าที่เขาเคยผลักไสไล่ส่งในคืนวันอันหนาวเหน็บ รินรดาก้าวเข้าไปใกล้เขาช้าๆ ส้นรองเท้ากระทบพื้นคอนกรีตเกิดเสียงก้องกังวาน บ่งบอกถึงการคุกคามที่ไร้เสียงแต่น่าหวาดหวั่น เธอย่อตัวลงเล็กน้อย ใช้ปลายนิ้วเรียวยาวที่เคยจับพู่กันสร้างสรรค์ผลงานระดับมาสเตอร์พีช แต่กลับต้องมาเปื้อนรอยเลือดและน้ำตาในวันที่เขาหักหลัง เชยคางอดีตสามีขึ้นบังคับให้เขาต้องสบตากับเธออย่างเลี่ยงไม่ได้
"คุณคิดจริงๆ หรือคะธันวา... ว่าการคุกเข่าอ้อนวอน ขosky และหลั่งน้ำตาปลอมๆ ออกมาไม่กี่หยด มันจะลบล้างรอยแผลเป็นที่ฝังรากลึกอยู่ในเนื้อหนังของฉันได้?" เสียงของเธอราบเรียบ เย็นชา และบาดลึกราวกับใบมีดโกนที่กรีดลงบนผิวหนังที่ไร้ความรู้สึก "คุณจำตอนที่ฉันกราบกรานขอร้องให้คุณเชื่อใจฉันได้ไหมคะ? ตอนที่คุณโยนภาพวาดชิ้นสุดท้ายของฉันทิ้งลงถังขยะ พร้อมกับบอกว่าฉันเป็นแค่ภรรยาไร้ค่าที่เกาะคุณกิน... ตอนนั้น ศักดิ์ศรีของฉันมันมีค่าเท่ากับเศษฝุ่นใต้รองเท้าของคุณเลยไม่ใช่หรือไงคะ"
ธันวาสูดหายใจเข้าลึก ริมฝีปากสั่นระริก เขารู้ดีว่าไม่มีคำแก้ตัวใดๆ จะชะล้างความผิดมหันต์ในอديตได้ ความเย็นชาของเธอในยามนี้ไม่ใช่ความเกลียดชังที่ลุกโชนเป็นไฟ หากแต่มันคือ "ความตายทางอารมณ์" ที่เธอมอบให้เขาอย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งมันทรมานยิ่งกว่าการถูกกรีดเนื้อเถือหนังเสียอีก
"ผมรู้... ผมมันเลวทราม..." ธันวาแค่นเสียงหัวเราะเยาะหยันตัวเองอย่างน่าเวทนา มือหนาสั่นเทาเอื้อมขึ้นหมายจะแตะต้องชายผ้ากระโปรงของเธอ แต่รินรดากลับถอยห่างออกไปหนึ่งก้าว ราวกับรังเกียจเดียดฉันท์แม้กระทั่งสัมผัสจากเขา "คุณอยากให้ผมพิสูจน์ตัวเองด้วยอะไร ริน... เอาชีวิตผมไปเลยไหม? หรือจะให้ผมทำลายทุกสิ่งที่ผมสร้างขึ้นมาด้วยมือตัวเอง เหมือนกับที่คุณเคยสูญเสียทุกอย่างในคืนนั้น?"
รินรดายกยิ้มมุมปาก ดวงตาสสีนิลคู่สวยไร้ซึ่งความปรานี เธอลุกขึ้นยืนเต็มความสูง มองลงมาที่เขาจากเบื้องสูง ราวกับพญาหงส์ที่กำลังมองดูสุนัขตัวหนึ่งกำลังดิ้นรนใกล้ตาย
"ชีวิตของคุณมันไร้ค่าเกินกว่าที่ฉันจะเอามาเปื้อนมือหรอกค่ะ ธันวา..." เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียטเฉยแต่เฉียบคม "แต่ถ้าคุณอยากจะพิสูจน์ว่าคุณสำนึกผิดจริง... ฉันมี 'การทดสอบ' เล็กๆ น้อยๆ ให้คุณทำ"
ธันวาเงยหน้าขึ้นทันที ประกายความหวังอันริบหรี่สาดส่องเข้ามาในดวงตาที่มืดบอด "บอกผมมาสิ... ต่อให้ต้องลุยไฟผมก็ยอม"
"ดีค่ะ..." รินรดาหันหลังเดินกลับไปหยิบวัตถุบางอย่างที่ถูกคลุมด้วยผ้าแพรสีดำสนิทบนโต๊ะไม้สักโบราณ เธอดึงผ้าคลุมนั้นออก เผยให้เห็นผืนผ้าใบขนาดใหญ่ที่ถูกกรีดขาดวิ่นเป็นทางยาว รอยแผลบนภาพวาดนั้นน่าเกลียดน่ากลัว ราวกับร่องรอยของการถูกทำลายด้วยความโกรธเกรี้ยวขั้นสุดยอด "ภาพนี้... คือภาพวาดชิ้นเอกที่ฉันวาดขึ้นในคืนก่อนที่เราจะหย่าร้างกัน ภาพที่บันทึกความเจ็บปวดทั้งหมดของฉันเอาไว้"
ธันวากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เมื่อจำได้ดีว่าภาพนั้นคือผลงานที่เขาเป็นคนลงมือทำลายมันด้วยมือของตัวเองในยามที่สติหลุดลอยจากฤทธิ์สุราและความหึงหวงบ้าคลั่ง
"หน้าที่ของคุณคือ..." รินรดายื่นพู่กันและหลอดสีน้ำมันสีแดงเข้มข้นราวกับเลือดสดๆ ให้เขา "นั่งลงตรงนี้ ใช้เวลาตลอดทั้งคืนซ่อมแซมภาพนี้ขึ้นมาใหม่ด้วยมือของคุณเอง... ทุกๆ ฝแปรงที่คุณลากลงไป ต้องใช้เวลาไตร่ตรองถึงความเจ็บปวดที่คุณเคยมอบให้ฉัน หากมีรอยเปื้อนแม้แต่นิดเดียว หรือหากคุณเผลอหลับตาลงแม้แต่วินาทีเดียว... การทดสอบนี้จะถือว่าล้มเหลว และเราจะไม่มีวันได้พูดคุยกันอีกตลอดกาล"
ธันวามองพู่กันในมือและผืนผ้าใบที่ฉีกขาดสลับกันไปมา เขาไม่ใช่นักวาดภาพ มือคู่นี้คุ้นเคยแต่กับการเซ็นสัญญามูลค่ามหาศาลและการถือแก้วไวน์ราคาแพง การจะมานั่งละเลงสีเพื่อซ่อมแซมภาพวาดแห่งความบาปนี้ด้วยตัวเอง ช่างเป็นการทรมานทั้งร่างกายและจิตใจอย่างแสนสาหัส แต่เขากลับไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธแม้แต่น้อย
"ผมจะทำ..." เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น หยิบพู่กันขึ้นมาอย่างมั่นคง แม้ปลายนิ้วจะสั่นเทาจนแทบควบคุมไม่ได้ "ผมจะซ่อมมัน... แม้ว่ามันจะต้องแลกด้วยลมหายใจของผมก็ตาม"
รินรดามองภาพอดีตสามีที่เริ่มลงมือละเลงสีลงบนผืนผ้าใบด้วยความยากลำบาก หยดเหงื่อผุดพรายบนหน้าผากของเขา ผสมผสานกับคราบน้ำตาที่ยังไม่แห้งเหือด ความสะใจระคนสมเพชไหลวนอยู่ในอกของเธอ แต่มันก็ยังไม่เพียงพอ... ความเจ็บปวดที่เธอได้รับในอดีต มันสมควรได้รับการชดใช้ที่สาสมยิ่งกว่านี้
เธอหันหลังให้เขา ก้าวเดินออกจากห้องใต้ดินอันมืดมิด ปล่อยให้ธันวาจมดิ่งอยู่กับความมืดและภาพวาดที่กรีดร้องในค่ำคืนอันยาวนาน
ทว่า... ในขณะที่เธอกำลังจะเดินพ้นประตูโค้งขึ้นไปยังชั้นบนของแกลเลอรี เสียงฝีเท้าเล็กๆ แผ่วเบากลับดังขึ้นที่มุมทางเดินมืดทึบ
*“คุณแม่คะ... คุณพ่อร้องไห้ทำไมเหรอคะ?”*
เสียงใสแจ๋วของเด็กหญิงวัยราวๆ ห้าขวบดังขึ้น ท่ามกลางความเงียบงัน รินรดารู้สึกราวกับถูกสายฟ้าฟาดเข้ากลางกระบาล ร่างกายของเธอแข็งทื่อราวกับถูกแช่แข็งในเสี้ยววินาที... เด็กน้อยในชุดกระโปรงสีขาวบริสุทธิ์ เส้นผมหยักศกสีดำสนิท และดวงตากลมโตคู่คมกริบที่ถอดแบบมาจากธันวาราวกับพิมพ์เดียวกัน กำลังยืนจ้องมองเธอด้วยความสงสัยใคร่รู้
และที่สำคัญที่สุด... ในมือเล็กๆ ของเด็กหญิงคนนั้น กำลังถือตุ๊กตาหมีตัวเก่าที่ธันวาเคยซื้อให้รินรดาในวันครบรอบแต่งงานปีแรก... ตุ๊กตาตัวเดียวกับที่หายสาบสูญไปพร้อมกับการหนีออกจากคฤหาสน์ของเธอเมื่อห้าปีก่อน!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางดิ่งลึกสู่ความมืดมิดนี้ไปด้วยกันนะคะ
ภัณฑารักษ์ไร้เงากับภาพวาดที่กรีดร้อง•ตอนที่ 10
กับดักของคนบาป
ผลงานโดย กระจกเงาต้องสาป
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระจกเงาต้องสาป)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ภัณฑารักษ์ไร้เงากับภาพวาดที่กรีดร้อง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!